…ในกล่องโฟม

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

…ในกล่องโฟม

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ท่านผู้อ่านคงมีโอกาสได้สัมผัสข่าวทั้งจากหน้าหนังสือพิมพ์ ออนไลน์ หรือข่าวทางโทรทัศน์และวิทยุว่า “...เตือน! กล่องโฟมอันตราย ต้นเหตุมะเร็ง” จากนั้นข่าวก็เริ่มต้นบรรยายความน่ากลัวของการบริโภคอาหารบรรจุถาดโฟมว่า “ต้นเหตุการเกิดมะเร็งที่สำคัญนั้นเกิดจากอาหารต่างๆ ที่ถูกบรรจุใส่ไว้ในกล่องโฟม ซึ่งมีสารสไตรีน (Styrene) ซ่อนอยู่ ต่อให้การใช้กล่องโฟมสะดวกสบายแค่ไหน ก็ต้องแลกกับโรคมะเร็งที่พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายได้ตลอดเวลา โดยจะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายที่ละเล็กทีละน้อย ค่อยๆ สะสมจนเป็นโรคร้ายในที่สุด”

ในเรื่องความเป็นพิษของกล่องโฟมนั้น ข่าวส่วนใหญ่กล่าวในทำนองว่า “พิษของสไตรีนจะทำลายไขกระดูก ตับ และไต ทำให้ผิวหนังแห้ง แตก ความจำเสื่อม สมาธิสั้น มีผลต่อประสาทส่วนกลางและส่วนปลาย โดยมีผลทำให้การเคลื่อนไหวและการทรงตัวไม่ดี เนื่องจากลดการประสานงานของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการเต้นของหัวใจ และเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ โดยอาจก่อให้เกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้”

ในเนื้อข่าวอาจมีการประเมินความเสี่ยงของการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหารว่า “ถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า” จากนั้นก็เพิ่มข้อมูลว่า “แม้แต่ไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนก็ยังมีโอกาสวิ่งเข้าไปในเปลือกไข่ได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น ถ้าเลือกไข่ดิบก็ควรเลือกซื้อจากแผงไข่ที่เป็นกระดาษจะปลอดภัยที่สุด” ข้อมูลชุดนี้ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณเอาเองก็แล้วกัน ผู้เขียนนึกไม่ออกว่าจะบรรยายอย่างไรดี

สำหรับผู้เขียนซึ่งศึกษามาทางด้านพิษวิทยา แต่ละครั้งเห็นข้อความดุๆ ทำนองนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอันตรายของกล่องโฟมบรรจุอาหาร หรืออันตรายเนื่องจากสารเคมีอื่นที่เกี่ยวกับอาหาร ก็พอเข้าใจว่า ทำไมข้อความจึงออกมาทำนองที่มองเห็นว่า สารเคมีหรือวัสดุที่ถูกกล่าวถึงนั้นอันตรายมาก ต้องยกเลิกการใช้ให้เร็วที่สุด และทำไมหน่วยงานที่ควรทำหน้าที่ดูแลจึงวางเฉยไม่จัดการเสียที

ก่อนอื่นในเรื่องของภาชนะบรรจุอาหารที่ทำด้วยโฟมนั้น ปรกติแล้วผู้เขียนไม่นิยมให้มันเป็นภาชนะบรรจุอาหารที่กิน ทุกครั้งที่ต้องซื้ออาหารสำเร็จรูป ถ้าเป็นไปได้จะนำภาชนะของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นปิ่นโตที่ทำด้วยโลหะสเตนเลส หรือกล่องพลาสติกชนิดที่มีคำรับรองว่า บรรจุอาหารได้ไปใส่อาหาร ยกเว้นกรณีจำเป็นจริงๆ ก็จะเลือกร้านที่ผู้ค้าใช้แผ่นพลาสติกใสหรือกระดาษเคลือบมันวางรองก่อน เพื่อไม่ให้อาหารสัมผัสตัวโฟมโดยตรง ซึ่งทำให้เกิดความสบายใจขึ้นมานิดหนึ่งว่า ได้ลดโอกาสสัมผัสสารพิษที่อาจได้จากกล่องโฟม

มีคำถามว่า ในกรณีที่แม่ค้าไม่มีแผ่นพลาสติกใสหรือกระดาษเคลือบมันวางรองก่อนตัก ข้าวกระเพราไข่ดาว ใส่ลงไป ผู้เขียนจะตักข้าวใส่ปากหรือไม่ คำตอบคือ ถ้าหิวก็กินและก็ไม่กังวลอะไรนัก ถ้าข้าวกระเพราไข่ดาวนั้นถูกบรรจุในลักษณะที่ไม่ได้ร้อนนัก แต่บางครั้งก็ไม่สามารถทราบได้ เพราะหลายครั้งไม่ได้เป็นคนซื้อมากินเอง เช่น กรณีที่มีการรวมพลทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งแล้วมีข้าวกล่องเลี้ยงเป็นอาหารกลางวัน ซึ่งถ้าไม่กินก็ต้องไปเสาะหาอาหารกินเองซึ่งค่อนข้างทรมานเมื่อหิว

อะไรจะเกิดขึ้นถ้าต้องตกอยู่ในสภาวะต้องกินข้าวกระเพราไข่ดาวบรรจุกล่องโฟม คำตอบง่ายๆ ก็คือ ไม่เกิดอะไรหรอก ถ้าร่างกายคุณยังแข็งแรงอยู่ โดยเฉพาะตับ ซึ่งเป็นอวัยวะทำลายสารพิษที่อาจหลุดออกมาจากกล่องโฟม อาจมีคำถามว่า เรารู้ว่าตับแข็งแรงหรือไม่ได้อย่างไร คำตอบก็คือ หนึ่งต้องไปตรวจที่โรงพยาบาล และสองต้องเป็นคนที่ไม่กินเหล้าและสูบบุหรี่ เพราะเหล้าเป็นสารทำลายตับโดยตรง ส่วนบุหรี่ถึงถูกดูดเข้าปอด แต่ควันบางส่วนก็ถูกกลืนลงกระเพาะ ซึ่งในควันบุหรี่นั้นเป็นที่รู้กันว่ามีสารพัดสารพิษที่ก่อมะเร็งตับ

ก่อนจะเล่าเรื่องกล่องโฟมบรรจุอาหารต่อ เราควรมารู้จักก่อนว่า โฟมนั้นทำมาจากอะไร เพราะข้อมูลที่มีการแสดงในข่าวต่าง ๆ นั้นมักกล่าวแค่ว่า ตัวเนื้อภาชนะนั้นทำจากโพลีสไตรีน (polystyrene) ซึ่งเป็นเม็ดพลาสติกได้จากอุตสาหกรรมปิโตเลียมเท่านั้น ทั้งที่ความจริงเรื่องมันยาวกว่านั้น กล่าวคือ ในระหว่างการกลั่นน้ำมันดิบเพื่อให้ได้น้ำมันชนิดต่างๆ เพื่อใช้กับเครื่องจักรที่เหมาะสมนั้น มีสารไฮโดรคาร์บอน (องค์ประกอบของโมเลกุลคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นหลัก พร้อมกับอาจมีธาตุอื่นประกอบด้วย) ขนาดเล็กมากมาย ซึ่งกระบวนการกลั่นสามารถแยกเป็นสัดส่วนได้

สารไฮโดรคาร์บอนขนาดเล็กนั้นมีคุณสมบัติเป็นก๊าซ บ้างก็ถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงให้พลังงาน แต่หลายชนิดซึ่งมีความไวต่อการกระตุ้นให้ทำปฏิกิริยากันเอง กลายเป็นสารโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีองค์ประกอบแสดงความซ้ำๆ กันในลักษณะที่เรียกว่า โพลีเมอร์ (polymer) ซึ่งส่วนใหญ่มีสถานะเป็นของแข็ง สำหรับสารที่เป็นตัวตั้งต้นในการผลิตโพลีเมอร์นั้นนักเคมีเรียกว่า โมโนเมอร์ (monomer)

โพลีเมอร์ที่ได้ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในรูปที่เราเรียกว่า พลาสติก ท่านผู้อ่านคงเห็นได้ว่ามันเข้ามามีส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันมาก จนนึกไม่ออกว่าถ้าขาดพลาสติกที่ทำจากโพลีเมอร์ของส่วนที่เหลือจากการกลั่นน้ำมันดิบแล้ว มนุษย์จะลำบากสักเพียงใด (แต่ไม่ได้หมายความว่า มนุษย์จะอยู่ในโลกนี้ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะบรรพบุรุษของเราก็เคยอยู่กันได้โดยไม่มีมัน)

กลับมาทำความรู้จักกับสารโพลีสไตรีนที่ใช้ทำกล่องโฟมต่อนะครับว่า ความจริงแล้วเราสัมผัสกับสารนี้กันเป็นประจำทุกวัน เพราะสารโพลีสไตรีนนั้นถูกนำมาแปรรูปได้หลายลักษณะ คุณสมบัติพื้นฐานของโพลีสไตรีนจากการค้นหาในอินเทอร์เน็ตนั้นกล่าวว่า สารนี้เป็นโพลีเมอร์เก่าแก่ที่รู้จักกันมานาน มีความแข็ง เปราะแตกรานได้ง่าย ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น มีความใส ผิวเรียบ ใส่สีเติมแต่งได้ง่าย และคงความโปร่งใสเช่นเดิม ทนทานต่อสารเคมีทั่วไป แต่ไม่ทนต่อสารไฮโดรคาร์บอนและตัวทำละลายอินทรีย์ เป็นฉนวนไฟฟ้า ไม่ดูดความชื้น เกิดไฟฟ้าสถิตได้ง่าย ทำให้ดูดฝุ่นละอองได้ดี ไม่ทนต่อสภาพสิ่งแวดล้อมภายนอกผิวจึงเสื่อมสภาพเร็วและไม่ทนต่อการถูกขีดข่วน

อย่างไรก็ดีในการผลิตภาชนะโพลีสไตรีนในปัจจุบัน สามารถทำให้มันมีความเหนียวขึ้นได้โดยการเติมสารเคมีเฉพาะตัวได้เป็น สไตรีนทนแรงอัดสูง (High impact styrene) กระบวนการผลิตบางประเภททำให้ได้โพลีสไตรีนบริสุทธิ์มีลักษณะใสคล้ายกระจก เป็นผลึกใส แข็ง และขึ้นรูปได้ง่าย มีน้ำหนักเบา และมีราคาย่อมเยา

ตัวอย่างโพลีสไตรีนที่นำมาผลิตเป็นภาชนะพลาสติกที่เราสัมผัสในชีวิตประจำวันเช่น กล่องใส่ซีดี ถ้วยใส่โยเกิร์ต กล่องใส่ยา กระถางต้นไม้ ด้ามมีดโกนหนวด มีดและช้อน-ส้อมพลาสติก แผ่นกระดานพลาสติก เทปพันสายไฟ เทปปิดสันหนังสือ รวมถึงหลอดทดลองและภาชนะที่ใช้ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์และการแพทย์ต่าง ๆ เป็นต้น

ที่น่าสนใจคือ ส่วนหนึ่งของโพลีสไตรีนได้ถูกนำไปแปลงตัวด้วยกระบวนการผลิตเฉพาะที่มีการแทรกอากาศเข้าไประหว่างการผลิตเป็นภาชนะที่ต้องการความเบาเป็นพิเศษ ได้เป็นภาชนะโฟมหลายรูปแบบ ท่านผู้อ่านอาจเคยสัมผัสมาแล้วเช่น โฟมขาว ๆ ที่ติดอยู่กับกล่องกระดาษแข็งบรรจุสินค้าต่าง ๆ ไม่ว่าโทรทัศน์ วิทยุ คอมพิวเตอร์ ฯลฯ โดยโฟมขาว ๆ นั้นทำหน้าที่คอยกันกระแทกในการขนส่ง หรือบางครั้งตัวโฟมถูกผลิตให้เป็นวัสดุรองสินค้าในรูปเม็ดโฟมเล็ก ๆ เพื่อกันการกระแทกเช่นกัน

ดังนั้นจะเห็นว่า ถ้าชีวิตเราขาดพลาสติกชนิดที่ทำจากโพลีสไตรีนแล้ว เราก็จะต้องหันกลับใช้วัสดุที่ทำจากธรรมชาติซึ่งส่วนใหญ่มีราคาแพงกว่า หายากกว่า เพราะเราลดพื้นที่ป่าและพื้นที่ทำการเกษตรเอาไปทำประโยชน์ด้านอุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ กันมากขึ้น เนื่องจากนโยบายของรัฐที่ไม่ต้องการเป็นประเทศเกษตรกรรมแบบที่บรรพบุรุษทำกันมา


กลับมาคุยเรื่องอันตรายของกล่องโฟมบรรจุอาหารต่อ ถ้าท่านจำเป็นต้องกินอาหารใส่กล่องโฟมเป็นครั้งคราวแล้ว อันตรายจะเกิดขึ้นหรือไม่ คำตอบง่าย ๆ คือ ไม่ เพราะร่างกายเรามีตับเป็นปราการด่านแรกที่ไม่ว่าสารเคมีอะไรทั้งที่เป็นอาหารหรือไม่ใช้อาหาร ต้องถูกตรวจสอบและจัดการตามความเหมาะสม กล่าวคือ ในกรณีสารอาหารก็จะถูกจัดการนำไปใช้ผลิตเพื่อซ่อมแซมหรือทดแทนในเซลล์ต่าง ๆ ของร่างกาย ส่วนถ้าเป็นสารที่นอกเหนือจากสารอาหารแล้ว ร่างกายต้องกำจัดออกด้วยกรรมวิธีต่างๆ ซึ่งตับรับผิดชอบค่อนข้างมาก ดังนั้นสารสไตรีนโมโนเมอร์ที่อาจหลุดจากกล่องโฟมบรรจุอาหารเข้าสู่ปากท่านผู้อ่านนั้น ถ้าไม่มากเกินไป (เช่น กินข้าวแค่กล่องสองกล่อง) ร้อยทั้งร้อยถูกตับจัดการเรียบ

แล้วสิ่งที่หนังสือพิมพ์หรือสื่อออนไลน์มักยกมากล่าวว่า “พิษของสไตรีนจะทำลายไขกระดูก ทำลายตับ และไต…” นั้นหมายความว่าอย่างไร  ความหมายของข้อความนี้มาจากคำอธิบายความเป็นพิษของสาร สไตรีนโมโนเมอร์ ซึ่งเกิดขึ้นได้สำหรับผู้ที่ได้รับสารนี้ในปริมาณในระดับเป็น ส่วนในล้านส่วน (ppm) ซึ่งในทางพิษวิทยาแล้ว ระดับความเข้มข้นสารเคมีในอากาศระดับนี้ถือเป็นระดับอันตราย ผู้เคราะห์ร้ายที่มีโอกาสได้รับสารพิษ (ซึ่งหมายรวมถึงโมโนเมอร์อื่นๆ) ในระดับนี้ มักเป็นคนงานในโรงงานที่มีปัญหาในการกำจัดสารพิษที่ปนเปื้อนออกมาในสภาวะแวดล้อมภายในโรงงาน ไม่ใช่ผู้ที่รับสารนี้ที่หลุดออกมาจากภาชนะ รายละเอียดในเรื่องนี้ท่านสามารถเข้าไปอ่านได้ที่นี่

แม้ว่าข้อมูลความเป็นพิษของสารเคมีที่มักปรากฏในสื่อต่าง ๆ จะเป็นการให้ข้อมูลผิดลักษณะดังกล่าวข้างต้นก็ตาม แต่ผู้บริโภคก็ไม่ควรวางใจว่า สารพิษที่มีอยู่ในอาหารนั้นมีระดับต่ำกว่าที่จะก่ออันตรายทันทีทันใด ทั้งนี้เพราะบางครั้งการปนเปื้อนของสารพิษสู่อาหารนั้นเป็นไปในระดับความเข้มข้นสูง เนื่องจากเกิดอุบัติเหตุการปนเปื้อนด้วยความเข้าใจผิด ตัวอย่างเช่นกรณีที่มีการปนเปื้อนของไดออกซินในนมและผลิตภัณฑ์นมที่ผลิตจากจากเดนมาร์คในปี พ.ศ. 2542 ซึ่งได้เล่าไว้กินดีอยู่ดีในตอนที่เกี่ยวกับไดออกซินแล้ว (ตอน1 / ตอน2)

ในกรณีของกล่องโฟมและภาชนะอื่น ๆ นั้น ปัญหาที่สำคัญต่อสุขภาพประชาชนอีกเรื่องคือ การเผาทิ้งโดยไม่มีความรู้ในเรื่องสารพิษที่เกิดขึ้นระหว่างการเผา

โฟมนั้นเป็นสารไฮโดรคาร์บอน จึงมีลักษณะพื้นฐานที่ประกอบด้วยคาร์บอนและไฮโดรเจนเป็นหลัก การเผาให้หมดจดได้เป็นน้ำและคาร์บอนไดออกไซด์นั้นต้องใช้อุณหภูมิสูงหลายร้อยองศาเซลเซียสพร้อมกับมีปริมาณออกซิเจนเหลือเฟือ ดังนั้นถ้าเป็นการเผาตามวิธีของซาเล้งทั่วไปแล้ว มักเป็นการสันดาปที่ไม่สมบูรณ์ เกิดเป็นควันซึ่งมีองค์ประกอบหลักเป็นสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติคไฮโดรคาร์บอน ซึ่งมีสมาชิกหลายชนิดเป็นสารก่อมะเร็ง
 
ในหลายประเทศทางยุโรปซึ่งยังคงยอมให้มีการใช้กล่องโฟมบรรจุสินค้านั้น ได้กำหนดให้ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการที่ต้องการใช้กล่องโฟมต้องจ่ายค่ากำจัดขยะที่เกิดจากกล่องโฟม ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะไปรวมอยู่กับราคาสินค้าที่ผู้บริโภคต้องจ่าย ซึ่งก็ยังถูกกว่าการเปลี่ยนไปใช้วัสดุอื่นที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติเช่น แป้งมันสำปะหลัง ใยพืชต่าง ๆ รวมถึงกระทงใบตอง

ความจริงปัญหาด้านสุขภาพของผู้บริโภคอาหารบรรจุกล่องโฟมนั้น ดูไปแล้วยังไม่ได้ขี้กระผีกของปัญหาที่คนซึ่งอยู่ในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง ที่มีการใช้สารกลุ่มโมโนเมอร์ในการผลิตภาชนะบรรจุสินค้าต่าง ๆ ที่เป็นพลาสติก แล้วปล่อยให้เกิดการรั่วไหลของสารโมโนเมอร์ออกมา จนนักเรียนต้องหยุดกันทั้งโรงเรียนเพราะทนอาการแสบคอแสบจมูกไม่ไหว
 
มีตัวอย่างรายงานผลจากการติดตามตรวจสอบปริมาณสารอินทรีย์ระเหยง่ายในบรรยากาศ (VOCs) (รายงาน ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2556 ) ของกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีข้อสรุปบางส่วนที่น่าสนใจว่า “ปริมาณสาร Vinylchloride บริเวณจุดเก็บตัวอย่าง ชุมชนบ้านเพลง ตรวจพบมีปริมาณสูงมากในเดือน มิถุนายน ถึง เดือนกรกฎาคม 2556 โดยกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจพบว่ามีแหล่งกำเนิดสาร Vinylchloride อยู่บริเวณใกล้เคียงกับจุดเก็บตัวอย่าง ทั้งนี้ กรมควบคุมมลพิษ ได้มีการประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว (ข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบในระดับเบื้องต้น)
 
ข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษนี้ค่อนข้างน่ากังวลเพราะ vinylchloride นั้นเป็นโมโนเมอร์ชนิดหนึ่งซึ่งใช้ในการผลิต polyvinylchloride (ซึ่งเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกของชีวิตประจำของเรามากมาย ที่ชัดเจนที่สุดคือ แผ่นพลาสติกใส (wrap) ห่ออาหาร)  ที่สำคัญก็คือ นักพิษวิทยาทราบกันดีว่า สารที่เป็นโมโนเมอร์เกือบทุกอย่างนั้นมักไม่มีกลิ่นและสี ดังนั้นถ้าโมโนเมอร์หลุดรอดออกมาจากกระบวนการผลิตที่บกพร่องแล้ว คนงานในโรงงานจะเป็นคนที่โชคร้ายที่สุด ต่อจากนั้นก็เป็นญาติพี่น้องคนงานซึ่งมีบ้านใกล้โรงงาน
 
นานมาแล้วผู้เขียนเคยได้เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนที่อาจเกิดเนื่องจากนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจัดโดยวิทยาลัยหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีอธิบดีท่านหนึ่งได้กล่าวเป็นเชิงน้อยใจว่า “ทางกรมได้พยายามสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนที่อยู่ใกล้โรงงานกำจัดของเสียที่ได้จากนิคมอุตสหกรรม เพราะกระบวนการกำจัดขยะพิษนั้นไม่น่ากังวลใจ แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนท้องถิ่นดีเท่าที่ควร” ฟังดูแล้วก็น่าเห็นใจในความตั้งใจทำงานของท่านอธิบดีผู้นี้ ผู้เขียนจึงเสริมว่า “เพื่อที่จะให้ประชาชนมั่นใจจริงๆ ท่านอธิบดีก็ควรย้ายบ้านมาอยู่ร่วมพื้นที่เดียวกับชาวบ้านสักหลายปีหน่อย รับรองประชาชนเชื่อท่านแน่” ข้อเสนอของผู้เขียนนั้นได้รับการตอบสนองทันทีคือ การประชุมในส่วนที่ผู้เขียนเข้าร่วมจบแบบไม่มีข้อสรุปอะไรทันที

ดังนั้นคำตอบของคำถามที่มักมีในหน้าหนังสือพิมพ์ว่า ทำไมหน่วยงานที่ดูแลความปลอดภัยเกี่ยวกับภาชนะบรรจุอาหารถึงยังไม่ห้ามการใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร คำตอบที่น่าจะได้จากคนระดับบริหารของหน่วยงาน (ซึ่งมีเงินเดือนระดับสูง) คือ เพราะไม่จำเป็นต้องกินข้าวกระเพราไข่ดาวบรรจุกล่องโฟมนี่ครับ