โภชนาการส่วนบุคคล (1)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โภชนาการส่วนบุคคล (1)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โภชนาการส่วนบุคคล เป็นคำที่ผู้เขียนได้ลองใช้ google translate แปลจากคำว่า personalized nutrition คำๆ นี้ค่อนข้างมีความสำคัญในด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพเชิงธุรกิจ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าธุรกิจนี้กำลังก้าวเข้ามาสู่บ้านเราในไม่ช้านี้

ข้อมูลทางมานุษยวิทยาแสดงให้เห็นว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ที่สามารถปรับสภาพแวดล้อมให้เข้ากับตนเองได้ดีที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการหาอาหารมาบริโภคจนมีชีวิตอยู่ได้ ไม่ว่าเขาคนนั้นหรือกลุ่มชนนั้นอยู่เขตทุนดราของรัสเซียที่หนาวเหน็บ ซาฮาราซึ่งร้อนเหลือ ประเทศไทยซึ่งฤดูหนาวของคนกรุงเทพฯ แทบจะเลือนหายไป ขั้วโลกซึ่งหาวันร้อนจนเหงื่อไหลเองไม่ได้ หรือแม้แต่ในระบบนิเวศระดับสูงจนเรียกเป็นหลังคาโลกเช่นทิเบต
 
การปรับตัวได้นี้ส่อให้เห็นว่า มนุษย์คงต้องปรับปรุงร่างกายในระดับพันธุกรรมเพื่อให้สามารถได้ประโยชน์จากการกินอาหารที่ให้ทั้งพลังงานและสารอาหารระดับต่ำเพื่อประทังชีวิตได้ แต่สุดท้ายด้วยความสามารถของมนุษย์ที่มีเกินสัตว์อื่น จึงมีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ได้อาหารในระดับที่เกินความจำเป็นพื้นฐานของร่างกาย ก่อให้เกิดโรคภัยเนื่องจากการกินเกิน แต่มีอีกหลายกรณีที่บางคนเกิดมาพร้อมกับระบบพันธุกรรมที่เปลี่ยนแปลงเฉพาะตน จนมีปัญหาเกี่ยวกับการใช้สารอาหารที่เข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ต้องมีการศึกษาเพื่อปรับปรุงการผลิตอาหารเฉพาะบุคคลเพื่อให้ผู้เคราะห์ร้ายอยู่รอดได้ หรือมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ท่านผู้อ่านหลายท่านคงเคยเห็นประโยคที่นักโภชนาการ หลายคนชอบพูดว่า You are what you eat. ซึ่งนักวิชาการหลายคนอีกเช่นกันมักแปลว่า กินอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น เช่น กินเหมือนหมู (คือ ตะกละตะกลาม) ก็อ้วนเหมือนหมู ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านเห็นด้วยหรือไม่
 
ถ้าท่านตอบว่า เห็นด้วย ท่านอาจคิดผิดเสียแล้ว เพราะปัจจุบันนี้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า คนสองคนหรือบางทีมากกว่าสองคนขึ้นไปที่กินอาหารเหมือนกันในสถานที่เดียวกันตลอดเวลานานๆ กลับแสดงออกเนื่องจากผลของการกินไม่เท่ากัน ทั้งนี้เพราะการตอบสนองต่อการกินอยู่ของมนุษย์นั้นขึ้นกับพันธุกรรมด้วย ดังนั้นศัพท์สำคัญในปัจจุบันเกี่ยวกับการตอบสนองต่ออาหารการกินของเราเนื่องจากพันธุกรรมที่กำลังเข้ามาสู่ชีวิตของคนไทยคือ Nutrigenomics

คำว่า Nutrigenomics นั้นมีนักวิชาการบางท่านแปลเป็นไทยว่า โภชนพันธุศาสตร์ ซึ่งผู้เขียนมีความรู้สึกว่า มันอาจก่อความสับสนเพราะมีคำอีกคำคือ Nutrigenetics  ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยตรง ๆ ก็น่าจะเป็นโภชนพันธุศาสตร์อีกเช่นกัน ทั้งที่สองคำนี้มีความหมายคนละแนว ดังนั้นจึงคิดว่า การทับศัพท์ภาษาอังกฤษน่าจะสื่อความหมายได้ดีกว่าในตอนนี้ ขอให้อ่านต่อไปนะครับว่าทำไมผู้เขียนจึงคิดเช่นนี้

คำ nutrigenomics นี้มาจากการนำคำว่า nutrient + gene + omics มาสมาสกันแบบฝรั่ง โดยคำว่า nutrient (หรือสารอาหาร) นั้นทุกคนคงพอทราบว่า มันหมายถึงสารชีวเคมีที่เมื่อเข้าไปในระบบของร่างกายแล้วถูกนำไปเปลี่ยนแปลงเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต เช่น แป้งในข้าวนั้นประกอบด้วยโพลีเมอร์ของน้ำตาลกลูโคส เมื่อลงสู่ทางเดินอาหารแล้วจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคสเดี่ยวๆ ผ่านเข้าสู่ระบบเลือดไปสู่เซลล์ต่างๆ ที่ต้องการใช้น้ำตาลกลูโคสเพื่อให้พลังงาน

สารที่ถูกจัดว่าเป็น nutrient นั้น เมื่อเข้าปากเราแล้วจะหายสาบสูญไปเลยเพราะถูกใช้งาน ส่วนสารที่ไม่หายไปเราเรียกว่า anutrient (เช่น คลอโรฟิลล์ แอนโทรไซยานิน ฟลาโวนอยด์ เป็นต้น) สารกลุ่มนี้มักถูกเปลี่ยนสภาพก่อนถูกขับออกจากร่างกาย โดยที่เราจะไม่เปลี่ยน anutrient ไปเป็นองค์ประกอบหรือพลังงานเพื่อคงสภาพชีวิตโดยตรง มีข้อสังเกตว่า anutrient เหล่านี้มักถูกนำไปขายเดี่ยวเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยไม่ดูตาม้าตาเรือว่าจำเป็นต้องกินในปริมาณสูงๆ หรือไม่

ส่วนคำว่า Gene นั้นท่านผู้อ่านก็คงคุ้นว่า คำนี้เกี่ยวข้องกับดีเอ็นเอเฉพาะส่วนที่แสดงออกด้านพันธุกรรมของเซลล์ ไม่ได้หมายถึงดีเอ็นเอทั้งหมด เช่น ถ้าพูดถึงยีนม่านสีตา ก็หมายถึงส่วนของดีเอ็นเอที่กำหนดการสร้างโปรตีนที่เมื่อได้มาแล้วจะประกอบกันเป็นองค์ประกอบของม่านตา

ภาพ : dreamcatcherstories.blogspot.com

ในคนที่มีการสร้างโปรตีนประกอบเป็นม่านตาแล้วผลลัพธ์เป็นสีดำ มีตัวอย่างชัดเจนคือ คนเอเชียส่วนที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร แต่ถ้าคนเอเชียนั้นอยู่เหนือขึ้นไปเช่น จีน อาจมีม่านตาสีน้ำตาล หรือถ้าเป็นจีนอยู่ใกล้รัสเซียอาจมีม่านตาสีเขียวหรือฟ้า  

การที่สีม่านตาต่างกันนั้นเพราะ โปรตีนที่เป็นองค์ประกอบ (ซึ่งถูกกำหนดด้วยยีน) นั้น เป็นโปรตีน (ซึ่งอาจมีหลายชนิด) ที่มีความแตกต่างกัน เมื่อมาผสมกันเป็นม่านตาได้สะท้อนแสงให้เราเห็นเป็นสีต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนที่มีม่านตาสีดำนั้นหมายความว่า ไม่มีการสะท้อนแสงจากโปรตีนที่เป็นม่านตาดำ แสดงว่าแสงถูกดูดไว้หมด (คล้ายหลุมดำในอวกาศ) ส่วนคนที่ม่านตาสีเขียวก็แสดงว่า เมื่อแสงส่องไปกระทบองค์ประกอบม่านตาที่เป็นโปรตีนนั้น เกิดการสะท้อนออกมาเพียงสีเขียว ส่วนสีอื่นถูกดูดไว้หมด เป็นต้น

สำหรับคนที่โปรตีนของม่านตาสะท้อนแสงทั้งหมดเลยนั้น ไม่ได้หมายความว่ามีม่านตาสีขาวนะครับ เขาพวกนี้คือ คนเผือก (albino) ซึ่งมีม่านตาสีแดงเพราะเป็นสีของเส้นเลือดหลังลูกตา

สำหรับคำว่า omic นั้น Oxford English Dictionary (คำว่า omic มาจากคำว่า ome ซึ่งทำหน้าที่เป็น suffix) ได้ให้ความหมายของ omic ที่เกี่ยวกับเรื่องของ cellular และ molecular biology ว่า เมื่อนำคำนี้ไปประกอบคำนามอื่นจะมีความหมายว่า "all constituents considered collectively" ดังนั้น genomic จึงน่าจะหมายถึง all of genes

คำว่า genomics นี้ถูกประดิษฐ์โดย Dr. Tom Roderick ซึ่งเป็นนักพันธุศาสตร์ของ Jackson Laboratory (Bar Harbor, Maine) ในระหว่างการประชุมที่รัฐ Maryland เกี่ยวกับผลงานวิจัยด้าน human genome ในปี ค.ศ. 1986  

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นคำว่า genomics น่าจะหมายถึง การศึกษาหน้าที่และการทำงานของยีนในเซลล์ ถ้าเป็น nutrigenomics ก็จะเป็นการศึกษาถึงผลของสารอาหารที่มีต่อการทำงานของยีนในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มก้าวเข้าไปศึกษาถึงระดับโปรตีนแล้ว โดยใช้คำว่า proteomics ซึ่งน่าจะหมายถึง การศึกษาหน้าที่และการทำงานของโปรตีนในเซลล์หรือสิ่งมีชีวิต

สำหรับคำใกล้เคียงกันอย่าง Nutrigenetics ติดตามได้ในตอนหน้า