เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ทำไมคนอกหักต้องดื่มน้ำใบบัวบก คำตอบน่าจะเป็นเพราะคนสมัยก่อนเชื่อว่า น้ำใบบัวบกแก้ฟกช้ำดำเขียวได้ จึงมีคนนำมาประยุกต์กับคนที่ถูกเขาหักอก (โดยกระดูกหรือกล้ามเนื้ออกไม่ได้หักจริง) ว่า ถ้ากินน้ำใบบัวบกแล้วอาการน่าจะดีขึ้น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วน้ำใบบัวบกนั้นเป็น ยาเย็น จึงน่าจะช่วยให้คนที่ถูกหักอกซึ่งเหมือนกำลังตกนรกอยู่ในกองเพลิงอารมณ์นั้น รู้สึกเย็นลงได้

การแพทย์แผนโบราณเชื่อกันว่า ใบบัวบกช่วยลดความเครียดจากการทำงานหนัก ปรับปรุงระบบการรับส่งกระแสประสาท กระตุ้นปฏิกิริยาตอบสนองจากไขสันหลัง (Reflex Reaction) ซึ่งตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นรอบตัวเรา อีกทั้งยังเพิ่มความสามารถในการทำงาน ทั้งในแง่ของกำลังกายและกำลังสมอง ควบคุมระดับแรงดันโลหิตให้เป็นปกติ ลดภาวะความเป็นหมัน ชะลอความแก่ ช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย

สำหรับชาวตะวันตกในปัจจุบันได้ยอมรับแล้วว่า บัวบกเป็นสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มความจำ องค์ประกอบสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ในใบบัวบกน่าจะเป็นสารพวก กลัยโคไซด์ (Glycosides) ซึ่งสามารถต้านปฏิกิริยาออกซิเดชั่น (Antioxidation) จึงลดความเสื่อมของเซลล์อวัยวะต่างๆ ในร่างกายได้ นอกจากนี้ยังพบว่าสารกลัยโคไซด์ที่ได้จากใบบัวบกช่วยเร่งการสร้างคอลลาเจน (Collagen) ที่เป็นองค์ประกอบหลักของผิวหนัง จึงช่วยกระตุ้นให้แผลบนผิวหนังสมานตัวเร็วขึ้น

กล่าวได้ว่า ผู้ที่ควรดื่มน้ำใบบัวบกโดยไม่ต้องรอให้อกหักคือ คนที่เสี่ยงต่ออาการความจำเสื่อม (ผู้สูงอายุ สตรีวัยทอง นักการเมือง ฯลฯ) คนช่างคิด (ไม่ควรรวมคนคิดมากและคิดเอาแต่ได้) คนช่างจำ (ไม่รวมพวกเจ้าคิดเจ้าแค้น) คนที่ทำงานในสถานการณ์ที่มีความเครียดสูง (เช่น ควบคุมปั้นจั่นยกของหนัก ขับเครื่องบิน ขับรถไฟฟ้าความเร็วสูง กัปตันเรือเฟอร์รี่ หรือแม้แต่ พขร.รถประจำทางสาย 8 ฯลฯ) คนที่มีความผิดปกติทางผิวหนังและกล้ามเนื้อฟกช้ำ ผิวหนังอักเสบ (น่าจะรวมถึงนักกีฬาต่างๆ) ที่สำคัญน่าจะเหมาะแก่ผู้ป่วยหลังการผ่าตัดเพราะอาจช่วยเร่งการสมานแผล

ความจริงบทความนี้ไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงน้ำใบบัวบกเป็นการเฉพาะ เพียงแต่เมื่อนึกถึงเครื่องดื่มที่มีสีเขียวแล้วผู้เขียนมักนึกถึงน้ำใบบัวบกซึ่งชอบดื่มมาตั้งแต่เล็ก เพราะกลิ่นใบบัวบกนั้นเป็นกลิ่นที่สามารถทำให้ใจสบายได้แม้ไม่ต้องดื่ม แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครสามารถถนอมน้ำใบบัวบกเพื่อส่งไปจำหน่ายยังสถานที่ที่ไม่มีขายได้ เพราะกลิ่นและสีของน้ำใบบัวบกไม่เสถียร

สีเขียวของใบบัวบกนั้น เด็ก ป.4 ก็คงตอบได้ว่ามาจากคลอโรฟิลล์ ซึ่งเป็นพฤกษเคมีที่แสดงความแตกต่างระหว่างพืชและสัตว์ แต่ถ้าปรากฏว่า เด็กที่จบ ป.4 ตอบไม่ได้ ผู้เขียนคิดว่าเราเลิกปฏิรูปการศึกษา ทุบแทบเล็ตทิ้ง แล้วหันกลับไปใช้หลักสูตรสมัย ม.ล. ปิ่น มาลากุล (เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ) ที่ผู้เขียนเคยเรียนมา น่าจะทำให้เด็กไทยรู้อะไรที่เป็นประโยชน์มากกว่าปัจจุบัน

มีนักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่า คลอโรฟิลล์นั้นเปรียบเสมือนเลือดของพืช เพราะองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์มีส่วนที่เรียกว่า พอร์ไฟริน (Porphyrin) ซึ่งเป็นองค์ประกอบลักษณะเดียวกับที่พบได้ในฮีโมกลอบิน (Hemoglobin) ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

เอกสารวิชาการบางฉบับกล่าวว่า การบริโภคผักใบเขียวในมื้ออาหารนั้นทำให้ร่างกายได้รับคลอโรฟิลล์วันละประมาณ 5 มิลลิกรัม ส่วนการบริโภคคลอโรฟิลล์ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้น มากหรือน้อยขึ้นกับบุญและกรรมที่กำหนดให้ท่านตัดสินใจซื้อมันมากิน เพราะคนที่เชื่อว่ามันดีจริงก็คงกินมากหน่อย อาจมากถึง 1-2 กรัมต่อครั้ง แต่ถ้าต้องซื้อเพราะจำใจ เช่น ขัดเพื่อนลูกสาวไม่ได้ หรือขัดบุคลากรด้านสาธารณสุข (ซึ่งเป็นคนจัดคิวเวชระเบียนในโรงหมอ) ไม่ได้ ท่านอาจต้องใช้ความกล้าในการชงผงสีเขียวดื่มพร้อมกับกลิ่นเหม็นเขียวอันรุนแรง

ความแตกต่างระหว่างคลอโรฟิลล์ที่ได้จากน้ำใบบัวบกและคลอโรฟิลล์ในภาพ C (ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุเจือปนในอาหารประเภทสีผสมอาหารแล้ว) นอกจากกลิ่นคือ โครงสร้างทางเคมี

กล่าวคือ คลอโรฟิลล์ที่อยู่ในน้ำใบบัวบกหรือสกัดจากผักอื่น ๆ นั้นเป็นสารธรรมชาติ จึงมีลักษณะที่แสดงในรูป A ในขณะที่คลอโรฟิลล์ที่เป็นสีผสมอาหารหรือมาจากขวดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนั้นถูกดัดแปลงโดยตัดส่วนที่ทำให้คลอโรฟิลล์ละลายน้ำไม่ได้คือ ส่วนที่เป็นไขมันออก แล้วติดแร่โซเดียม (Na) เข้าไปแทนและเปลี่ยนเอาแร่ทองแดง (Cu) ใส่แทนที่แมกนีเซียม (Mg) ในวงพอร์ไฟริน แค่นี้คลอโรฟิลล์ก็ละลายน้ำได้ดี และถูกเปลี่ยนชื่อไปเป็น คลอโรฟิลลิน (Chlorophyllin)

มีข้อความจากเว็บโฆษณาขายของในอินเตอร์เน็ทกล่าวว่า “เนื่องจากคลอโรฟิลล์มีสูตรโครงสร้างทางเคมีใกล้เคียงกับฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดงของมนุษย์มาก โดยแตกต่างเพียงแร่ธาตุในคลอโรฟิลล์เป็นแมกนีเซีย ส่วนของฮีโมโกลบินเป็นเหล็ก ดังนั้นเมื่อเราได้รับคลอโรฟิลล์เข้าไปในร่างกายก็สามารถเปลี่ยนสารคลอโรฟิลล์ให้เป็นสารตั้งต้นของพอร์ไฟรินที่ตับ แล้วถูกส่งต่อไปสร้างเม็ดเลือดแดงในไขกระดูก ทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงมากขึ้นได้

ดังนั้นจึงมีผู้ประกอบการนำข้อมูลดังกล่าวเป็นประเด็นสู่การพัฒนาน้ำคลอโรฟิลล์ให้เป็น เครื่องดื่มสีเขียวมหัศจรรย์ เพื่อบำรุงเลือด ล้างพิษ ทำลายอนุมูลอิสระในเม็ดเลือด แก้อาการโลหิตจาง ลดความดันโลหิตสูง ล้างพิษโดยตรงในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก สมานแผลในกระเพาะอาหาร กระตุ้นเนื้อเยื่อให้ฟื้นตัว ระงับกลิ่นปาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการโรคเหงือกอักเสบ รักษาแผลต่างๆ ทำหน้าที่ฟื้นฟูเนื้อเยื่อของแผลทุกชนิดทั้งภายในและนอกร่างกาย ระงับกลิ่นเหม็นจากแผลเรื้อรัง แผลในช่องปาก กลิ่นอุจจาระที่รุนแรง การผายลม หรือกลิ่นตัวแรงมาก ควบคุมสมดุลของแคลเซียมในผู้บริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป ซึ่งจะขาดความสมดุลของธาตุแคลเซียมทำให้กระดูกผุ โรคหัวใจ โรคกล้ามเนื้อ โรคผิวหนัง โรคเลือดไม่แข็งตัวเมื่อมีบาดแผล ประจำเดือนผิดปกติ ป้องกันโรคภูมิแพ้ที่เกิดจากอากาศและอาหารเป็นพิษโดยสะสมติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน

ในชั้นต้นเมื่อเห็นข้อความในลักษณะดังกล่าวผู้เขียนมีความรู้สึกว่ามันค่อนข้างมหัศจรรย์เกินไป เพราะไม่เคยได้เรียนความรู้ในลักษณะดังกล่าวจากอาจารย์ท่านใดทั้งในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกา แต่นั่นก็นานแล้วเพราะย้อนหลังไปตั้ง 30 กว่าปี ความรู้ใหม่อาจเกิดขึ้นได้ ใครจะไปรู้

ผู้เขียนจึงได้ลองใช้ Google search หาข้อมูลว่า มีผู้ยืนยันความเชื่อในลักษณะนี้หรือไม่ ปรากฏว่าหาไม่พบในลักษณะที่เป็นการยืนยันอย่างจริงจัง สุดท้ายจึงเข้าไปใช้แหล่งหาข้อมูลวิชาการที่นักศึกษาจบระดับปริญญาโทในสาขาวิทยาศาสตร์ต้องรู้จักดีคือ ScienceDirect ก็พบบทความทบทวนวิชาการชื่อ Copper chlorophyllin : A food colorant with bioactive properties? เขียนโดย Tathyana Tumolo, Ursula Maria Lanfer-Marquez ในวารสาร Food Research International ชุดที่ 46 (2012) หน้าที่ 451-459

ในบทความดังกล่าวมีข้อมูลระบุว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคลอโรฟิลล์และการเพิ่มเม็ดเลือดแดงในผู้บริโภคนั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย ดังนั้นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทนี้จึงควรเลิกใช้ประเด็นนี้ใน การเพ้อเจ้อ ขายสินค้าได้แล้ว แต่ในเรื่องประโยชน์ที่เกี่ยวกับการกำจัดสารพิษโดยนั้นเป็นอีกประเด็นที่จะอธิบายต่อไป

อ่านต่อ เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (2) ได้ที่นี่

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม