บีพีเอแถมฟรี (2)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

บีพีเอแถมฟรี (2)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ต่อจากตอนที่แล้ว

บีพีเอนั้นถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ.1899 โดย Charles Dodds ซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวลิเวอร์พูล ได้เคยมีการทดสอบว่าสารนี้ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง (คือ เอสโตรเจน) แต่มีฤทธิ์ต่ำกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติมาก ดังนั้นจึงมีผู้ผลิตสาร ไดเอ็ทธิลสติลเบสตรอล (diethylstilbestrol) หรือ ดีอีเอส ซึ่งมีฤทธิ์เอสโตรเจนสูงกว่าสารธรรมชาติออกมาใช้แทนบีพีเอ แต่ดีอีเอสซึ่งขึ้นทะเบียนเป็นยาแก้อาการแพ้ท้องนั้นได้ถูกยกเลิกการใช้ในปี ค.ศ.1997 เพราะส่งเสริมการเกิดมะเร็งที่อวัยวะเพศของลูกสาวคนไข้ที่ใช้ยานี้ขณะแพ้ท้อง

บีพีเอถูกผลิตขึ้นราว 1 ล้านตันในช่วงปี ค.ศ.1980 และกลายเป็น 2.2 ล้านตัน ในปี ค.ศ.2009 ข้อมูลในปี ค.ศ.2009 นั้นกล่าวว่า บีพีเอนั้นถูกใช้ในการผลิตพลาสติกในสหรัฐอเมริกาถึง 856,000 ตัน ซึ่งร้อยละ 72 อยู่ในพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต และร้อยละ 21 อยู่ในอีปอกซีเรซิน ที่น่ากังวลใจ (แทน) คือ ร้อยละ 5 ของบีพีเอถูกใช้และสัมผัสกับอาหารของคนอเมริกัน

พลาสติกส่วนใหญ่ที่มีใช้ในตลาดนั้น ถูกจำแนกตามการกระบวนการนำกลับมาใช้ ซึ่งกำหนดเป็นตัวเลข 1-7 โดยที่ประเภทที่ถูกจำแนกว่าอยู่ในกลุ่ม 1-6 เกือบทั้งหมดไม่ได้ใช้บีพีเอ ในขณะที่กลุ่มที่ 7 ซึ่งมีตัวแทนหลักคือ โพลีคาร์บอนเนตนั้นผลิตขึ้นโดยอาศัยบีพีเอ และบางส่วนของกลุ่ม 3 คือ โพลีไวนิลคลอไรด์ชนิดอ่อนตัวได้ที่ใช้ทำแผ่นพลาสติกห่ออาหาร (wrap) ก็มีบีพีเอเกี่ยวข้องในการผลิตเช่นกัน

มนุษย์ได้รับบีพีเอแทบทั้งหมดจากการดื่มกิน เช่น บีพีเอจากภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่มีการเคลือบด้วยเรซินที่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบ ที่น่ากังวลคือ ถ้าภาชนะนั้นมีการนำมาใช้ซ้ำหลังการล้างด้วยแปรงและผงซักฟอกที่มีฤทธิ์ในการขัดถูสูง หรือบรรจุอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเช่น แกงส้มตักร้อนๆ จากหม้อ โอกาสหลุดออกมาของบีพีเอย่อมสูงขึ้นอีก

ในบางประเทศมีการใช้เรซินที่มีองค์ประกอบของบีพีเอในการเคลือบท่อน้ำเก่า เพื่อยืดอายุท่อ ดังนั้นโอกาส (แม้ว่าจะน้อย) ของบีพีเอที่จะหลุดออกมาในน้ำก็มีบ้าง แต่คนไทยคงไม่เจอเพราะบ้านเราใช้ท่อพีวีซีซึ่งไม่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบ (คงมีแต่เศษโคลนเล็กน้อยที่เกิดเนื่องจากคนงานที่รับจ้างวางท่อประปาแถมให้)

ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ.2009 นิตยสาร Consumer Reports ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับการวิเคราะห์ปริมาณบีพีเอที่ปนเปื้อนในอาหารเช่น ปลา ผัก น้ำซุป ผลไม้ ขนม อาหารทารก เส้นพาสตา ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์ และเครื่องดื่มบรรจุในกระป๋องซึ่งทำในสหราชอาณาจักรช่วง มกราคมถึงพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2000 พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วอาหารเหล่านี้มีบีพีเอปนเปื้อนราว <0.07 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม หน่วยงาน CDC หรือ Center of Disease Control ของสหรัฐอเมริกาสำรวจพบว่า ร้อยละ 95 ของคนอเมริกันที่โตแล้วในช่วงปี ค.ศ.1988-1994 มีบีพีเอถูกขับออกมาในปัสสาวะ และมีการศึกษาซ้ำในปี ค.ศ.2003-2004 ซึ่งงวดนี้มีเด็กด้วยก็พบว่าร้อยละ 93 ของปัสสาวะที่สำรวจมีบีพีเอที่ถูกขับออกมา

สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ EPA นั้นประเมินว่าการสัมผัสบีพีเอในระดับ 50 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อวันนั้น เป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับยุคปัจจุบันซึ่งเราใช้พลาสติกมากมายมหาศาล

ในปี ค.ศ.2009  หน่วยงานด้านสาธารณสุขของคานาดา (Health Canada) รายงานการปรากฏตัวของบีพีเอในระดับต่ำในน้ำอัดลมบรรจุกระป๋อง ในขณะที่มหาวิทยาลัยแห่งรัฐเท็กซัสได้รายงานผลการศึกษาในปี ค.ศ.2010 ว่ากว่าครึ่งของตัวอย่างอาหารบรรจุกระป๋องประมาณร้อยชนิดมีบีพีเอแถมฟรีให้ผู้บริโภค จากนั้นอีกปีเดียวก็มีรายงานการวิจัยที่น่าสนใจในวารสาร Environmental Health Perspectives ว่า ในการศึกษาอาสาสมัครที่มีประวัติการได้รับบีพีเอจากอาหารและเครื่องดื่มนั้น เมื่อให้กินอาหารและเครื่องดื่มที่ไม่ได้สัมผัสภาชนะที่มีบีพีเอ ปรากฏว่าระดับบีพีเอในปัสสาวะลดลงถึงร้อยละ 50-70 ของระดับที่พบก่อนเริ่มทำวิจัย ซึ่งแสดงว่าพฤติกรรมการบริโภคของยุคสมัยนี้เป็นปัจจัยสำคัญของการได้รับบีพีเอ และเราสามารถหลีกเลี่ยงได้ถ้าปรับพฤติกรรมการบริโภคใหม่ นอกจากนี้ยังมีการศึกษาว่านักเรียนที่กินอาหารของโรงเรียนซึ่งผลิตในโรงครัวนั้นก็มีปริมาณบีพีเอในปัสสาวะต่ำเช่นกัน

ในปี ค.ศ.2011 คณะสาธารณสุขของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดได้รายงานผลการวิจัยพบว่า บีพีเอนั้นหลุดออกจากเรซินที่ใช้เคลือบกระป๋องอาหารแล้วปนสู่เนื้ออาหารได้ โดยให้อาสาสมัครกินอาหารกระป๋องห้าวันก็สามารถตรวจวัดได้ว่ามีระดับบีพีเอในปัสสาวะสูงขึ้นกว่าเมื่อกินอาหารทำเองห้าวันถึง 10 เท่า นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่ากังวลเกี่ยวกับขวดโพลีคาร์บอเนตที่ใช้ใส่น้ำดื่มว่าระดับของบีพีเอของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นสองในสามของระดับที่พบตามปรกติเมื่อใช้ขวดพลาสติกชนิดอื่น จึงทำให้มีข้อสรุปออกมาว่า ใครที่ต้องการลดการสัมผัสกับบีพีเอให้เลี่ยงการกินอาหารกระป๋องและขวดโพลีคาร์บอนเนต

สำหรับข้อมูลการสัมผัสบีพีเอของตัวอ่อนและทารกนั้นได้มีการศึกษาบ้างเช่น ในปี ค.ศ.2009 มีผู้พบว่าเด็กเล็กๆ มีบีพีเอในปัสสาวะสูงกว่าผู้ใหญ่ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน โดยทั่วไปแล้วในผู้ใหญ่บีพีเอนั้นถูกทำลายความเป็นพิษที่ตับแล้วขับออกจากร่างกายทางอุจจาระ ในขณะที่เด็กเล็กนั้นกระบวนการต้องรอการพัฒนาตามวัยจึงขับออกได้ช้ากว่า ดังนั้นจึงมีการศึกษาหลายการศึกษาที่พบว่าระดับบีพีเอในเด็กเล็กนั้นสูงกว่าระดับปลอดภัยที่ EPA กำหนดไว้ จึงมีคำแนะนำสำหรับผู้มีเด็กทารกซึ่งอายุไม่เกินหกเดือนอยู่ในการครอบครองว่า กินนมแม่นั้นดีที่สุด จะได้ไม่ต้องกังวลกับบีพีเอที่ปนเปื้อนจากขวดนม เพราะทารกที่ได้รับนมจากขวดโพลีคาร์บอเนตนั้นมีโอกาสได้รับบีพีเอสูงถึงระดับ 13 ไมโครกรัมต่อวัน ซึ่งเป็นข้อเตือนใจว่า เมื่อต้องการความสะดวกในการใช้พลาสติกก็ต้องยอมรับสิ่งที่แถมมา มากบ้างน้อยบ้างตามบุญตามกรรม

สิ่งที่น่ากังวลในกรณีของบีพีเอก็คือ การที่ตัวอ่อนในท้องแม่ได้รับสารนี้ผ่านทางรกเพราะแม่กินอาหารที่มีบีพีเอ เนื่องจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า สารนี้เมื่อให้กับหนูที่กำลังตั้งท้อง ผลปรากฏว่ามันถูกตรวจพบได้ที่รกและถุงน้ำคร่ำของตัวอ่อน มีการศึกษาเล็ก ๆ ขององค์กรอิสระในสหรัฐอเมริกาชื่อ EWG (Environmental Working Group) พบว่าเลือดที่ได้จากสายสะดือ 9 ใน 10 สายนั้นมีบีพีเอเฉลี่ย 2.8 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร นิตยสารไทม์ฉบับวันที่ 24 ตุลาคม 2011 รายงานว่ามีการศึกษาพบว่า เด็กหญิงที่มีแม่ซึ่งตรวจพบบีพีเอในปัสสาวะที่ระดับสูงขณะท้องจะทำคะแนนในวัดค่าความกังวลและภาวะคุมตนเองไม่อยู่หรือสมาธิสั้นค่อนข้างไม่ดี ในขณะที่เด็กชายซึ่งมีแม่ลักษณะเดียวกันไม่เป็นดังนี้

อันตรายของบีพีเอนั้นคือ ความสามารถในการออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง (เอสโตรเจน) ดังนั้นสารนี้จึงถูกจัดอยู่ในกลุ่ม endocrine disruptor ซึ่งเป็นสารที่ไปรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน ในกรณีของบีพีเอนั้น สารนี้สามารถเข้าไปจับกับบริเวณรับฮอร์โมน (receptor) บนเซลล์ที่ตอบสนองต่อการทำงานของเอสโตรเจน ความรู้ในเรื่องนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์มโนต่อไปว่า ถ้าสารนี้เข้าสู่ร่างกายของเด็กหญิงในช่วงที่ยังไม่เจริญพันธุ์แต่บริเวณรับฮอร์โมนพร้อมแล้ว อะไรจะเกิดขึ้น อีกทั้งระดับบีพีเอที่เคยคิดว่าจิ๊บๆ ในร่างกายคนนั้น ปัจจุบันนักวิจัยในองค์กรของรัฐบาลในสหรัฐอเมริกากำลังคิดทบทวนอยู่ว่ามันยังจิ๊บๆ อยู่หรือไม่ เพราะร้อยละ 96 ของหญิงท้องในสหรัฐอเมริกานั้นมีบีพีเออยู่ในเลือด

เมื่อมีการถามถึงปัญหาที่อาจเกิดจากบีพีเอต่อสุขภาพของมนุษย์ ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ออกมาจากหน่วยงานของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปมักเป็นไปในทางที่ว่า ไม่น่ามีปัญหาอย่างชัดเจนกับระดับบีพีเอที่พบปัจจุบันในเลือดของผู้บริโภค แต่ใครจะยอมรับความคิดนี้ได้ถ้าคนที่ต้องรับบีพีเอเข้าสู่ร่างกายเป็นลูกของตนเอง

เรื่องของบีพีเอนั้นค่อนข้างยาวและสำคัญมาก เพราะเป็นเรื่องที่กระทบต่อสุขภาพของทารกซึ่งจะเป็นอนาคตของหลาย ๆ ประเทศ ผู้เขียนจึงจะขอเล่าต่ออีกตอนหนึ่งในฉบับหน้า

ที่มาภาพ:
http://www.spiritualklutz.com
www.plasticimpex.com
www.multi-mam.com
http://tinychoices.com