บีพีเอแถมฟรี (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

บีพีเอแถมฟรี (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สมัยเด็กๆ เวลาผู้เขียนไปซื้อของที่ตลาดเช่น ไข่ไก่ ไข่เป็ด แม่ค้าก็จะหยิบไข่ที่เราเลือกได้ใส่ถุงกระดาษ เวลากินขนมแม่ค้าก็ใส่ชามแก้วบ้าง สังกะสีบ้าง หรือซื้อขนมผักกาดทอดก็ใส่กระทงใบตองแห้ง แต่พอโตขึ้นพลาสติกก็เข้ามาแทนที่เกือบทุกสิ่งทุกอย่าง เช่น ชิ้นส่วนรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ แม้กระทั่งอวัยวะบางส่วนของร่างกาย เช่น ฟันปลอม  

การที่พลาสติกเข้ามาอยู่ในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้นๆ นั้น เพราะพลาสติกมีน้ำหนักเบาและราคาถูก จึงมีการทำวิจัยและพัฒนาเกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ที่นำมาใช้อย่างต่อเนื่องในชีวิตประจำวันของเรา

แต่เราเคยคิดบ้างไหมว่า ข้อเสีย โดยเฉพาะในเรื่องอันตรายจากการใช้พลาสติกที่เกี่ยวกับการกินอาหารนั้นเป็นอย่างไร

เมื่อเป็นวัยรุ่นผู้เขียนจำได้ว่า มีการนำพลาสติกชนิดโพลีไวนิลคลอไรด์ (polyvinulchloride) มาผลิตเป็นถุงใส่อาหารเช่น ก๋วยเตี๋ยว ปัญหาการปนเปื้อนของสารโมโนไวนิลคลอไรด์ (monovinylchloride) เข้าสู่อาหารนั้นก็ได้รับการกล่าวถึงจากนักวิชาการในหน้าหนังสือพิมพ์ จนสุดท้ายก็ได้มีการยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกใส่อาหารที่ทำจากโพลีไวนิลคลอไรด์ เพราะสามารถหาพลาสติกชนิดอื่นคือ โพลีโพรพิลีน (polypropylene) ซึ่งสามารถใช้ใส่อาหารได้ทั้งร้อนและเย็น โดยยังไม่มีการตรวจพบการปนเปื้อนสู่อาหาร

ความจริงแล้วเมื่อพูดถึงพลาสติกที่ใช้ในการบรรจุอาหารนั้น สิ่งที่นักวิชาการกังวลไม่สร่างคือ การตกค้างบนพื้นผิวพลาสติกของสารโมโนเมอร์ (monomer) ที่ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกหรือโพลีเมอร์ (polymer) สารโมโนเมอร์นี้ถ้ามีการตกค้าง การที่จะหลุดออกมาปนเปื้อนอาหารมักต้องการสภาวะที่เหมาะสมคือ ความร้อนและ/หรือความเป็นกรด ซึ่งเป็นสภาวะเดียวกันกับที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ใช้ในการศึกษาการหลุดออกมาของสารโมโนเมอร์ของพลาสติกที่จะนำมาใช้ทำเป็นภาชนะบรรจุอาหาร ประเด็นนี้มีความหมายต่อผู้บริโภคว่า พลาสติกที่สัมผัสอาหารส่วนใหญ่นั้นไม่ควรอยู่ในสภาวะที่มีความร้อนสูงหรือเป็นกรดสูง เพราะอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ถ้าพลาสติกนั้นไม่ได้ถูกระบุว่า ทนร้อน หรือ ทนกรด

ประเด็นที่ควรกังวลเนื่องจากโมโนเมอร์ต่างๆ ก็คือ สารกลุ่มนี้มีความไวในการทำปฏิกิริยาสูงถ้าสภาวะเหมาะสม อีกทั้งโมโนเมอร์นั้นมีโอกาสที่จะถูกเปลี่ยนแปลงในร่างกายเราแล้วออกฤทธิ์ทำปฏิกิริยากับหน่วยพันธุกรรม จึงเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งซึ่งพิสูจน์ได้ในสัตว์ทดลอง

โมโนเมอร์ที่ถูกกล่าวถึงมากที่สุดในปัจจุบันนี้คือ บีพีเอ (BPA = bisphenol A) ซึ่งใน  Wikipedia ได้ให้ข้อมูลว่า สารนี้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตพลาสติกแข็งใสทนร้อนได้ดีคือ โพลีคาร์บอเนต (polycarbonate) ดังปฏิกิริยาที่แสดงไว้รูปต่อไปนี้

ปฏิกิริยาเคมีของการเกิดพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต (ภาพ : www.wikipedia.org)

มีหนังสือพิมพ์ไทยอ้างแหล่งข่าวจากต่างประเทศว่า ผู้มีประวัติการบริโภคอาหารกระป๋องมีระดับสารบีพีเอสูงกว่าปกติ โดยผู้ที่บริโภคอาหารกระป๋องทุกวันติดต่อกัน 5 วัน มีบีพีเอที่ระดับ 20.8 ไมโครกรัมต่อปัสสาวะ 1 ลิตร ขณะที่ผู้บริโภคซึ่งไม่ได้กินอาหารกระป๋องมีระดับสารดังกล่าว 1.1 ไมโครกรัมต่อปัสสาวะ 1 ลิตร

เว็บ http://health.howstuffworks.com ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง “92 Percent of Canned Goods Contain Bisphenol-A” ซึ่งเล่าว่า มีการวิเคราะห์อาหารกระป๋อง 50 ยี่ห้อที่สุ่มเก็บจาก 19 รัฐในสหรัฐอเมริกาและ 1 จังหวัดในแคนาดา พบว่า 46 ยี่ห้อมีการปนเปื้อนของบีพีเอที่ความเข้มข้นต่างกันโดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 77.36 ส่วนในพันล้านส่วน ซึ่งผู้ทำวิจัยได้สรุปว่า การกินอาหารที่มีบีพีเอระดับดังกล่าว 3 มื้อต่อวันจะทำให้ความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็งและปัญหาที่เกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์สูงขึ้นไม่ยากนัก

ส่วนในเว็บ www.medicalnewstoday.com ก็ได้กระตุ้นต่อมกังวลของพ่อแม่ทั้งหลายว่า “Bisphenol A (BPA) Found In Canned Foods Aimed At Children” โดยรายงานตีแผ่สินค้ายี่ห้อหนึ่งที่เว็บกล้าเผยชื่อสินค้า (แต่ผู้เขียนยังไม่พร้อมขึ้นศาล) ซึ่งไปขอลิขสิทธิ์เอารูปดาราการ์ตูนของบริษัทผลิตการ์ตูนดังที่สุดในโลกมาทำฉลากว่า พาสต้าผสมไก่ในซุปไก่มีบีพีเอ 114 พีพีบี และสินค้าชนิดเดียวกัน (อาจมาจากหม้อเดียวกัน) แต่ใช้การ์ตูนอีกค่ายหนึ่งมีบีพีเอ 81 พีพีบี ที่น่าสนใจคือ สินค้าชนิดหนึ่งบอกว่าเป็นซุปก๋วยเตี๋ยวที่เป็นอาหารอินทรีย์ (ตามคำนิยามของ USDA หรือกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา) มีบีพีเอ 39 พีพีบี ซึ่งก็ตรงกับข้อมูลที่ได้จากเว็บ www.consumerreports.org  ซึ่งได้ทดสอบอาหารเช่น ซุปกระป๋อง ปลาทูน่ากระป๋องและถั่วกระป๋องจำนวนหนึ่ง ก็พบว่าอาหาร 19 ยี่ห้อมีบีพีเอ โดยไม่เลือกว่าอาหารนั้นเป็นอินทรีย์หรือไม่อินทรีย์ ต่างก็ปนเปื้อนเท่ากันหมดเพราะใช้กระป๋องซึ่งเคลือบด้วยสารที่แถมบีพีเอ

เรื่องตลกแต่ขำไม่ออกคือ จากรายงานต่างๆ ที่มีขึ้นมากมายในอินเทอร์เน็ต ปรากฏว่าหน่วยงานของรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ก็ยังยืนยันค่าความปลอดภัยของบีพีเอในอาหารไว้สูงสุดที่ 50 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัวผู้บริโภค 1 กิโลกรัม ทั้งที่ตัวเลขนี้ได้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยไม่ได้สนใจงานวิจัยอีกเป็นร้อยที่กล่าวถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากบีพีเอซึ่งแสดงออกในสัตว์ทดลอง

บิสฟีนอลเอหรือบีพีเอเป็นสารไฮโดรคาร์บอนที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้นมา มีการใช้ในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1957 สารนี้เป็นสารที่ไม่มีสีและละลายน้ำยากเนื่องมาจากองค์ประกอบมีความเป็นโพลาร์ต่ำ แต่ถ้าดูจากสูตรโครงสร้างทางเคมีแล้ว นักพิษวิทยาทั่วไปสามารถบอกได้เลยว่า ไม่ยากนักที่ตับเราจะทำให้ละลายน้ำเพื่อขับออกจากร่างกาย เพราะมีส่วนที่เป็นกลุ่ม –OH ซึ่งน่าจะถูกสังยุค (เชื่อมต่อ) ได้ด้วยสารเคมีที่อยู่ในของเหลวของเซลล์ในร่างกายเรา

บีพีเอนั้นถูกสังเคราะห์ขึ้นมาขายเพราะมันมีส่วนสำคัญในการผลิตพลาสติกชนิดที่มีความใสและทนทาน ซึ่งมีการนำไปทำเป็นสินค้าต่างๆ มากมาย เช่น ขวดน้ำอย่างดี อุปกรณ์กีฬา เลนส์แว่นตา เครื่องใช้ไฟฟ้า แผ่นดีวีดีต่าง ๆ เป็นต้น

มีพลาสติกอีกชนิดเรียกว่า อีปอกซีเรซิน ซึ่งมีบีพีเอเป็นองค์ประกอบเช่นกัน สารนี้ถูกนำไปใช้ในการเคลือบภายในภาชนะโลหะที่ใช้บรรจุอาหารเพื่อป้องกันการกัดกร่อน อีกทั้งมีการนำไปใช้ทำกระดาษเทอร์มอลที่ใช้พิมพ์ใบเสร็จรับเงินอย่างง่ายที่สามารถรับได้จากร้านสะดวกซื้อหรือสถานีบริการน้ำมัน ที่น่าสนใจคือ มีคนบอกว่า ธนบัตรรุ่นใหม่ ๆ ซึ่งทำด้วยกระดาษสังเคราะห์นั้นก็มีบีพีเอเหมือนกัน

ภาพ : http://img2.timeinc.net

บีพีเอนั้นมีโทษในการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงคือ เอสโตรเจน นี่คือประเด็นที่ทำให้มันเป็นที่สนใจ เพราะเมื่อมันอยู่ในภาชนะบรรจุอาหาร มันย่อมมีโอกาสลงสู่กระเพาะเราได้ ดังนั้น นับแต่ปี ค.ศ. 2008 รัฐบาลในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลของหลายประเทศ จึงมีแนวความคิดที่จะให้เลิกจำหน่ายสินค้าบางชนิดที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต (polycarbonate ซึ่งมี recycle code เป็น 7)

ที่เป็นข้อมูลชัดๆ คือ นับแต่วันที่ 12 กรกฏาคม 2013 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาได้มีคำสั่งที่ตีพิมพ์ใน รัฐกิจจานุเบกษา (federal register 21 CFR 175.300) ห้ามใช้เรซินที่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบในการเคลือบภาชนะใส่อาหารเด็กทารก (อ้างข้อมูลจาก www.fda.gov) ซึ่งสหภาพยุโรปและแคนาดาได้สั่งห้ามไปก่อนหน้านั้นแล้ว

อย่างไรก็ดีนั่นเป็นการห้ามใช้บีพีเอเฉพาะในสินค้าจำกัดชนิด เพราะโดยทั่วไปแล้วเราท่านต่างต้องสัมผัสกับสารนี้ต่อไป... อีกนานและนาน เนื่องจาก อย. ของอเมริกาได้แถลงผลการประเมินความเสี่ยงของสารนี้ในเดือนมีนาคม 2013 ว่า บีพีเอค่อนข้างปลอดภัยถ้าปรากฏตัวในอาหารในปริมาณต่ำๆ

>ในตอนหน้ามีประวัติบีพีเอและการนำไปใช้ในหลายมิติให้ติดตามกัน 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม