(ผัก) อินทรีย์หรือเคมีดีกว่ากัน (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

(ผัก) อินทรีย์หรือเคมีดีกว่ากัน (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

วันหนึ่งในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2557 โทรทัศน์ช่องหนึ่งเสนอข่าวเตือนภัยผู้บริโภคว่า “ผู้ที่นิยมรับประทานผักปลอดสารพิษนั้น ไม่สามารถเลือกบริโภคผักที่มีรู (เนื่องจากแมลงกัด) เพราะเชื่อว่าเป็นผักปลอดสารพิษได้แล้ว เนื่องจากมีการตรวจพบว่า มีเกษตรกรบางกลุ่มได้ใช้อุบายทำใบผักให้เป็นรู เพื่อตบตาผู้บริโภคว่าผักดังกล่าวเป็นผักปลอดสารพิษ ด้วยการใช้ทรายร้อนโปรยใส่ใบผักเพื่อให้เกิดรู ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ผู้บริโภคนำผักที่ซื้อจากตลาด มาล้างด้วยน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชูก่อน เพราะการล้างผักด้วยน้ำเกลือหรือน้ำส้มสายชู จะสามารถช่วยลดสารพิษตกค้างได้ 60-80%”

ผู้เขียนไม่ขอวิจารณ์ข่าวข้างต้นเพราะเนื้อข่าวได้อธิบายตัวเองค่อนข้างดีอยู่แล้ว แต่สนใจจะอภิปรายเรื่องของการใช้คำว่า ผักปลอดสารพิษ ของข่าวนี้ว่า เป็นความเข้าใจผิดกันมานานแล้วจนถึงปัจจุบันและคงเลยไปถึงอนาคตซึ่งคงแก้ไขยาก ทั้งนี้เพราะคำว่า ปลอดสารพิษ นั้นเป็นคำที่สื่อมวลชนได้ทำเหมือนยอมรับคำนี้ไว้ในปทานุกรมส่วนตัวของนักข่าวแต่ละคน

ท่านผู้อ่านอาจรู้สึกประหลาดใจถ้าผู้เขียนจะบอกว่า ในโลกนี้หาพืช (ผัก) ปลอดสารพิษยากมาก ตราบใดที่พืชยังถูกปลูกบนดินของโลกนี้ โอกาสที่แร่ธาตุหรือสารพิษที่ตกค้างในดินจะถูกดูดซึมขึ้นสู่ลำต้น ใบ ดอกและผลนั้นเป็นไปได้

อากาศก็เป็นแหล่งที่จะนำสารพิษเช่น สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในควันต่างๆ (เช่น ควันที่เกิดจากการเผาป่า ควันจากโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน น้ำมันเตา หรือน้ำมันดีเซล และควันจากรถยนต์ซึ่งมีเครื่องยนต์ดีเซลเป็นผู้ร้ายตัวหลัก) เข้าปนเปื้อนพืชพืชทางใบ

สำหรับรากพืชนั้นก็เป็นทวารเข้าสู่พืชของสารพิษ ซึ่งนอกจากสารพิษในดินแล้ว ถ้าในน้ำที่ใช้ปลูกผักผลไม้มีสารพิษเช่น สารกำจัดศัตรูพืชต่างๆ (จากไร่นาและสวนผลไม้ ตลอดจนสนามกอล์ฟ) สีย้อมผ้าจากโรงย้อมริมแม่น้ำ สารไดออกซินจากโรงงานผลิตกระดาษที่มีการใช้คลอรีนในการฟอกผลิตภัณฑ์ (ซึ่งปัจจุบันทางราชการบอกว่ามีเหลือเพียงโรงเดียว?) หรือแม้แต่สารกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโดรคาร์บอนที่มีความเข้มข้นสูงจากยางมะตอยที่ใช้ราดถนนแล้วถูกน้ำฝนชะไหลลงคูน้ำข้างทาง เหล่านี้ล้วนทำให้พืชไม่มีทางปลอดสารพิษได้

ดังนั้นถ้าต้องการบริโภคผักที่ปลอดสารพิษกันจริงๆ ก็คงต้องใช้วิธีปลูกผักในระบบไม่ใช้ดินและปลูกในโรงเรือนแบบปิดที่มีการกรองอากาศ ดังที่มีเกษตรกรหลายส่วนของโลกนี้ทำเพื่อให้ได้ผักที่ปลอดภัยมากที่สุด หรือเนื่องจากพื้นดินเพื่อการเกษตรกรรมมีจำกัด หรือสร้างภาพสินค้าให้ดูไฮเอ็น (high end ซึ่งเป็นศัพท์ที่ผู้เขียนเคยได้ยินคนขายวิทยุติดรถยนต์พูดถึงบ่อยๆ ว่าเป็นสินค้าระดับสุดๆ แล้ว)

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างเกี่ยวกับการปลูกผักปลอดภัยที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง ซึ่งได้จาการฟังการบรรยายของอาจารย์จากคณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางวิทยุจุฬาฯ ว่า ปัจจุบันบริษัทใหญ่ซึ่งผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกต่างๆ เช่น ฟูจิซึ (Fujitsu) ได้หันมาเริ่มปรับเปลี่ยนสินค้าที่ผลิตแต่เดิมไปเป็นสินค้าเกษตรที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ทั้งนี้เพราะในปัจจุบันสินค้าอิเล็กทรอนิกของญี่ปุ่นมีคู่แข่งที่เหลือจะทานทนอย่างจีนและเกาหลีใต้ จนมีข่าวคราวว่าบริษัทยักษ์ใหญ่ทางอิเล็กทรอนิกของญี่ปุ่นบางบริษัทกำลังจะพับฐานแล้ว

ในข่าว Fujitsu's Factory Farm: Can Cloud Computing Displace GMOs? มีเนื้อความว่า โรงงานเซมิคอนดักเตอร์ของฟูจิซึที่ ไอซู วากามัทซึ (Aizu Wakamatsu) ได้หันไปปลูกผักโดยเปลี่ยนพื้นที่ซึ่งปรกติมีความสะอาดสูงใช้ในการผลิตอุปกรณ์เซมิคอนดักเตอร์ไปปลูกผักแบบไม่ใช้ดิน (hydroponic agriculture) ได้ผักชนิดที่มีโปแตสเซียมต่ำ เพื่อขายคนที่มีความผิดปรกติของตับเรื้อรัง (ราว 13 ล้านคนทั่วโลก) ซึ่งต้องควบคุมปริมาณโปแตสเซียมในอาหาร โดยระบบการปลูกผักของฟูจิซึนั้นได้ลดปริมาณของโปแตสเซียมได้ถึงร้อยละ 86 คือ จากปรกติคือ 490 มิลลิกรัม/ผัก 100 กรัม ไปเป็น 69 มิลลิกรัม/ผัก 100 กรัม วิธีการนั้นทำโดยการปรับเปลี่ยนสารเคมีในการปลูกผัก จากโปแตสเซียมไนเตรทไปเป็นโซเดียมไนเตรทแทน (ข่าวไม่ได้พูดถึงว่า แล้วโซเดียมจะสูงหรือไม่ และถ้าสูงคนที่มีความดันโลหิตสูงและ/หรือเป็นโรคไตก็ควรถูกเตือนว่าผักนี้ไม่ควรกินนะเพราะถึงตับจะปลอดภัยแต่ไตอาจวายเสียก่อน)

ตัวอย่างของการปลูกผักโดยบริษัทยักษ์ใหญ่ทางอิเล็กทรอนิกนี้ นับว่าเป็นความฉลาดในการหาทางรอดของบริษัทในการปรับเปลี่ยนสินค้าให้เป็นไปในทางที่ลูกค้าต้องการและมีคู่แข่งน้อย ทั้งนี้เพราะอาจารย์ที่เป็นวิทยากรในรายการวิทยุที่ผู้เขียนฟังนั้นได้อธิบายว่า พืชผักปลอดภัยจากสารเคมีในญี่ปุ่นนั้นมักผลิตโดยเกษตรกรรายย่อย จึงทำให้มีต้นทุนสูง ราคาสินค้าจึงแพง การที่บริษัทซึ่งมีฐานการผลิตใหญ่หันมาลงมือทำเสียเองนั้น สามารถลดต้นทุนการผลิตได้ดีกว่า เพราะใช้ความรู้ในการจัดการมาช่วยอย่างเป็นระบบ จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้สินค้าถูกลง

ดังนั้นคำว่า ผักปลอดภัย (ซึ่งผลิตได้ในราคาที่ถูกกว่า) จึงดูเป็นคำที่น่าสนใจมากกว่า ผักปลอดสารพิษ (ซึ่งต้นทุนสูงเพราะใช้สารเคมีบริสุทธิ์) เนื่องจากถ้าใช้คำว่า ปลอดสารพิษ กำกับสินค้าแล้วถ้ามีการวิเคราะห์พบการปนเปื้อนสารพิษในผักเมื่อไร ผักนั้นจะกลายเป็น ผักลวงโลก ทันที ส่วนผักปลอดภัยนั้นเป็นที่รู้กันว่า ไม่จำเป็นต้องปลอดจากสารพิษเสียทีเดียวเพียงแต่มีสารพิษต่ำกว่าที่จะก่อปัญหา (เพราะด้วยพื้นฐานที่มนุษย์นั้นสามารถทำลายสารพิษได้ด้วยตัวเองในระดับหนึ่ง) ผู้ผลิตผักปลอดภัยก็จะอยู่รอดปลอดภัยจากความผิดฐานหลอกลวงได้

ประเด็นว่าผักปลอดภัยนั้นต้องผลิตด้วยวิธีการไม่ใช่ดินอย่างเดียวหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ เพราะถ้าย้อนกลับไปดูความเป็นอยู่ของคนไทยเมื่อ 100 ปี ก่อน เราไม่เคยมีปัญหาสารพิษที่เป็นสารเคมีปนเปื้อนในผักผลไม้เลย (อาจเป็นเพราะเราไม่เคยวิเคราะห์เลยก็ได้) แต่เราเริ่มมีปัญหาหลาย ๆ อย่างเมื่อเริ่มรับเทคโนโลยีการเกษตรจากชาติตะวันตก

มีเรื่องตลกร้ายที่นักวิชาการเกษตรเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า แต่ก่อนแต่ไรไทยก็ปลูกข้าวกินกันมา แม้ว่าจะได้ไม่กี่ร้อยถังต่อไร่ แต่เราก็ไม่มีปัญหาอะไรนัก ตราบจนประมาณช่วง พ.ศ. 2500 ไทยได้ต้อนรับ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องข้าวจากประเทศที่ไม่เคยปลูกข้าวมาก่อน มาแนะนำระบบการเกษตรสมัยใหม่ในการปลูกข้าวให้แก่คนไทย จากนั้นมาข้าวไทยที่ได้เป็นพันถังต่อไร่ก็ปนเปื้อนสารพิษมาตลอด จนต้องมีการริเริ่มปลูกข้าว (รวมถึงพืชอื่นๆ) ในระบบอินทรีย์ ซึ่งความจริงไม่ใช่ของใหม่ เพราะผู้เขียนได้ประเมินแล้วว่า ข้าวอินทรีย์และผักอินทรีย์นั้นแท้จริงคือ พืชที่ได้จากการปลูกแบบไทยโบราณ ซึ่งคนปัจจุบันมักไม่รู้จักความหมายของคำนี้แล้ว

คำว่าอาหารอินทรีย์นั้น เริ่มเป็นที่รู้จักของคนไทยก็ในช่วงที่ผู้เขียนกลับมาเมืองไทยหลังจบการศึกษาด้านพิษวิทยาจากสหรัฐอเมริกา (พ.ศ. 2525) โดยแนวความคิดการปลูกพืชระบบอินทรีย์นั้นมีทั้งในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศที่พัฒนาแล้วอีกหลายประเทศ (ซึ่งรวมถึงญี่ปุ่นที่ผู้เขียนได้ยกตัวอย่างข้างต้น)

ในภาพรวมแล้วกระบวนการผลิตอาหารอินทรีย์นั้น มีวัตถุประสงค์ที่จะทำให้อาหารที่ผลิตขึ้นในกระบวนการนี้มีการผสมผสานกันระหว่าง วัฒนธรรม ซึ่งรวมถึงประเพณีของคนในชุมชนและกระบวนการจัดการที่ก่อให้เกิดการหมุนเวียนใช้ทรัพยากร ซึ่งส่งผลให้เกิดความสมดุลในสิ่งแวดล้อมและมีความหลากหลายทางชีวภาพ

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม