บีพีเอแถมฟรี (4)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

บีพีเอแถมฟรี (4)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
บีพีเอนั้นควรได้รับการกำหนดให้เป็น สารเคมีที่ควรกังวล (chemical of concern) ตามรัฐบัญญัติควบคุมสารพิษ (Toxic Substances Control Act) มานานแล้ว แต่อเมริกาย่อมเป็นอเมริกาเสมอในเรื่องการใช้ lobbyist ของเจ้าของกิจการที่มีบีพีเอเข้าไปเกี่ยว ดังนั้นกว่าที่บีพีเอจะถูกเตรียมจัดให้อยู่ในบัญชีที่เรียกว่า สารเคมีที่ควรกังวลของสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อม (หรือ EPA) ก็ต้องรอถึงเดือนมีนาคม 2010 และแล้วด้วยพละกำลังของฝ่ายผู้ได้ประโยชน์จากสารนี้ กระบวนการที่จะปกป้องสิ่งแวดล้อมโดยสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมก็ถูกถอนออกไปด้วยเหตุผลชิว ๆ ว่า ไม่จำเป็นอีกแล้ว พร้อมทั้งคำสรรเสริญจากผู้ประกอบการทั้งหลายว่า สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง … ขอยกข้อความที่ปรากฏใน wikipedia ที่กล่าวว่า “The chemical industry group American Chemistry Council commended EPA for "choosing a course of action that will ultimately strengthen the performance of the nation’s primary chemical management law.” อ่านแล้วคลื่นไส้จนแปลไม่ถูกเลย

สำหรับองค์การอนามัยโลกหรือ WHO ซึ่งควรเป็นความหวังของพลโลกนั้นก็ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญในปี 2010 เพื่อดูว่าถ้าเด็กเล็กๆ ได้รับบีพีเอที่ความเข้มข้นต่ำๆ นั้นมีปัญหาเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติกรรมหรือไม่ คำตอบที่ได้นั้นน่าประทับใจมากคือ เก็บไว้ก่อนเพราะยังเร็วเกินไปที่จะกระตุ้นให้มีการตรวจวัดในสาธารณชน (The 2010 WHO expert panel recommended no new regulations limiting or banning the use of Bisphenol - A, stating that "initiation of public health measures would be premature.")

กลับมาที่สหรัฐอเมริกา หน่วยงานที่สำคัญที่สุดทางด้านอาหารและยาคือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ตั้งคำถามในเว็บไซต์ของตัวเองในปี 2013 ว่า บีพีเอนั้นปลอดภัยไหม คำตอบที่ได้คือ Yes เมื่อถูกใช้อย่างถูกต้องในการผลิตภาชนะบรรจุอาหาร เพราะผู้บริโภคได้รับสารนี้ในปริมาณนิดหน่อยน้อย ซึ่งก็เป็นความรู้สึกเดียวกับหน่วยงานด้านความปลอดภัยทางอาหารของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยเฉพาะในการมองประเด็นเกี่ยวกับขวดนมเด็กทารกว่า ถ้าผู้บริโภคใช้ภาชนะดังกล่าว (ซึ่งมีบีพีเอเนื่องจากขวดผลิตจากโพลีคาร์บอเนต) เหมือนที่ผู้ผลิตแนะนำ ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร เพราะถ้ามีบีพีเอหลุดออกมาก็น้อยมาก การที่ผู้ผลิตสินค้าจะเลิกใช้โพลีคาร์บอเนตนั้นก็ทำได้ด้วยความสมัครใจ รัฐจะไม่บีบบังคับ และถ้าพ่อแม่เด็กกังวลใจก็หันกลับไปใช้ขวดแก้วแบบเดิมไม่มีใครว่าหรอก

ส่วนประเทศที่มีความห่วงใยผู้บริโภคมากที่สุดในโลกคือ แคนาดา ซึ่งได้มองเห็นถึงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็นของผู้บริโภคเกี่ยวกับกรณีอาจมีบีพีเอหลุดออกมาลงกระเพาะเด็กทารก จึงมีแนวโน้มในการยกเลิกการขึ้นทะเบียนขวดนมเด็กทารกที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต ดังนั้นร้านค้าหลายแห่งจึงเริ่มกวาดขวดนมดังกล่าวออกจากชั้นวางสินค้าในปี ก2008 แม้หน่วยงานด้านสุขภาพของคานาดาจะออกข่าวว่า บีพีเอนั้นถึงจะมีอันตรายแต่ก็ยังคบกันได้อยู่ อย่างไรก็ดีในปี ค.ศ. 2010 ก็ได้มีประกาศว่า สารนี้เป็นสารพิษต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับสหภาพยุโรปนั้นได้มีการทำรายงานสรุปในปี ค.ศ. 2008 ว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบ เช่น พลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนตและอีกปอกซีเรซิน นั้นปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคถ้ามีการใช้ตามความจำเป็นของผู้ผลิต โดยยอมให้มีค่ายอมรับในการกลืนกินสารนี้ลงกระเพาะได้ไม่เกินวันละ 0.05 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม แต่ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2009 สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศแสดงความกังวลถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการได้รับ สารรบกวนระบบฮอร์โมน (endocrine disruptors) โดยพิจารณาข้อมูลจากการศึกษาในสัตว์ทดลอง ดังนั้นในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2010 สหภาพยุโรปก็ได้ประกาศว่า ได้วางแผนที่จะยกเลิกการผลิต (ภายในวันที่ 1 มีนาคม 2011) และการขายขวดนมเด็ก (ภายในวันที่ 1 มิถุนายน 2011) ที่ทำจากโพลีคาร์บอเนต  อย่างไรก็ดี ณ วันนี้ บีพีเอก็ยังอยู่ดีกินดีไม่ถูกเปลี่ยนแปลงสถานะภาพในสหภาพยุโรปตามข้อมูลใน www.efsa.europa.eu/en/topics/topic/bisphenol.htm

ในกรณีของสหภาพยุโรปนั้น มีรายละเอียดการดูแลบีพีเอทางกฎหมายที่หลากหลายกันในหลายประเทศ เช่น
- สวีเดนและตุรกีเป็นประเทศที่ห้ามใช้บีพีเอในผลิตภัณฑ์ที่เด็กทารกต้องสัมผัสตั้งแต่ปี 2012
- ฝรั่งเศสมีความตั้งใจว่า ในปี 2515 บีพีเอจะสูญพันธุ์ไม่เหลือให้ต้องตรวจสอบในประเทศนี้
- เดนมาร์คมีการห้ามใช้เป็นการชั่วคราวและจะเอาจริงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งดูจะเหมือนกับเบลเยียมที่เริ่มเบื่อหน่ายหาทางหย่าขาดจากบีพีเอเช่นกัน
- เยอรมันมีหลายอุตสาหกรรมได้เริ่มยกเลิกการใช้เองโดยไม่บังคับ โดยเฉพาะการผลิตหัวนมยางอมเล่นของเด็ก
- ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ไม่ได้เอ่ยถึงนั้นยังยินดีที่จะให้ผู้บริโภคได้สัมผัสบีพีเอในอาหารโดยให้เหตุผลว่า ความเข้มข้นนั้นยังต่ำอยู่

สำหรับในเอเชียนั้น ญี่ปุ่น น่าจะเป็นประเทศเดียวที่ ถึงไม่ห้ามการใช้แต่ผู้ผลิตสินค้าที่ต้องใช้พลาสติกซึ่งมีบีพีเอไปเกี่ยวข้องก็ได้เปลี่ยนชนิดพลาสติกที่ต้องใช้เป็นประเภทอื่นที่ไม่มีบีพีเอ ส่งผลให้ระดับบีพีเอในเลือดของคนญี่ปุ่นลดลงจากเดิมร้อยละ 50 (น่าอิจฉาคนญี่ปุ่นโคตรๆ เลย)

สำหรับในสหรัฐอเมริกาซึ่งมีความหลากหลายในการออกกฎระเบียบเกี่ยวกับบีพีเอนั้น มีการเสนอกฎหมาย BPA-Free Kids Act of 2008 สำหรับสินค้าที่เด็กต้องใช้ต่อสภาสูง และกำหนดให้ศูนย์กลางการควบคุมโรค (Center for Disease Control) ต้องทำการศึกษาผลต่อสุขภาพของบีพีเอ และมีการเสนอกฎหมายนี้อีกครั้งต่อสภาสูงและสภาล่างในปี 2009 อย่างอาจหาญแต่ก็ตกม้าตายในชั้นกรรมาธิการ

แม้จะเจ๊งบ้งในการออกกฎหมายระดับประเทศก็ตาม เทศมณฑลซัฟฟอล์ค (Suffolk County) รัฐนิวยอร์ค ก็ได้ออกกฎหมายท้องถิ่นห้ามการใช้ภาชนะบรรจุอาหารทารกที่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบในเดือนมีนาคม 2009 จากนั้นในเดือน พฤษภาคม ปีเดียวกัน รัฐมินเนโซตาและเมืองชิคาโกแห่งรัฐอิลลินอยด์ก็ได้ผ่านกฎหมายจำกัดการใช้บีพีเอ ซึ่งทำให้ อย. ของสหรัฐจำต้องขยับตัวมาเริ่มพิจาณาความปลอดภัยของบีพีเอใหม่ แต่ปรากฏว่ารัฐที่เริ่มห้ามการใช้บีพีเอทั้งรัฐเป็นรัฐแรกคือ คอนเนคติกัต ที่ไม่ได้ห้ามเฉพาะการใช้บีพีเอในการผลิตภาชนะบรรจุนมทารกและอาหารเด็กเท่านั้น กลับห้ามแถมไปถึงภาชนะบรรจุอาหารอื่นๆ อีกหลายชนิด

สำหรับในรัฐแคลิฟอร์เนียนั้น ส่วนราชการที่ดูแลความปลอดภัยของผู้บริโภคก็ได้มีความพยายามเอาบีพีเอเข้าไปอยู่ในบัญชีหางว่าวของสารเคมีที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์มนุษย์ แต่ก็ไม่สำเร็จด้วยเหตุผลหลายประการ เพราะข้อมูลวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถระบุตรงๆ ว่าบีพีเอมีปัญหาอย่างที่หลายคนกังวลต่อมนุษย์ (แม้มีผลในสัตว์ทดลองแล้วก็ตาม)

โดยสรุปแล้วในปี 2010 นั้นก็ได้มีหลายรัฐของสหรัฐอเมริกาที่ได้พิจารณาการตัดไมตรีกับบีพีเอ ทั้งที่ อย. ก็ได้บอกว่า ถึงบีพีเอจะเป็นตัวปัญหาแต่ประโยชน์จากการใช้นั้นยังมีมากอยู่

ที่เล่าให้ฟังนี้ยังไม่จบ เพราะมันมีการย้อนไปย้อนมาของความพยายามที่จะห้ามและไม่ห้ามการใช้บีพีเอในภาชนะบรรจุอาหาร ท่านที่สนใจสามารถอ่านได้จาก wikipedia ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลหลักที่ผู้เขียนนำมาใช้ในบทความนี้ ซึ่งในตอนสุดท้ายของบทความนั้นก็กล่าวว่า “As of 2014, 12 states have banned BPA from children's bottles and feeding containers.” (ซึ่งแปลเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ ว่า ในปี 2014 นี้ มี 12 รัฐเท่านั้นที่ยกเลิกการใช้ขวดนมและภาชนะสำหรับทารกที่มีบีพีเอเป็นองค์ประกอบ ยังไม่ได้ห้ามทั้งประเทศ) ที่สำคัญคือ เป็นการแสดงให้เห็นว่า การห้ามบีพีเอนั้นยังไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป ยังเป็นในลักษณะที่ขึ้นกับหน่วยงานของแต่ละรัฐหรือประเทศว่ามีความกังวลในปัญหาของบีพีเอมากหรือน้อย หรือปล่อยตามบุญตามกรรมอย่างบางประเทศ เนื่องจากคนพิจารณาเพื่อลดความกังวลของพ่อแม่ของทารกนั้นไม่ได้อยู่ในสถานะต้องกินนมจากขวดอีกแล้ว

ที่มาภาพ :
http://bangordailynews.com
www.davegranlund.com