บีพีเอแถมฟรี (3)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

บีพีเอแถมฟรี (3)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

แม้จะมีนักวิชาการต่างประเทศที่กลายเป็นผู้บริหารองค์กรต่างๆ กล่าวว่า ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้บีพีเอในการผลิตสินค้าสำหรับเด็กทารกนั้นค่อนข้างต่ำ แต่ผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวกับสารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ (Endocrine disruptor) โดยเฉพาะจาก The Endocrine Society ได้ออกรายงาน (ดูได้จากเว็บของสมาคม www.endocrine.org) ที่อาจทำให้แม่ๆ ทั้งหลายที่เคยให้ลูกสาวกินนมจากขวดที่ทำจากโพลีคาร์บอเนตเอามะเหงกเขกหัวตัวเอง เพราะชื่อรายงานแต่ละฉบับที่ยกตัวอย่างให้ดูต่อไปนี้ไม่น่ารื่นรมย์เลย เช่น

•    Bisphenol A exposure increases risk of abnormal heart rhythms in female rodents (การสัมผัสบีพีเอทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจหนูตัวเมียผิดปกติ)
•    Bisphenol A exposure in pregnant mice permanently changes DNA of offspring (การให้หนูที่ท้องได้รับสารบีพีเอแล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรของดีเอ็นเอของลูกที่ออกมา)
•    BPA Shown to Disrupt Thyroid Function in Pregnant Animals and Offspring (พบว่าบีพีเอรบกวนการทำงานของต่อมไทยรอยด์ในแม่หนูและลูกของมัน) และ
•    BPA Exposure Effects May Last for Generations (การสัมผัสบีพีเออาจมีผลนานหลายชั่วอายุ)

ครั้นถึงปี 2012 สำนักงานคณะกรรมอาหารและยาของสหรัฐอเมริกาก็ได้ยกเลิกการอนุญาตให้ใช้โพลีคาร์บอเนตทำขวดนมทารก แต่ไม่ได้ยกเลิกการใช้บีพีเอในเรซินเคลือบกระป๋องอาหารทารก อาหารอื่นๆ และเครื่องดื่ม ซึ่งดูเป็นการกั๊กในการทำงานอย่างไรชอบกล

ทำนองเดียวกัน สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม หรือ EPA ของสหรัฐอเมริกาก็ยังคิดว่า ปัญหาเกี่ยวกับบีพีเอนั้นชิวๆ ไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก โดยอาศัยหลักการและเหตุผลเดียวกับหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์กรมาตรฐานอาหารของสหราชอาณาจักร (Food Standards Agency) ซึ่งกล่าวว่า บีพีเอนั้นเมื่อผ่านเข้าสู่ร่างกายในระดับต่ำแล้วจะถูกกำจัดออกจากร่างกายของมนุษย์ได้เอง ความจริงผู้เขียนเองก็ยอมรับในหลักการนี้ แต่ก็คิดว่าทำไมผู้บริโภคถึงจำเป็นต้องเสี่ยงถ้ามีทางออกในการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ปลอดภัยกว่า...คือ ขวดแก้ว ซึ่งมีขายอยู่แล้วก่อนมีการใช้บีพีเอเสียอีก

จากการทบทวนข้อมูลที่แสดงให้ท่านผู้อ่านเห็นแล้ว ผู้เขียนก็นั่งคำนึงว่า ถ้าบีพีเอนั้นน่ากลัวอย่างที่มีข้อมูลปรากฏต่อสาธารณะแล้ว มนุษย์ในอนาคตจะเป็นอย่างไร คงมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นมนุษย์แน่ แต่มันเป็นธรรมชาติที่เกิดมาตั้งนานแล้ว เพราะถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราจะพัฒนามาเป็นมนุษย์ (ซึ่งดูดีกว่าสมัยเป็นมนุษย์โครมันยอง) ได้อย่างไร ดังนั้นการได้รับบีพีเอจะทำให้เราเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีอย่างที่ได้เคยเป็นมาหรือไม่

ในปี 2006 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้สนับสนุนการประชุมของผู้เชี่ยวชาญที่ทำงานเกี่ยวกับบีพีเอ 38 คนที่เมือง Chapel Hill รัฐนอร์ทแคโรไลนา และมีรายงานสรุปออกมาระบุว่า "BPA at concentrations found in the human body is associated with organizational changes in the prostate, breast, testis, mammary glands, body size, brain structure and chemistry, and behavior of laboratory animals." ซึ่งแปลง่ายๆ ว่า บีพีเอในระดับที่ตรวจพบในร่างกายมนุษย์นั้นมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนของต่อมลูกหมาก เต้านม อันฑะ ต่อมน้ำนม ขนาดร่างกาย โครงสร้างทางสมองและพฤติกรรมที่พบได้ในสัตว์ทดลอง

มีข้อน่าสังเกตว่าบีพีเอนั้นไม่ได้ตกค้างในสิ่งแวดล้อมหรือในร่างกายมนุษย์นานนัก แต่ก็ยังไม่มีใครศึกษาถึงข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงและตกค้างที่เรียกว่า Pharmacokinetics ในสัตว์ทดลองด้วยระดับความเข้มข้นของบีพีเอต่ำๆ เหมือนที่มนุษย์สัมผัส

ในปี 2008 ได้มีรายงานที่จัดทำโดย ศูนย์ประเมินความเสี่ยงของระบบสืบพันธุ์มนุษย์ (Center for the Evaluation of Human Reproduction) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพิษวิทยาระดับชาติ (National Toxicology Program หรือ NTP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สังกัดสำนักงานวิทยาศาสตร์สุขภาพด้านสิ่งแวดล้อม (National Institute of Environmental Health Sciences) ได้สรุปข้อมูลเกี่ยวกับบีพีเอว่า

•    ควรคำนึงถึงความเสี่ยงของทารกที่ได้สัมผัสบีพีเอในขณะที่อยู่ในท้องแม่ที่ได้สัมผัสสารนี้ เพราะทารกที่คลอดออกมาอาจมีความบกพร่องเกี่ยวกับการพัฒนาพฤติกรรม
•    บีพีเออาจมีผลต่อต่อมลูกหมากของลูกชายบ้างเล็กน้อย ส่วนโอกาสที่ลูกสาวจะเป็นสาวเร็วขึ้นนั้นมีโอกาสไม่มากนัก และไม่จำเป็นต้องกังวลนักว่าเด็กที่เกิดออกมาจะพิการ ส่วนทารกและเด็กที่สัมผัสสารนี้อาจมีปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัสบีพีเอบ้างคือ ความผิดปรกติของระบบประสาทและพฤติกรรม ส่วนโอกาสที่จะเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าปรกตินั้นมีโอกาสค่อนข้างน้อย
•    สำหรับผู้ใหญ่ที่สัมผัสกับสารนี้ในระดับทั่วไป ไม่ควรมีข้อกังวลใจเกี่ยวกับความผิดปรกติเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ ยกเว้นคนที่สัมผัสในระดับสูงก็ควรลดการสัมผัสลง
•    บีพีเออาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคอ้วนได้ โดยที่สารนี้ไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมเกี่ยวกับการกินอาหารในลักษณะที่ก่อให้เกิดโรคอ้วนได้

บทบาทของบีพีเอในการรบกวนการทำงานของฮอร์โมนเพศนั้น เป็นการเลียนแบบการทำงานของเอสโตรเจนธรรมชาติที่เรียกว่า 17-oestradiol โดยเมื่อสารนี้เข้าจับบริเวณรับของฮอร์โมนเอสโตรเจนบนผนังเซลล์แล้ว มันจะกระตุ้นให้เซลล์กระทำตนเหมือนมีเอสโตรเจนจริงมากระตุ้น โดยเฉพาะในเรื่องการปรับเปลี่ยนระบบการใช้น้ำตาลกลูโคสและการสร้างไขมันซึ่งส่งผลถึงการเกิดโรคอ้วนในบางกรณี และมีผลการศึกษาเกี่ยวกับบีพีเอที่รายงานในปี 2013 ว่า พบความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้นของบีพีเอที่ถูกขับออกมาในปัสสาวะและดัชนีมวลกายของเด็กและผู้ใหญ่ในช่วงอายุ 6-19 ปี

ปัจจุบันมีงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กก่อนคลอดและเด็กที่ตายระหว่างคลอดเนื่องจากการสัมผัสสารที่มีผลคล้ายฮอร์โมนซึ่งรวมถึงบีพีเอด้วย โดยเฉพาะในตัวอ่อนหนูที่มีความไวต่อความเป็นพิษของสารเหล่านี้มากกว่าหนูที่โตแล้ว ผลการศึกษานั้นแสดงให้เห็นว่า การสัมผัสบีพีเอที่ความเข้มข้นต่ำๆ ของตัวอ่อนในท้องหนูนั้นมีผลต่อการรับรู้รสหวานและเค็มของเพศที่ต่างกัน

นอกจากเรื่องที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ใน wikipedia ได้รวบรวมปัญหาที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการสัมผัสบีพีเอ ซึ่งเป็นผลจากการวิจัยในสัตว์ทดลองเช่น ผลที่เกิดขึ้นด้านระบบประสาทซึ่งส่งผลไปถึงพฤติกรรมการแสดงออกทางกาย การเรียนรู้และความทรงจำที่เปลี่ยนไป ผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการเผาผลาญในร่างกาย และที่เป็นที่กังวลกันมากคือ ผลต่อการเกิดมะเร็ง

ข้อมูลทางด้านการเกิดมะเร็งซึ่งทำภายใต้โครงการพิษวิทยาระดับชาติสหรัฐอเมริกา พบว่าบีพีเอส่งเสริมการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวและเนื้องอกของ testicular interstitial cell ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างอสุจิในสัตว์เพศผู้ อย่างไรก็ดีงานวิจัยนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับนักเนื่องจากมีปัญหาในกระบวนการทางสถิติของการศึกษา และก็มีปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่คือ มีการศึกษาที่พบว่าบีพีเอมีผลต่อกระบวนการ DNA methylation ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดหรือไม่เกิดมะเร็งโดยปัจจัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับดีเอ็นเอโดยตรงที่เรียกว่า Epigenetic factor

เนื่องจากบีพีเอนั้นมีศักยภาพภายของตัวเองในการออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน ดังนั้นหลายท่านคงมองออกว่า อวัยวะที่อาจมีปัญหาในเรื่องของมะเร็งในสตรีคือ เต้านม ซึ่งก็มีงานวิจัยหลายฉบับที่ออกมาในแนวทางที่กล่าวว่า การสัมผัสสารนี้ของตัวอ่อนในท้องแม่นั้น ส่งเสริมโอกาสเกิดมะเร็งเต้านมของลูกได้

ในปี 2009 ได้มีงานวิจัยฉบับหนึ่งที่สรุปผลว่า บีพีเอนั้นสามารถทำให้เซลล์จากเต้านมคนที่เลี้ยงในหลอดทดลองเปลี่ยนไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ และงานวิจัยอีกฉบับที่สรุปว่าการที่แม่หนูได้กินสารบีพีเอที่ระดับความเข้มข้นต่ำ ๆ ขณะให้นมลูกหนูนั้นเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งที่เซลล์ต่อมน้ำนม (mammary gland cell) เมื่อได้รับการกระตุ้นด้วยสารก่อมะเร็งเต้านมคือ ไดเม็ททิลเบนซ์แอนทราซีน(Dimethylbenzanthracene)

ในปี 2010 ได้มีรายงานการศึกษาในหนูอีกฉบับที่กล่าวว่า บีพีเอนั้นมีอิทธิพลต่อการทำงานของโปรตีนในเซลล์ที่ควบคุมการแบ่งเซลล์ และอีกฉบับที่กล่าวว่า บีพีเอส่งเสริมการเจริญเติบโตของมะเร็งเซลล์ประสาทที่เลี้ยงในหลอดทดลอง พร้อมกับข้อมูลอีกมากมายที่ทำให้สงสัยว่า บีพีเอได้หลุดออกมาอยู่ในกระบวนการผลิตภาชนะพลาสติกได้อย่างไร โดยไม่ได้รับการทดสอบปัญหาที่อาจก่อให้เกิดต่อมนุษย์

ตอนหน้า พบกับมาตรการการใช้บีพีเอของประเทศต่างๆ ว่าแข็งขันหรือผ่อนปรนกันแค่ไหน

ที่มาภาพ :
http://www.foxnews.com
http://www.philips.co.th
http://www.infoniac.com