อยากกินดี อยู่ดี ต้องเสริมอะไร

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อยากกินดี อยู่ดี ต้องเสริมอะไร

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ผู้เขียนมักพบข้อสงสัยและความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารเสริมอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะตามเว็บบอร์ดต่างๆ ตัวอย่างเช่นกระทู้หนึ่งที่พบ มีผู้ตั้งว่า “สงสัยเกี่ยวกับอาหารเสริม และการตอบคำถาม”ส่วนเนื้อหาของกระทู้ระบุว่า “ส่วนตัวผมเชื่อนะว่าอาหารเสริมมันได้ผลดีต่อร่างกายแบบเห็นได้ชัดจริงๆ ไม่งั้นธุรกิจอาหารเสริมมันไม่โตต่อเนื่องมาเป็นสิบๆปี แต่ที่สงสัยคือ เท่าที่ผมตามอ่านดูใน Tag อาหารเสริม แล้วเจอคนมาตอบแบบ กินทำไมไม่ได้เรื่อง ไม่มีประโยชน์ไม่ต้องกิน  คำถามคือ ผมคาดเดาเอาว่า คนถามเขาต้องการความรู้ หรือคลายข้อสงสัยจาก ผู้รู้ ผู้ที่เชื่อว่าอาหารเสริมได้ผล  แล้วทำไม กลุ่มคนที่ไม่เชื่อเรื่องอาหารเสริมถึงมาตอบกัน เจอคำตอบแบบ ไม่ต้องกินก็ได้ กินอาหารครบห้าหมู่ก็เพียงพอแล้ว คือ... ไม่เข้าใจอ่ะ มันไม่ตรงคำถามซักกะนิดเลย ถ้ามันไปกระทบต่อมอะไรของใครก็ ขออภัยมาด้วยละกัน มันสงสัยจริงๆ”

ผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็นในกระทู้ที่ยกตัวอย่างข้างบน ส่วนใหญ่เป็นทำนองว่า ไม่เชื่อเรื่องประโยชน์ของอาหารเสริม (หรือเรียกให้ถูกตามชื่อกำหนดของ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร) และแสดงความถูกต้องของการกินอาหารว่าควรเป็นอย่างไร

สำหรับผู้เขียนแล้ว ไม่เคยคิดจะเข้าไปแสดงความคิดในกระทู้เหล่านี้ อาจเนื่องจากจริตของการเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยที่มี ego สูง จึงรำคาญพวกเข้ามาเถียงข้างๆ คูๆ แบบไม่ใช้กาลามาสูตร เพราะถ้าคำอธิบายที่เราให้ด้วยความสุจริตใจตามคำจำกัดความของรัฐธรรมนูญและผ่านการกลั่นกรองโดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว มันไม่ควรจะผิด (แม้ว่าอาจผิดก็ได้) แต่หากถูกคนแย้งแบบไม่ใช้เหตุผลทางวิชาการ เหตุการณ์ดังกล่าวอาจทำให้ผู้เขียนเกิดอาการ จิตตก โดยเปล่าประโยชน์ ดังนั้นผู้เขียนจึงชอบที่จะมาเขียนเป็นบทความในเว็บไซต์โลกสีเขียวมากกว่า เนื่องจากหวังว่าผู้อ่านในโลกสีเขียวนั้นน่าจะเป็นผู้ที่ใช้กาลามสูตรในการตัดสินใจว่าจะเชื่อข้อมูลที่ผู้เขียนให้หรือไม่

ในประเด็นเรื่องอาหารเสริมที่มีการขายกันทั่วไปในอินเทอร์เนตและเคเบิลทีวี ตลอดจนถึงในฟรีทีวี (ช่วงที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบมักหลับเพราะยังเช้ามืดหรือยังไม่กลับจากกินข้าวเที่ยงแม้จะบ่ายสองโมงแล้ว) นั้น ว่าไปแล้วสามารถแบ่งได้เป็นสองรูปแบบคือ แบบที่เป็นสารชีวเคมีในอาหาร และแบบที่เป็นอะไรก็ไม่รู้ที่บรรพบุรุษเราไม่เคยกินเป็นอาหาร (โดยอาจเป็นสมุนไพรหรือวัชพืช หรืออะไรที่เกินกว่านักวิชาการคาดถึง)

อาหารเสริมในรูปแบบแรกนั้น ไม่ใช่สิ่งซึ่งไร้คุณค่าเสียทีเดียว เพราะเป็นสารชีวเคมีซึ่งร่างกายมนุษย์ควรรู้จักดี จึงมักมีการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ เช่น ไวตามิน ซึ่งเป็นสารชีวเคมีที่มีอยู่ในอาหารที่เรากินเป็นประจำ ถ้าเสริมมากเกินไป (ในขนาดที่เข้าข่ายเป็นยาได้) โดยไม่ได้รับคำแนะนำจากบุคลากรด้านการแพทย์ ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อสุขภาพของผู้ที่เสริมเข้าไปเอง

ประเด็นสำคัญในการเสริมสารชีวเคมีเข้าสู่ร่างกายเรานั้น คำถามที่ต้องตอบให้ได้ก่อนคือเราขาดสารนั้นจริงหรือ ซึ่งคำตอบนี้ควรได้จากการตรวจวินิจฉัยโดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เท่านั้น การใช้จมูกดม ตาดู ลูบคลำ หรือวิธีการอื่นที่สรรหามา (เพื่อให้ท่านเชื่อว่าตัวเองขาดสารชีวเคมีแต่ละประเภท) เช่น อุปกรณ์อิเล็กโทรนิก ที่ไม่ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยานั้น เป็นการหลอกลวงทั้งสิ้น

ประเด็นที่ผู้นิยมกินอาหารเสริมควรรับทราบก็คือ ในหลักความปลอดภัยของการรับสารอาหารเข้าสู่ร่างกายนั้น ถ้าน้อยไปมักก่อให้การทำงานของระบบภายในร่างกายบกพร่องเพราะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ในทางตรงกันข้ามถ้ามากไปก็ก่อให้เกิดอันตรายเพราะมันเกินจำเป็น ทั้งนี้ร่างกายมนุษย์นั้นมีความสามารถในการรับสารชีวเคมีในอาหารได้เพียงช่วงแคบๆ ตามความเหมาะสมระดับหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ไวตามินเอ การขาดไวตามินเอนั้นก่ออันตรายอย่างร้ายแรง เพราะหน้าที่ของไวตามินเอที่สำคัญมากคือ การป้องกันการเสียสภาพของผนังเซลล์ชนิดต่างๆ ของร่างกาย

ผนังเซลล์ของร่างกายนั้นประกอบด้วยกรดไขมันเป็นหลัก ทำหน้าที่เหมือนกำแพงบ้าน จึงมีประตูและช่องต่างๆ เพื่อการขนถ่ายสารชีวเคมี อาหารและแร่ธาตุเข้าออกเซลล์ ดังนั้นถ้าไขมันคือส่วนของกำแพงซึ่งมักเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว (ซึ่งถูกทำลายได้ด้วยอนุมูลอิสระ) เกิดปัญหา ประตูและช่องทางต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ย่อมผิดเพี้ยนไปด้วย การกล่าวว่าคนสายตาดีเพราะกินอาหารมีไวตามินเอครบนั้น ก็เป็นเพราะไวตามินเอทำให้เซลล์ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับระบบการมองเห็นทำหน้าที่ได้อย่างที่มันควรทำได้ ดังนั้นนักเรียนที่ตอบว่า ไวตามินเอมีหน้าที่ทำให้การมองเห็นดีนั้น เป็นการตอบถูกเพียงบางส่วน เนื่องจากจะมีคำถามกลับได้ว่า แล้วคนตาบอดต้องการไวตามินเอไปทำไม

ในกรณีของไวตามินเอนั้น ถ้าเราได้รับเข้าไปมากเกินพอ เช่น การกินน้ำมันตับปลา (ในรูปแบบน้ำเชื่อมรสอร่อย) หรือกินตับสัตว์ซึ่งเป็นแหล่งสะสมไวตามินเอเข้าไปมากเกิน ตับของเราซึ่งก็เป็นแหล่งสะสมไวตามินเอได้แค่ระดับที่ร่างกายต้องการจะต้องทำงานหนักกว่าที่ควร เพราะเซลล์ตับนั้นมีหน้าที่ในการทำงานเพื่อร่างกายมากมายหลายเรื่อง จึงควรให้เซลล์ไม่ต้องสะสมอะไรมากเกินจำเป็น

ถ้าเทียบกับการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ที่บ้าน เราจะเห็นว่า ในกรณีที่มี hard disk 1 ตัว ผู้ขายมักจะแบ่งส่วนของ hard disk เป็นสองส่วนคือ drive C และ drive Dโดยกำหนดให้ผู้ใช้งานเก็บข้อมูลใน drive D อย่าไปเก็บใน drive C โดยไม่จำเป็น เพราะ drive C เป็นส่วนที่คอมพิวเตอร์ต้องการพื้นที่เพื่อทำงานของโปรแกรม ถ้าเราเก็บข้อมูลใน drive C ก็เหมือนการเก็บไวตามินเอในเซลล์ตับมากเกินไป ซึ่งจะทำให้ตับทำงานได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร จนอาจเกิดความบกพร่องเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ยังมีตัวอย่างของการได้รับสารชีวเคมีในอาหาร ซึ่งมักถูกกล่าวอ้างว่าเป็นตัวอย่างของการได้รับสารอาหารมากเกินไปแล้วก่ออันตรายต่อร่างกายอีกเรื่องหนึ่งคือ เรื่องของเบต้าแคโรทีน ซึ่งเป็นสารที่เมื่อร่างกายได้รับแล้วจะทำการปรับเปลี่ยนให้บางส่วนกลายเป็นไวตามินเอ สำหรับส่วนที่เหลือในสภาพเดิมจะสะสมในผนังเซลล์ต่างๆ จนทำให้ผนังเซลล์มีสีออกเหลืองอมส้ม โดยเฉพาะผนังเซลล์ที่เป็นผิวหนัง ปรากฏการณ์นี้ทดลองดูได้ด้วยการกินผักหรือผลไม้ที่มีสารนี้สูงเช่น หัวผักกาดแดงและมะละกอสุกจัดเยอะๆ ในขณะเดียวกันสีผิวที่เปลี่ยนเป็นเหลืองอมส้มนั้นจะหายไปได้เองเมื่อลดการกินผักผลไม้ที่มีเบ้ตาแคโรทีนสูง

นักวิทยาศาสตร์สุขภาพเคยคิดกันว่า เบต้าแคโรทีนนั้นมีแต่ประโยชน์ในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ไม่น่ามีอันตราย เพราะมันไม่สะสมในตับเหมือนไวตามินเอ แต่ความเข้าใจนี้ได้ถูกยกเลิกไป เพราะมีงานวิจัยทั้งระดับระบาดวิทยาและในห้องปฏิบัติการที่ได้ผลตรงข้ามกับความคิดนี้

เมื่อราว 40-50 ปีมาแล้ว นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งสมมติฐานว่า ถ้าร่างกายได้รับเบต้าแคโรทีนเพิ่มขึ้นจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดของมนุษย์ เนื่องจากมีการศึกษาทางระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่กินผักและผลไม้ที่อุดมด้วยสารแคโรทีนอยด์ซึ่งรวมถึงเบต้าแคโรทีนมากขึ้น หรือผู้ที่มีระดับของเบต้าแคโรทีนในกระแสเลือดสูงกว่าผู้อื่น มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งต่ำลง โดยเฉพาะในกรณีของมะเร็งปอดที่เกิดในผู้สูบบุหรี่จัดแต่หลังจากนั้นปรากฏว่ามีผลการศึกษาของโครงการเสริมไวตามินอีและเบต้าแคโรทีนเพื่อป้องกันมะเร็ง (Alpha Tocopherol, Beta-carotene Cancer Prevention หรือ ATBC) พบว่า การเสริมเบต้าแคโรทีน (20-30มิลลิกรัมต่อวัน) ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดในหมู่ผู้สูบบุหรี่

ได้มีการยืนยันการศึกษาในสัตว์ทดลองตระกูลสัตว์กัดแทะที่เรียกว่า Ferret ซึ่งมีระบบการใช้เบต้าแคโรทีนภายในร่างกายคล้ายระบบที่เกิดขึ้นในคนนักวิทยาศาสตร์ได้ให้สัตว์ทดลองกลุ่มแรกได้รับการเสริมเบต้าแคโรทีนซึ่งคำนวณว่าเท่ากับ 30 มิลลิกรัมต่อวันในมนุษย์ ส่วนกลุ่มที่สองได้รับเบต้าแคโรทีนเช่นกันพร้อมกับได้รับควันบุหรี่ในปริมาณหนึ่งเป็นเวลานานหกเดือนจึงผ่าพิสูจน์พบว่า เนื้อเยื่อปอดของสัตว์ทดลองแสดงการเจริญผิดปรกติ (squamous metaplasia) ทั้งสองกลุ่ม โดยกลุ่มสัตว์ทดลองที่ได้เบต้าแคโรทีนและควันบุหรี่นั้นมีความผิดปรกติสูงกว่าอีกกลุ่ม (งานวิจัยนี้ยังมีกลุ่มควบคุมอีกสองกลุ่มคือ กลุ่มที่กินดีอยู่ดีไม่ได้รับอะไรพิเศษ และกลุ่มที่ได้รับควันบุหรี่อย่างเดียว)

จากผลการศึกษาดังกล่าว จึงมีการตั้งสมมติฐานว่า ปริมาณที่สูงขึ้นกว่าปรกติที่ควรได้รับนั้นไปทำให้ยีนต้านมะเร็งมีประสิทธิภาพในการทำงานลดลง รายละเอียดของงานวิจัยนี้สามารถหาดูได้จาก บทความชื่อ Beta-carotene and lung cancerซึ่งเขียนโดย Robert M. Russellตีพิมพ์เมื่อปี 2002 ในวารสารวิชาการชื่อ Pure and Appllied Chemistryชุดที่ 74 ฉบับที่ 8, หน้าที่ 1461-1467 (http://iupac.org/publications/pac/74/8/1461/)

อาจมีท่านผู้อ่านบางท่านสงสัยว่า สารชีวเคมีที่มีการนำมาขายเป็นอาหารเสริมนั้น ถูกดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งหมดหรือไม่ เพราะมันก็มีลักษณะโครงสร้างหรือหน้าที่คล้ายกับที่มีการใช้โดยธรรมชาติในร่างกาย

ประเด็นนี้ถ้าท่านผู้อ่านไม่ได้เรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพแล้ว คงเข้าใจได้โดยลำบาก ผู้เขียนจึงขอยกตัวอย่างอาหารเสริมที่มีคนนิยมชื้อมากินกันชนิดแรกคือ กลูตาไธโอน (glutathione) ซึ่งมีคุณสมบัติทางเคมีเป็นสารที่เรียกว่า ไตรเปบไทด์ (tripeptide ซึ่งมีความหมายทางชีวเคมีว่า มีองค์ประกอบเป็นกรดอะมิโนสามหน่วยมาต่อกันด้วยแรงยึดเหนี่ยวที่เรียกว่า พันธะเปบไทด์) และเท่าที่พบในคน สัตว์ และพืชนั้น มีความเหมือนกันคือ เป็นการต่อกันของกรดอะมิโนกลูตาเมต กรดอะมิโนซิสตีอีน และกรดอะมิโนกลัยซีน บทบาทที่หลากหลายของกลูตาไธโอนทั้งในพืชและสัตว์สามารถหาอ่านได้ใน Wikipedia แต่ในบทความนี้ผู้เขียนจะกล่าวถึงกลูตาไธโอนเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับสิ่งที่คนซื้อและคนขายควรเข้าใจเท่านั้น

สิ่งที่คนทั่วไปควรเข้าใจก็คือ พันธะเปบไทด์ ซึ่งใช้ต่อเชื่อมกรดอะมิโนตั้งแต่สองหน่วยขึ้นไปนั้น ถูกย่อยได้ด้วยเอนไซม์ซึ่งอยู่ในลำไส้เล็ก เรียกง่ายๆ ว่า เปบติเดส (peptidase) ดังนั้นในกรณีที่เรากินโปรตีนซึ่งเป็นสายของกรดอะมิโนหลายพันหน่วยต่อกันด้วยพันธะเปบไทด์นั้น จะมีเอนไซม์หลายชนิดทั้งในกระเพาะและลำไส้เล็กย่อยมันจนกลายเป็นโพลีเปบไทด์ (ซึ่งไม่ยาวนัก) และสุดท้ายแล้วถูกย่อยด้วยเปบติเดสได้กรดอะมิโนอิสระที่จะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะต่างๆ เพื่อถูกนำไปสร้างโปรตีนใหม่ที่แต่ละเซลล์ต้องการ

ผู้เขียนเล่ากระบวนการนี้เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า กลูตาไธโอนนั้นก็ไม่รอดสันดอนไปได้หรอก ต้องถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนอิสระหมดทั้งสามหน่วย และเมื่อกรดอะมิโนอิสระทั้งสามถูกดูดซึมเข้าระบบเลือดแล้ว ก็ไม่มีหลักประกันอะไรที่จะทำให้มันทั้งสามถูกนำไปสร้างเป็นกลูตาไธโอนอีก ท่านที่กินกลูตาไธโอนทางปาก ผลสุดท้ายจึงได้รับแค่กรดอะมิโนราคาแพงเท่านั้น การที่จะทำให้ระดับกลูตาไธโอนในเลือดสูงมากๆ จนไปยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานินที่ผิวหนังนั้น ทำได้วิธีเดียวคือ การฉีดเข้าเส้นเลือด ซึ่งสาวๆ หลายคนในหลายประเทศทำกัน ซึ่งก็ได้ผล เพราะผิวนั้นขาวเผือดเป็นกระดาษเนื่องจากตายด้วยอาการช็อคหรือติดเชื้อในกระแสโลหิต

จากตัวอย่างของกลูตาไธโอนซึ่งเป็นไตรเปบไทด์ ท่านผู้อ่านคงพอทราบบ้างว่า คอลลาเจน ก็เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งซึ่งร่างกายสร้างขึ้นได้เองเช่นกัน (ถ้ายังหนุ่มสาวพอ) โดยคอลลาเจนทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของร่างกาย ที่สำคัญคอลลาเจนเป็นโปรตีนที่ร่างกายมีมากที่สุดประมาณร้อยละ 25-35 ของโปรตีนทั้งหมดของร่างกาย โดยอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้ร่างกายเต่งตึง เมื่อแก่ลงการสร้างคอลลาเจนน้อยลง ความเหี่ยวก็มาเยือน สังเกตได้จากหางตาซึ่งมักเริ่มยับย่นในผู้สูงอายุ (เราเรียกความยับย่นนี้ว่า ตีนกา) คอลลาเจนจากอาหารนั้นเมื่อเข้าปากลงสู่กระเพาะก็เริ่มถูกย่อย จนสุดท้ายถึงลำไส้เล็กก็ไม่เหลือความเป็นโปรตีนแล้ว

ในคอลลาเจนนั้นมีกรดอะมิโนพิเศษ 2 ชนิด (ส่วนอีก 3 ชนิดนั้นร่างกายมีเต็มไปหมด) คือ ไฮดรอกซีโพรลีน และไฮดรอกซีไลซีน ซึ่งความจริงร่างกายเราก็สร้างได้เอง ตามความต้องการในแต่ละช่วงวัย ดังนั้นการกินคอลลาเจนทั้งที่เป็นอาหารเสริม หรืออาหาร เช่น ลูกชิ้นเอ็น ซุปหางวัว อุ้งตีนหมู (คากิ) น่องหมูพะโล้นั้น สิ่งที่ได้สุดท้ายในระบบเลือดของเราก็คือ กรดอะมิโนพิเศษทั้ง 2 ชนิดเพื่อเอาไปใช้สร้างคอลลาเจนเท่านั้น

ประเด็นที่สำคัญก็คือ การเอากรดอะมิโนทั้ง 2 ชนิดนี้ไปใช้ในการสร้างคอลลาเจนนั้นขึ้นกับวัยของผู้บริโภคว่ายังหนุ่มสาวพอหรือไม่ เนื่องจากถ้าท่านเข้าสู่วัยชราแล้วเอนไซม์ในการสร้างคอลลาเจนตามเซลล์ต่างๆ ก็จะน้อยลงจนถึงไม่มี การกินคอลลาเจนของผู้สูงวัย (ขึ้นกับแต่ละบุคคล) จึงเป็นแค่เพียงความบันเทิงปากถ้าเป็นอาหาร ส่วนกรณีเป็นเม็ดแคปซูล หรือในรูปแบบอื่นๆ นั้น ถ้าท่านสามารถหาความบันเทิงได้ ก็นับว่าท่านแน่มากนะจอร์จ

ดังนั้นอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์เดี่ยวหรือของผสม ย่อมมีผลต่อร่างกายในระดับหนึ่งเท่านั้น ความเต่งตึงของผิวกายนั้น ขึ้นกับช่วงอายุมากกว่า กล่าวคือ ถ้าอายุยังน้อย กินอาหารดีมีองค์ประกอบครบ ร่างกายก็จะสมบูรณ์เต่งตึง อีกถ้าออกกำลังกายด้วย ทุกอย่างจะดีเป็นทวีคูณ แต่เมื่อเข้าสู่วัยร่วงโรย ต่อให้กินดีแค่ไหน ออกกำลังกายอย่างไร ก็ต้องอาศัยมีดหมอถึงพอจะหลอกคนสายตาสั้นได้บ้าง เล็กๆ น้อยๆ

ในฉบับหน้ายังมีเรื่องเกี่ยวกับสารชีวเคมีที่คนเอามาทำเป็นอาหารเสริมขายให้ผู้ที่มีจิตประหวั่นว่าตนเองกินอาหารไม่สมบูรณ์พอ เช่น โคคิวเท็น มาเล่าให้ท่านผู้อ่านทราบเป็นข้อมูลต่อไป แล้วจึงจะเข้าสู่ประเด็นอาหารเสริมที่เป็นสิ่งที่อยู่ในโลกนี้ที่บรรพบุรุษเราไม่เคยกิน หรือถึงกินก็กินเป็นยา ไม่ได้กินเป็นอาหาร มาเล่าสู่กันฟัง