กิน อยู่ คือ (ตอน 2)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

กิน อยู่ คือ (ตอน 2)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ต่อจากตอนที่แล้ว มีคำถามเกี่ยวกับอาหารการกินที่น่าสนใจอีก...

อวัยวะเพศของสัตว์ใหญ่หรือสัตว์ดุร้ายกินแล้วส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกาย โดยเฉพาะสมรรถนะทางเพศใช่ไหม คำถามนี้เป็นคำถามที่ตอบแล้วคงไม่เป็นที่ถูกใจซินแสทั้งหลาย เพราะมันเป็นความเชื่อที่น่าจะมีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมการกินอาหารของชาวจีน

องค์ประกอบของอวัยวะเพศสัตว์ชั้นสูงนั้น โดยหลักแล้วเป็นโปรตีนพวกคอลาเจนที่สามารถขยายขนาดได้เมื่อมีเลือดไหลเข้าไปเพิ่มขึ้น สำหรับชายเคราะห์ร้ายบางคนที่มีการไหลเวียนเลือดเข้าสู่อวัยวะเพศลำบาก การขยายขนาดเมื่อต้องการมักไม่เกิดขึ้น จึงต้องพึ่งกำลังใจจากการกินอวัยวะเพศผู้ของสัตว์ใหญ่ที่ดูมีอำนาจ

ผู้เขียนขอแนะนำให้ผู้นิยมกินอาหารประเภทนี้ไปดูคลิปใน Youtube เรื่อง Tigers having sex ซึ่งพบว่า เวลาที่เสือตัวผู้ใช้แต่ต้นจนจบกิจกรรมทางเพศนั้นประมาณ 14 วินาที ดังนั้นถ้าความเชื่อของคนจีนโบราณเป็นจริงว่า กินอวัยวะเพศสัตว์ใหญ่แล้วความสุขทางเพศของผู้บริโภคจะดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ก็อาจจริงเพราะแข็งแรงมากจนจบเร็วได้

กินน้ำเย็นหลังอาหารทำให้ไขมันในอาหารแข็งตัวทำให้เกิดอันตรายแก่ร่างกาย คำถามนี้ตอบได้เลยว่า ไม่จริง เพราะต่อให้เรากินน้ำเย็นเท่าใดก็ตาม ในระบบทางเดินอาหารตอนบนของร่างกายมีระบบทำความร้อนให้น้ำนั้นมีอุณหภูมิสูงขึ้นมาเท่ากับอุณหภูมิร่างกายได้ (กรณีตรงกันข้ามคือ กินน้ำร้อน ร่างกายก็จะพยายามระบายความร้อนออกก่อนจนระดับอุณหภูมิน้ำใกล้อุณหภูมิร่างกายเช่นกัน) ดังนั้นการไปอ้างว่า ความเย็นจากน้ำนั้นไปทำให้ไขมัน เช่น เนย หรือ น้ำมันหมู น้ำมันปาล์ม แข็งตัวแล้วเกิดปรากฏการที่ทำให้ผู้ดื่มน้ำเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้น เป็นเรื่องเข้าใจผิด

ในประเด็นดังกล่าวนี้น่าประหลาดใจมาก เพราะมีผู้เขียนเว็บคนไทยบางคนที่เล่าเรื่องนี้เป็นตุเป็นตะทั้งที่เป็นบุคลากรจบด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพด้วยซ้ำ ส่วนเรื่องกินไขมันมากแล้วเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้นก็เป็นเรื่องที่รู้มานานแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอดื่มน้ำเย็นหลังอาหาร เพราะไขมันที่กินเกินจะถูกนำไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศซึ่งถ้ามากเกินไป มักสนับสนุนการเกิดมะเร็งบางส่วนของร่างกาย เช่น เต้านม ต่อมลูกหมาก ลำไส้ใหญ่ เป็นต้น

มีของแถมอีกหน่อยหนึ่งในเรื่องการกินน้ำ เพราะมักมีคนสงสัยว่า เวลาเราดื่มน้ำแล้วนั้น น้ำมักไหลลงสู่กระเพาะอาหารด้วยแรงโน้มถ่วงใช่ไหม ถ้าใช่ เมื่อผู้ดื่มน้ำถูกแขวนห้อยหัวก็คงไม่สามารถดูดน้ำจากหลอดที่เสียบอยู่ในแก้วน้ำได้ คำตอบคือ ไม่จริง เพราะการเคลื่อนที่ของน้ำหลังจากถูกดูดถึงส่วนต้นของทางเดินอาหารแล้ว จะเป็นไปในลักษณะที่ถูกควบคุมด้วยกล้ามเนื้อในทางเดินอาหาร ไม่ใช่จากแรงโน้มถ่วง

มีคำถามหนึ่งเป็นที่น่าสนใจของผู้รักสุขภาพหลายคน เนื่องจากบริษัทขายอาหารเสริมมักโฆษณาในทำนองที่ว่า ไวตามินต่าง ๆ ยิ่งกินมากยิ่งดี ซึ่งคำตอบคือ ไม่จริง เพราะถึงไวตามินจะสำคัญต่อการดำรงชีวิตของเรามากแค่ไหน ถ้าเราขาดอาหารหลักซึ่งอยู่ในอาหาร 5 หมู่แล้ว ไวตามินที่กินเข้าไปก็ไร้ประโยชน์ เนื่องจากหน้าที่หลักของไวตามินหลายชนิดนั้นคือ การถูกเปลี่ยนสภาพไปเป็นโคเอนไซม์ของเอนไซม์มากมายหลายชนิดที่ร่างการต้องการให้ทำงานเพื่อการดำรงชีวิต

โคเอนไซม์นั้นทำหน้าที่ในการช่วยเอนไซม์ในร่างกายทำงานได้ตามปรกติอย่างที่ควรเป็น ส่วนใหญ่แล้วมีความจำเพาะอย่างสูง โดยโคเอนไซม์แต่ละชนิดจะทำงานร่วมกับเอนไซม์แบบจำเพาะเจาะจง (แต่ก็เป็นไปได้ว่า โคเอนไซม์หนึ่งชนิดทำงานคู่กับเอนไซม์มากกว่าหนึ่งชนิด)

โคเอนไซม์ไม่ถูกใช้ในปฏิกิริยาชีวเคมีที่เกิดขึ้น แต่เหตุที่เราต้องกินไวตามินเพิ่มเพื่อไปเปลี่ยนเป็นโคเอนไซม์อีกเพราะ ร่างกายเรามักไม่เก็บสารชีวเคมีไว้ให้อยู่นิ่ง กล่าวคือ เมื่อหมดหน้าที่แล้วตับมักเป็นผู้จัดการให้สารชีวเคมี (ที่หมดหน้าที่ในแต่ละช่วงเวลา) ถูกขับออกจากร่างกายซึ่งดูไม่ประหยัด แต่ก็ต้องทำเนื่องจากเซลล์ในร่างกายเรามีพื้นที่จำกัด ไม่มากพอจะสะสมโคเอนไซม์ไว้ ดังนั้นการมุ่งหวังว่าจะมีสุขภาพดีจากการกินไวตามินต่าง ๆ ในปริมาณสูงนั้นเป็นความเข้าใจผิด ที่สำคัญถ้ากินอาหารครบห้าหมู่แล้ว มักได้ไวตามินครบตามความต้องการของร่างกาย เพื่อการคงสภาพให้มีชีวิตอยู่ได้เลย สรุปแล้วการกินเกินมักเป็นการเสียเปล่า

น้ำหมักจากเศษผักผลไม้กินแล้วสุขภาพแข็งแรง เรื่องของน้ำหมักนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด น้ำส้มสายชูก็ทำจากการหมักข้าว หมักผลไม้ หมักผัก เช่นกัน สารเคมีหลักที่น้ำส้มสายชูและน้ำหมักให้แก่ผู้บริโภคคือ กรดอะซิติก ซึ่งร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้ แต่การกินน้ำส้มสายชูมากไปนั้นมักก่ออันตรายต่อทางเดินอาหารส่วนบน เพราะกรดอะซิติกมีฤทธิ์กัดกร่อน

ในการผลิตน้ำหมักจากเศษผักและผลไม้นั้น ถ้ากรรมวิธีสะอาดไม่สกปรก น้ำหมักที่ได้ซึ่งมีความเป็นกรดอาจมีสารพฤกษเคมีปนออกมาซึ่งมักเป็นข้อดี อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาว่า พฤกษเคมีที่มาจากพืชร้อยพ่อพันแม่ในการหมักนั้นมีแต่คุณประโยชน์อย่างเดียว

ต่อเนื่องจากเรื่องของน้ำหมักจากผักผลไม้ก็คือ เรื่องที่คนหลายคนเชื่อว่า การกินน้ำส้มสายชูที่ทำจากผลแอปเปิ้ลแล้วทำให้สุขภาพดี ที่สำคัญคือ คำว่าสุขภาพดี บางคนได้ระบุเลยว่า ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ ซึ่งเป็นการเข้าใจถูกที่ผิด ผู้ที่กล่าวหรือเชื่อเรื่องนี้ อาจไม่เคยเรียนวิชาสรีระวิทยาการย่อยอาหาร

มีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพหลายชิ้นที่สามารถนำมาสร้างเป็นสมมุติฐานซึ่งสรุปว่า ถ้าเราสามารถปรับเปลี่ยนความเป็นกรด-ด่าง (pH) ภายในลำไส้ใหญ่ให้เป็นกลางแล้ว โอกาสการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่จะลดลง คำอธิบายปรากฏการณ์นี้คือ ปรกติแล้วความเป็นกรด-ด่างในลำไส้ใหญ่ของมนุษย์มักเป็นด่าง (คือมี pH มากกว่า 8) เนื่องจากส่วนที่เหลือจากการย่อยอาหารในลำไส้เล็กซึ่งเคลื่อนลงสู่ลำไส้ใหญ่ (ก่อนที่จะกลายเป็นอุจจาระ) นั้นมีความเป็นด่างสูง สภาวะนี้ที่เหมาะสมต่อการพัฒนาเซลล์ที่ผนังลำไส้ใหญ่ให้กลายเป็นมะเร็ง

เหตุที่เซลล์มะเร็งชอบอยู่ในสภาวะที่เป็นด่างนั้น มีคำอธิบายว่า เวลาเซลล์มะเร็งเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้สลายเป็นพลังงานนั้น กระบวนการนี้จบไม่เหมือนกระบวนการของเซลล์ธรรมดาซึ่งเมื่อใช้น้ำตาลกลูโคสแล้วจะได้ คาร์บอนได้ออกไซด์และน้ำ ในขณะที่กระบวนการสลายกลูโคสของเซลล์มะเร็งให้ได้พลังงานนั้นผลิตภัณฑ์สุดท้ายคือ กรดแลกติก ซึ่งจะขับออกสู่สิ่งแวดล้อมของเซลล์ เป็นการทำให้เซลล์มะเร็งต้องอยู่ในสภาวะที่เป็นกรดซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์เอง ดังนั้นเมื่อภายในลำไส้ใหญ่มีความเป็นด่าง กรดแลคติกก็จะถูกสะเทินให้หมดพิษ เซลล์มะเร็งจึงเจริญได้ดี

ด้วยเหตุนี้หลักการที่จะยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งในลำไส้ใหญ่คือ ทำให้สภาวะกรด-ด่างในลำไส้ใหญ่เป็นกลาง ซึ่งทำได้ไม่ยากโดยการกินอาหารมีใยอาหารชนิดอุ้มน้ำได้ดี เช่น เพคติน อินนูลิน ต่าง ๆ  ซึ่งท่านผู้อ่านอาจนึกไม่ออกว่าเป็นอะไร เอาง่าย ๆ ว่า กินกล้วย กินส้ม กินมะละกอ ท่านจะได้ใยอาหารลงไปลำไส้ใหญ่เพื่อให้แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ใช้เป็นอาหารแล้วปล่อยกรดไขมันขนาดเล็กเช่น กรดอะซิติก กรดโปรปิโอนิก และกรดบิวไทริก ออกมา

จะเห็นว่าการมีกรดในลำไส้ใหญ่นั้นดูเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แนวความคิดนี้จึงมีผู้นำมาประยุกต์สำหรับผู้คร้านจะกินผักผลไม้เพื่อให้ใยอาหารบางส่วนถูกหมักโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ไปเป็นกรดไขมันทั้งสามชนิดที่กล่าวแล้ว แต่ต้องการการปกป้องลำไส้ใหญ่ด้วยกรดอะซิติกจึงกินทางปากเลย ไม่หวังอาศัยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่เป็นผู้สร้าง

ความคิดนี้ผิดพลาดเพราะเมื่อกรดอะซิติกนั้นผ่านจากปากลงสู่ลำไส้เล็กแล้ว ตัวกรดจะถูกด่างในระบบย่อยอาหารนั้นสะเทินให้กลายเป็นเกลืออะซิเตทแทน ดังนั้นการปรากฏตัวของกรดอะซิติกที่กินทางปากในลำไส้ใหญ่จึงน่าจะเปล่าประโยชน์เพราะกลายเป็นเกลือไปแล้ว ต่างจากกรดอะซิติกที่เกิดจาการหมักของใยอาหารโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ซึ่งมีความเป็นกรดที่จะไปสะเทินความเป็นด่างที่มาจากลำไส้เล็ก

ด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์นี้จึงน่าสรุปได้ว่า การทำให้ความเป็นกรด-ด่างในลำไส้ใหญ่เป็นกลางเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดเร็งนั้น การกินผักผลไม้ดูจะได้ผลดี ส่วนการดื่มกรดน้ำส้มนั้นเป็นการเปล่าประโยชน์แถมกัดคอให้แสบเป็นของแถมด้วย

ยังมีเรื่องราวที่น่าสนใจว่า คนไทยยังมีความข้องใจในเรื่องการกินอาหารอะไรอีกบ้าง ขอให้ติดตามในตอนต่อไปครับ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม