เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (2)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (2)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ต่อจากตอนที่แล้ว เครื่องดื่มมหัศจรรย์ (1)

ก่อนอื่นเราควรมาจับกระแส คลอโรฟิลล์ฟีเวอร์ เพราะปัจจุบันมีคนหันมาเป็นลูกค้าสินค้าดังกล่าวมากขึ้น บริษัทผู้ผลิตให้ข้อมูลว่า สารคลอโรฟิลล์จากอัลฟัลฟาช่วยขับล้างพิษ ต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำให้ผิวพรรณสดใส และป้องกันไม่ให้อ่อนเพลีย (หมายเหตุ : ความจริงคลอโรฟิลล์มาจากพืชอะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่จำเป็นต้องมาจากหญ้าดังกล่าวซึ่งเป็นหญ้าหนึ่งในหลายชนิดของหญ้าที่ใช้เลี้ยงวัวควายในปศุสัตว์ที่ทันสมัย)

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดความปลอดภัยของสารคลอโรฟิลลิน (Chlorophyllin) ที่ขายเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือใช้เป็นสีผสมอาหาร ให้มีการบริโภคได้ไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ใหญ่  และไม่เกิน 90 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป

เหตุที่ต้องมีการควบคุมปริมาณคลอโรฟิลลินเพราะ มีรายงานเรื่องความผิดปรกติในผู้บริโภคที่ได้รับสารคลอโรฟิลลินมากจนทำให้สีของปัสสาวะหรืออุจจาระเปลี่ยนเป็นสีเขียว และทำให้ถ่ายท้อง ที่สำคัญยังพบรายงานการเกิดอาการแพ้สารคลอโรฟิลลินในผู้บริโภคบางคน

ที่จริงแล้วคลอโรฟิลล์เป็นสารสีเขียวที่พบได้ในพืชชั้นสูงทั่วไป เวลาที่เรากิน ผัก ผลไม้ ที่มีสีเขียว ร่างกายของเราก็ได้รับคลอโรฟิลล์ด้วย สารคลอโรฟิลล์ธรรมชาตินี้ไม่ละลายน้ำที่อุณหภูมิห้อง (แต่ถ้าเป็นน้ำร้อนเดือดจะทำให้เซลล์พืชแตกปล่อยคลอโรฟิลล์ออกมา พอน้ำเย็นลงมันก็จะแยกตัวและเปลี่ยนสีไปเนื่องจากไม่ทนแสง) ตัวอย่างเช่น ในผักชีฝรั่ง 1 ถ้วยตวง มีคลอโรฟิลล์สูงถึง 38 มิลลิกรัม ผักขม 1 ถ้วยตวง มีคลอโรฟิลล์ราว 24 มิลลิกรัม ดังนั้น ถ้าเรารับประทานผัก ผลไม้สดเป็นประจำ ร่างกายก็ได้รับคลอโรฟิลล์อยู่แล้ว

ในอดีตเราอาจเคยเห็นแนวความคิดเรื่องการใช้คลอโรฟิลล์ในการบำบัดโรค เริ่มจากข่าวที่บอกว่า คลอโรฟิลล์สามารถบำบัดอาการแผลไฟไหม้ แผลที่เท้า ฮ่องกงฟุต แผลในปาก ทอนซิลอักเสบ แผลในกระเพาะอาหาร ความดันสูง มะเร็ง ฯลฯ ซึ่งจากการศึกษาข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์แล้ว กลับพบว่าเรื่องนี้ไร้สาระมากเพราะสิ่งที่อยู่ในยาที่ใช้นั้น ไม่ได้มีแต่คลอโรฟิลล์อย่างเดียว

ในวงการโฆษณาสินค้าเพื่อสุขภาพนั้น อ้างว่ามีงานวิจัยจำนวนหนึ่งในช่วงปี 1968-1989 ที่ทดลองใช้คลอโรฟิลลินระงับกลิ่นตัวและระงับกลิ่นอุจจาระ ปรากฏว่าผลที่ออกมาไม่ต่างกับการใช้สารหลอก (หรือสรุปง่าย ๆ ว่าล้มเหลว) ที่สำคัญอาจพบผื่นแพ้ขึ้นตามตัว เวียนศีรษะ เหงื่อออกมากและความดันโลหิตตกอย่างรวดเร็วในงานวิจัยที่ใช้หมากฝรั่งผสมคลอโรฟิลล์ที่อ้างว่าช่วยลดกลิ่นปากและทำให้ลมปากหอมสดชื่น

สำหรับผงคลอโรฟิลลินชนิดชงน้ำดื่มนั้น นักวิชาเกิน ชอบแนะนำให้ผู้บริโภคซื้อหลังจากอธิบายถึงเรื่องการได้รับสารพิษในชีวิตประจำวันว่า สารพิษมันมีมากมายมหาศาลจนร่างกายต้องได้รับคลอโรฟิลล์ (ทั้งที่ความจริงเมื่ออยู่ในกระป๋องแล้วมันคือ คลอโรฟิลลิน) เพื่อช่วยในการล้างสารพิษออกจากร่างกาย

ในความคิดของนักวิชาเกินนั้น คิดว่าเมื่อสารพิษเข้าไปอยู่ในอวัยวะแล้วคลอโรฟิลลินจะซึมเข้าไปในอวัยวะนั้น ๆ เพื่อลากเอาสารพิษออกมาแล้วปล่อยทิ้งออกจากร่างกาย ทั้งที่ความจริงแล้ว งานวิจัยส่วนมากที่สรุปผลว่า คลอโรฟิลล์หรือคลอโรฟิลลินช่วยป้องกันพิษร้ายนั้น เป็นการที่คลอโรฟิลล์หรือคลอโรฟิลลินเข้าจับสารพิษในทางเดินอาหาร เพื่อยับยั้งการที่สารพิษจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต

ในกรณีที่สารพิษเข้าสู่ระบบของร่างกายแล้ว สารพิษจะถูกเปลี่ยนแปลงให้ออกจากร่างกายเร็วขึ้นนั้น ต้องอาศัยสารเคมีธรรมชาติอื่นๆ ที่อยู่ในพืชผัก เช่น ถ้าเรากินใบคะน้าหมูปิ้ง คลอโรฟิลล์จากใบคะน้าสามารถจับสารโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการปิ้งหมูได้ แต่ในกรณีกินคะน้าผัดกระเทียมแบบมังสวิรัติ คลอโรฟิลล์จะไม่ช่วยอะไร แต่สารเคมีธรรมชาติที่มีธาตุซัลเฟอร์เป็นองค์ประกอบในคะน้าสามารถกระตุ้นให้อวัยวะภายในเช่น ตับ สามารถเปลี่ยนแปลงสารพิษอะไรก็ตามที่หลุดเข้าไปถึงตับได้ดีขึ้นเพื่อขับออกจากร่างกาย ส่วนข้อกล่าวอ้างถึงประโยชน์ทางสุขภาพอื่น ๆ ที่ใช้ในการโฆษณานั้น ส่วนใหญ่ไร้การสนับสนุนจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์

ดังนั้นแล้ว ไม่ว่าจะดื่มเครื่องดื่มอะไรก็ตาม จะเขียว เหลือง แดง หรือสีอื่นๆ ขอให้หวังได้ประโยชน์ในลักษณะของผู้ที่มีสติตลอดเวลา อย่ามโนจนดื่มต่างจากมนุษย์มนาทั้งหลาย เพราะอะไรที่มากเกินไปนั้นมักก่อโทษมากกว่าประโยชน์