อยากกินดี อยู่ดี ต้องเสริมอะไร (ตอน 2)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อยากกินดี อยู่ดี ต้องเสริมอะไร (ตอน 2)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ต่อจากตอนที่แล้วที่ได้เกริ่นเกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบางอย่างไม่น่าจะถูกดูดซึมได้เพราะมักถูกย่อยไปตามธรรมชาติ แต่ก็ยังมีผลิตภัณฑ์บางชนิดที่น่าจะถูกดูดซึมได้ค่อนข้างดีเพราะไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารเสียก่อน ที่มีการโฆษณาคือ โคเอนไซม์คิว 10 ซึ่งเมื่อดูจากข้อมูลวิชาการก็เป็นไปตามนั้น แต่คำถามที่ผู้บริโภคควรถามตนเองคือ การบริโภคโคเอนไซม์คิว 10 นั้นมีวัตถุประสงค์อะไร ถ้าคำตอบคือ “ก็มีเงินจะซื้อกิน มีอะไรป่ะ”แบบนี้ก็ไม่ต้องอ่านต่อนะครับ “เด่วกระเทือนซาง”

ผู้เขียนขอให้ข้อมูลทั่วไปก่อนว่าโคเอนไซม์คิว 10 นั้น มีการขายเชิงพาณิชย์ประมาณ 3 รูปแบบคือ เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นองค์ประกอบ (ปริมาณต่ำ) ของเครื่องสำอาง และอยู่ในลักษณะคล้ายยาบำบัดอาการโรคหัวใจทำงานผิดปรกติ

การนำเอาโคเอนไซม์คิว 10 ซึ่งเป็นสารชีวเคมีที่คนสามัญธรรมดามักไม่รู้จัก ยกเว้นคนที่เรียนด้านชีวเคมีระดับสูง (ซึ่งไม่ได้รวมถึงผู้เขียน ซึ่งเรียนชีวเคมีระดับพอดูได้) จึงจะเข้าใจว่า สารชีวเคมีนี้ร่างกายสร้างได้เองเพราะเป็นสารที่จำเป็นที่ร่างกายต้องใช้ในกระบวนการทำงานของเซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม ฯลฯ

การสร้างสารชีวเคมีนี้ในตอนเริ่มต้นนั้นจะเป็นกระบวนการร่วมไปกับการสร้างสารชีวเคมีอื่นๆ รวมทั้งโคเลสเตอรอลด้วย ในบางคนอาจมีปัญหาในการสร้างโคเอนไซม์คิว 10 เนื่องจากมีระบบพันธุกรรมที่พ่อแม่ให้ไว้ผิดปรกติ หรือคนที่กินยาในกลุ่มที่เรียกว่า เบต้า-บล็อกเกอร์ (ซึ่งใช้รักษาอาการเกี่ยวกับความดันโลหิตสูง การทำงานของหัวใจผิดปรกติ อาการปวดหัวไมเกรน เป็นต้น) บุคคลเหล่านี้อาจต้องได้รับการเสริมโคเอนไซม์คิว 10 ในลักษณะยา

ทั้งนี้ สารดังกล่าวเป็นองค์ประกอบสำคัญในไมโตคอนเดรียของเซลล์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการสร้าง สารสะสมพลังงาน (ศัพท์ทางวิชาการคือ ATP หรือ adenosine triphosphate)กระบวนการนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเผาผลาญน้ำตาลกลูโคสที่ได้จากแป้งและจากไขมันที่เรากินเข้าไปเพื่อให้ได้พลังงานมาใช้ในร่างกาย

การขาดโคเอนไซม์คิว 10 ไม่ว่าเนื่องจากสาเหตุใด จะทำให้ระบบการใช้พลังงานในร่างกายเกิดปัญหา จนถึงจุดหนึ่งร่างกายจะไม่สามารถอยู่ได้ เพราะกระบวนการสร้างสารชีวเคมีต่างๆ ที่ร่างกายต้องการใช้ในการดำรงชีวิตจะลดลงอย่างมหาศาล โดยเซลล์ของร่างกายที่ใช้ประโยชน์จากสารชีวเคมีนี้มากที่สุดคือ หัวใจ ซึ่งมีการเต้นเฉลี่ยประมาณแสนครั้งต่อวันโดยไม่มีวันหยุดราชการและนักขัตฤกษ์

อย่างไรก็ตาม ท่านผู้อ่านโปรดอย่ากังวลมากไป เพราะโอกาสนี้เกิดได้น้อยมากถ้าเรากินอาหารที่มีโคเอนไซม์คิว 10 คือ เครื่องในสัตว์ (หัวใจและตับ) เนื้อสัตว์ต่างๆ ผักหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี ดอกกระหล่ำ (ซึ่งน่าจะรวมถึงผักในตระกูลกระหล่ำปลีทั้งหมด) ผลไม้เช่น องุ่น และอะโวกาโด ซึ่งการปรุงอาหารสามารถทำลายสารชีวเคมีนี้ได้ไม่เกินหนึ่งในสาม

ดังนั้นในกรณีที่มีการขายสารนี้ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งหลายคนนิยมบริโภคโดยปราศจากการตรวจร่างกายว่า ขาดสารนี้หรือไม่ แต่เป็นการบริโภคด้วยความเข้าใจเอาเองว่า น่าจะดี ไม่ว่าด้วยการโอ้โลมปฏิโลมจากนักค้ากำไรหรือบางครั้งผู้บริโภคก็ค้นพบคำโฆษณาจากอินเทอร์เนตที่อาศัยข้อมูลเพียงบางด้านจากนักวิชาการ ซึ่งมักจะไม่พ้นการโพสท์ว่า คนที่กินโคเอนไซม์คิว 10 นั้นทำให้ตายช้ากว่า ไม่เป็นมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคที่เกิดจากความเสื่อมอื่นๆ ข้อความเหล่านี้เลยทำให้หลายคนที่มีสตางค์มากพอซื้อมากินแบบชิวๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เชื่อคำโฆษณาแล้วไม่มีสตางค์ ต้องไปหาเงินมาไม่ว่าด้วยวิธีการใดเช่น กู้สหกรณ์ กู้จาก ช.พ.ค. ตลอดจนถึงใช้เงินพลาสติกเพื่อซื้อมากิน ชีวิตก็อาจชีช้ำได้ เพราะโคเอนไซม์คิว 10 นั้นจัดอยู่ในระดับสารชีวเคมีที่ค่อนข้างแพงมาก (ถ้าเป็นของจริง) จนอาจทำให้ท่านต้องจากไปจากโลกนี้เพื่อหนีหนี้ที่เกิดขึ้น

ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ มีข้อมูลจากเว็บไซต์ของต่างประเทศกล่าวว่า เนื่องจากสารนี้ขึ้นทะเบียนในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกา ดังนั้น อย. ของสหรัฐอเมริกาจึงไม่มีส่วนในการดูแลความปลอดภัยโดยตรง หน่วยงานที่รับผิดชอบการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในสหรัฐอเมริกาคือ Federal Trade Commission (FTC) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาสมัยประธานาธิบดี Woodrow Wilson เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคในด้านต่างๆ ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ ซึ่งก็ดูดี แต่มันไม่ดีเท่าที่ดู

คนอเมริกันเองได้วิจารณ์ FTC ว่าเนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่ผู้บริหารเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนของรัฐบาล โอกาสถูกแทรกแซงจากการเมืองจึงเกิดได้ตลอดเวลา (คล้ายกับที่กำลังเกินในประเทศสารขัณฑ์) และความที่มีงานทำมากแบบจับฉ่ายหม้อโต จึงทำหน้าที่แค่การรับขึ้นทะเบียนในกรณีของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่ถ้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใดเกิดปัญหาด้านสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาหรือกรณีอื่นใด อย. ของสหรัฐอเมริกาต้องมาจัดการตามล้างตามเช็ดด้วยงบของ อย. เอง

ความแปลกประหลาดของเรื่องนี้กล่าวกันว่า เป็นผลเนื่องจากระบบการเมืองของสหรัฐอเมริกาที่ยอมให้มีล็อบบี้ยิสต์ทำงานในรัฐสภาได้อย่างเปิดเผย (ซึ่งก็เป็นเรื่องของเขา) พ.ร.บ. เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงไม่ได้อยู่กับ อย. ซึ่งต่างกับในประเทศไทยที่ อย. ไทยพยายามดูแลค่อนข้างใกล้ชิดทีเดียว

อีกประเทศหนึ่งซึ่งโคเอนไซม์คิว 10 นั้นโด่งดังมากคือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังเกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ เพราะมีมหาวิทยาลัยมากมายทั้งมีชื่อเสียงและกระจอกงอกง่อยที่ผลิตด็อกเตอร์ด้านโคเอนไซม์คิว 10 ออกมาเดินชนกัน โดยแบ่งเป็นพวกที่ชำนาญเรื่องการใช้สารนี้ในการรักษาโรคหัวใจเป็นหลัก และที่ชำนาญการโฆษณาขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่องสำอาง

กรณีเครื่องสำอางนั้นด็อกเตอร์โคเอนไซม์คิว 10 มักจะอ้างถึงความสามารถในการที่สารนี้รับอีเล็คตรอนได้ดี ซึ่งเมื่อพูดภาษาที่ชาวบ้านทำเสมือนเข้าใจคือ เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ความสามารถนี้เกิดเนื่องจากโคเอนไซม์คิว 10 ทำหน้าที่รับ-ส่งอีเล็คตรอนในกระบวนการสร้างพลังงานเมื่อมันอยู่ในไมโตคอนเดรีย

ประเด็นการรับ-ส่งอีเล็คตรอนได้ของโคเอนไซม์คิว 10 นั้น ถึงดูเป็นความสามารถในการจับอีเล็คตรอนในกระบวนการเกิดของอนุมูลอิสระก็ตาม แต่มันมีความต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นเช่น เบต้า-แคโรทีน และไวตามินอี เนื่องจากสารชีวเคมีสองชนิดหลังนี้ เมื่อจับอีเล็คตรอนแล้วจะไม่ส่งต่อให้ใครอีก เพราะเมื่อจับแล้วจะมีสถานะตายไปเลย แต่โคเอนไซม์คิว 10 นั้น ความที่หน้าที่หลักคือ รับ-ส่งอีเล็คตรอนเมื่อทำงานอยู่ในไมโตคอนเดรีย ดังนั้นกรณีออกทำงานนอกสถานที่เพื่อมารับอีเล็คตรอนในส่วนอื่นของเซลล์ มันจะรับแล้วเก็บไว้เฉยๆ หรือรับแล้วหาทางส่งต่อไปให้ส่วนอื่นอีกตามนิสัยเดิม ก็ยังไม่มีใครทราบคำตอบในเรื่องนี้

ดังนั้นสิ่งที่น่ากังวลใจก็คือ ถ้าเกิดมีคำตอบว่า โคเอนไซม์คิว 10 ที่ใส่ในเครื่องสำอางหรือแม้แต่ที่ใช้กินเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น เมื่อรับอีเล็คตรอนแล้วเกิดส่งต่อให้สารอื่นได้อีก การเกิดอนุมูลอิสระก็จะไม่ถูกยับยั้งอย่างที่ต้องการ และอาจเป็นการส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระเสียด้วยซ้ำ เสียดายที่งานวิจัยในประเด็นนี้คงเกิดขึ้นยากเพราะ โคเอนไซม์คิว 10 นั้นเป็นสารชีวเคมีที่มีสิทธิบัตรในการผลิต งานวิจัยที่ทำขึ้นจึงมักไม่เปิดเผยให้คนอื่นรู้หรือเอาไปใช้ประโยชน์

เพื่อตัดรำคาญจากความไม่รู้ที่ยังไม่มีใครพิสูจน์ เมื่อใครก็ตามที่ต้องการเอาสารต้านอนุมูลอิสระไปประทินผิวเพื่อชะลอความเหี่ยวย่น (ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ หรือจริงเฉพาะกับดาราที่มาโฆษณาในโทรทัศน์) การขยำเอาน้ำมะละกอสุกหรือใบตำลึงซึ่งมีเบต้า-แคโรทีนสูงมาพอกหน้าสักพัก จากนั้นภาวนาให้เกิดการดูดซึม (เนื่องจากบางคนมีผิวหน้าหนาเป็นพิเศษ การดูดซึมจึงอาจต่างกัน) จากนั้นจึงล้างหน้าแล้วส่องกระจกดู พร้อมกับประเมินผล ผู้เขียนรับรองว่า ผลที่ได้ (ซึ่งอาจเป็นว่าไม่ได้ผล) ไม่ต่างจากการใช้เครื่องสำอางผสมสารต้านอนุมูลอิสระใดๆ ยกเว้นเครื่องสำอางอาจทำให้มีความรู้สึกผิวหน้าตึง เพราะเขาใส่สารที่ทำให้หน้าตึงชั่วคราวได้นั่นเอง หรือใช้ระบบนาโนเทคโนโลยีซึ่งส่งเสริมการดูดซึมได้ (บ้าง)

สำหรับกรณีการใช้โคเอนไซม์คิว 10 รักษาโรคหัวใจนั้น เป็นอีกประเด็นที่ต่างออกไปจากการกินเป็นอาหารเสริม ทั้งนี้เพราะโรคหัวใจบางชนิดเกิดจากความผิดปรกติของพันธุกรรมในการสร้างโคเอนไซม์คิว 10 เองของผู้ป่วย การได้รับเข้าไปจากการกินเป็นยาในปริมาณสูง ย่อมดีกว่าไม่กิน

ที่สำคัญเมื่อถูกกำหนดให้มีสถานะเป็นยาแล้ว โคเอนไซม์คิว 10 กลับถูกจัดให้เป็น ยากำพร้า(orphan drug)กล่าวคือ เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่มีคนเป็นน้อย เช่น โรคอันเกิดเนื่องจากพันธุกรรม หรือความผิดพลาดระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวนี้ไม่เป็นที่ประทับใจของบริษัทขายยาที่จะพัฒนาและวิจัย เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้น้อย อีกทั้งผลการศึกษาด้านการรักษาโรคหัวใจที่ใช้สารชีวเคมีนี้ก็ลุ่มๆ ดอนๆ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

แม้ว่าโคเอนไซม์คิว 10 ไม่ใช่สารที่ก่ออันตรายต่อสุขภาพเมื่อได้รับในปริมาณสูงกว่าปรกติที่ได้จากอาหาร แต่อาจก่ออันตรายต่อสุขภาพกระเป๋าได้ ดังนั้นเวลาที่ผู้บริโภคตัดสินใจแล้วว่ายังไงๆ ก็จะบริโภค ควรอ่านฉลากให้ดีว่า ปริมาณสารที่อยู่ในสินค้านั้นมีเท่าไร ทั้งนี้เพราะบางครั้งในการทำฉลากนั้นผู้ประกอบการนิยมใช้หน่วยน้ำหนักที่เป็นหน่วยย่อยมากๆ เพื่อให้ได้ใช้ตัวเลขบ่งปริมาณที่เป็นเลขศูนย์หลายตำแหน่ง นัยว่ามันดูเยอะดี ซึ่งเป็นลักษณะเดียวกับเครื่องดื่มประโยชน์น้อยบางชนิด ซึ่งแทนที่จะบอกว่าปริมาณไวตามินที่เติมในขวดนั้นคือ 1 มิลลิกรัม กลับบอกว่าเป็น 1,000 ไมโครกรัม (บางรายบอกเป็น 1,000,000นาโนกรัม ด้วยซ้ำ ดูแล้วเท่ไม่จืด) ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไรเนื่องจาก 1,000 ไมโครกรัมนั้นมีความหมายเดียวกับน้ำหนัก 1 มิลลิกรัม แต่มีเลขศูนย์เยอะกว่า

โคเอนไซม์คิว 10 นี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับการใช้เป็นหลักคิดในการกินผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งหลังจากการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีราคาแพง แต่ไม่มีผลการศึกษาวิจัยเรื่องการใช้ที่แน่นอน สิ่งที่ผู้บริโภคต้องกระทำคือ การทำใจ ในการรอผลที่เกิดขึ้นนั้นว่าถูกใจหรือไม่

ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอีกประเภทหนึ่งที่เมื่อกินเข้าไปแล้วได้ประโยชน์ตามที่ต้องการ แต่อาจแฝงโทษได้ถ้ากินมากเกินไปคือ สาหร่ายอัดเม็ด ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับสาหร่ายทะเลที่มีการเอามาทำเป็นขนมกินเล่น สาหร่ายในกรณีหลังนี้ไม่ก่ออันตรายอะไรนัก ถ้าในวัตถุดิบนั้นมีการตรวจวิเคราะห์ (บ้าง) ว่า ไม่มีสารพิษเข้าไปปนเปื้อน ทั้งนี้เพราะสาหร่ายทะเลเป็นพืชที่เก็บเกี่ยวสารเคมีต่างๆ ในทะเลค่อนข้างเก่ง บางอย่างก็มีประโยชน์ เช่น แร่ไอโอดีน แต่สารเคมีบางอย่าง เช่น สารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอน ที่อยู่ในน้ำมันดิบที่อาจปนเปื้อนบริเวณที่สาหร่ายขึ้น หากบริโภคเข้าไปก็จะได้สารพิษกลุ่มนี้โดยไม่จำเป็น โดยเราได้สารพิษกลุ่มนี้จากอาหารปิ้งย่างรมควันเป็นประจำอยู่แล้ว

สำหรับสาหร่ายอัดเม็ดนั้น ส่วนใหญ่จะเรียกกันว่า สาหร่ายเซลล์เดียว โดยอยู่เดี่ยวๆ เซลล์เดียวเลยก็มี หรืออยู่เป็นโคโลนีเมื่อมองด้วยกล้องจุลทัศน์เห็นเป็นสายยาวก็ได้ โดยพบได้ง่ายตามคูน้ำข้างถนนหลวง (ที่น้ำไม่เน่า) ทั่วไป เพียงแต่สายพันธุ์ที่มีการนำมาเข้าสู่ระบบธุรกิจนั้น ทำเหมือนนิยายน้ำเน่าที่มีการนำเอาเพชรในตมมาขัดสีฉวีวรรณให้อยู่ดีกินดี เพื่อเพิ่มมูลค่าและอาจรวมถึงความปลอดภัยจากสารพิษ ดูเป็น พจมาน สว่างวงศ์ มากเลย

สาหร่ายเซลล์เดียวนั้นเคยมีข่าวว่า สามารถดูดเอาสารพิษจากอ่าวเม็กซิโก ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีน้ำมันดิบรั่วลงไปปนเปื้อนเป็นประจำ ดังนั้นการเลี้ยงสาหร่ายในบางบริเวณของอ่าวนี้จึงมักเป็นการทำเพื่อนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ แต่ที่นิยมมากคือ เลี้ยงในบริเวณบ่อบำบัดน้ำเสียของโรงงานอาหารแล้วตักเอาสาหร่ายไปทำปุ๋ย

สมัยหนึ่งราว 50-60 ปีมาแล้ว องค์การอนามัยโลกเคยดำริจะใช้สาหร่ายเซลล์เดียวที่ขึ้นในบึงทั่วไปของแอฟริกามาแทนที่อาหารโปรตีนจากเนื้อสัตว์ (ซึ่งมีราคาแพงเกินไปสำหรับประเทศยากจน) เพราะมีวัฒนธรรมการนำสาหร่ายมาปรุงเป็นอาหารมานานแล้ว โอกาสเกิดพิษย่อมต่ำ (ขอให้สังเกตว่า ในทางพิษวิทยา เราจะไม่ใช้คำว่าปลอดภัยกับสิ่งที่มนุษย์กินเด็ดขาด เพราะว่าสิ่งที่มนุษย์กินนั้นถ้าพอดีจะมีประโยชน์ แต่ถ้ามากเกินไปก็เกิดโทษทั้งนั้น นักพิษวิทยาจึงมักใช้คำว่า ความเสี่ยงต่ำ หรือ โอกาสเกิดพิษต่ำ เมื่อต้องการกล่าวถึงความปลอดภัย) ดังนั้นจึงมีการคัดเลือกสายพันธุ์ที่ดีมาเพาะเลี้ยงด้วยอาหารเคมีล้วนๆ ในสถานที่สะอาด เพื่อป้องกันการปนเปื้อนของสารพิษ ซึ่งปัจจุบันสาหร่ายอัดเม็ดที่ขายกันก็ทำแบบนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้นทุนการผลิตสูงมาก จึงขายกันกิโลกรัมละเป็นหมื่นบาท ซึ่งต่างจากสาหร่ายน้ำจืดบางชนิด เช่น เทาหรือไก ที่คนไทยนิยมควักโดยไม่ต้องเสียตังค์จากบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำลำธารที่สะอาดมาปรุงอาหารหรือขายเสริมรายได้

เวลาท่านผู้อ่านเข้าไปในเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารประเภทสาหร่าย ท่านจะพบว่าเมื่อกล่าวถึงคุณค่าทางโภชนาการแล้ว สาหร่ายถูกจัดว่าเป็นแหล่งอาหารที่มีโปรตีนสูง

ในเว็บไซต์หนึ่งมีข้อความกล่าวว่า “สาหร่ายไกมักถูกนำมารับประทานแบบสด และยังสามารถนำมาปรุงเป็น ยำ ห่อนึ่ง โดยให้โปรตีนสูงกว่าการรับประทานเนื้อปลา มีวิตามินและเกลือแร่อยู่กว่า 18 ชนิด อีกทั้งมีสารต้านมะเร็ง และมีกากใยอาหารสูง...”อ่านดูก็รู้สึกดี แต่ถ้าถามว่า แล้วคำกล่าวอ้างเหล่านี้มีการพิสูจน์จริงทางวิชาการหรือไม่ หรือมีแค่การวิเคราะห์หาปริมาณสารวิตามินและเกลือแร่ ส่วนปริมาณโปรตีนซึ่งคงทำการวิเคราะห์ด้วยวิธี Kjeldahl นั้น เป็นการวิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนทางอ้อมแบบหยาบ ๆ ที่พอรับได้ แต่ไม่ใช่การวิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนแท้แบบการหาโปรตีนในเลือด อีกทั้งคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับมะเร็งนั้น มักหาเอกสารอ้างอิงไม่ได้จากเว็บไซต์ทั่วไป ซึ่ง...

เรื่องอาหารเสริมประเภทสาหร่ายนี้ เมื่อเริ่มเขียนตั้งใจว่าจะเขียนเพียงหน้าสองหน้า แต่พอเริ่มมาถึงบรรทัดนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า มันไม่ใช่อย่างที่คิดเสียแล้ว คงต้องเขียนต่อในตอนหน้าดีกว่า เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจของท่านผู้บริโภคว่าจะบริโภค (ต่อไป) หรือไม่  

อ่าน อยากกินดี อยู่ดี ต้องเสริมอะไร ตอนแรกได้ที่  http://www.greenworld.or.th/columnist/goodlife/2301