โภชนาการส่วนบุคคล (4)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โภชนาการส่วนบุคคล (4)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ประเด็นที่เป็นข้อน่าเสียดายของการศึกษาด้านโภชนาการส่วนบุคคลคือ ผลการทดลองที่ดูว่าประสบความสำเร็จนั้นมักทำซ้ำไม่ค่อยได้ ซึ่งอาจเนื่องมาจากจำนวนอาสาสมัครที่ใช้ในการศึกษาน้อยไป จนไม่สามารถวิเคราะห์ผลทางสถิติที่ชัดเจนได้ อีกทั้งกลุ่มควบคุมซึ่งใช้ในการเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ถูกทดลองอาจมีความแตกต่างของพื้นฐานทางระบบในร่างกายจนเทียบกันยาก ปัญหาลักษณะนี้เกิดเสมอถ้าจำนวนอาสาสมัครน้อย เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่มีความแตกต่างในแต่ละบุคคลสูง โดยเฉพาะในเรื่องของหน่วยพันธุกรรมที่ต่างมีจำเพาะของตน (ต่างจากสัตว์ทดลองซึ่งเราสามารถทำให้มีพันธุกรรมเหมือนกันได้ถึงร้อยละ 99 ขึ้นไป) ตลอดจนอาจมีการแปลผลเข้าข้างตนเองของผู้ทำการศึกษา

อย่างไรก็ตามแม้ว่าปัญหาจะยังมีอยู่ แต่การศึกษาทางด้านโภชนาการส่วนบุคคลนั้นมีความเย้ายวนเชิงธุรกิจเป็นอย่างยิ่ง อีกทั้งเมื่อมนุษย์มีความรู้มากขึ้นด้านอาหารโภชนาการและวิทยาศาสตร์สุขภาพ ความกังวลในสุขภาพของแต่ละคนก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ผู้ประกอบการภาคธุรกิจสุขภาพจึงมองเห็นโอกาสหากำไรได้จากลูกค้าที่ต้องการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ผู้เขียนขอยกตัวอย่างคลิปหนึ่งใน YouTube เรื่อง DNA Personalized Nutrition ซึ่งเป็นโฆษณาของบริษัท GenWize ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญด้าน biochemical genetic


บริษัทนี้ขายชุดทดสอบที่เป็นสำลีลักษณะคล้าย สำลีสำหรับเช็ดหู (cotton bud) ขนาดใหญ่เพื่อใช้ป้ายกระพุ้งแก้มแล้วใส่บรรจุภัณฑ์พิเศษส่งกลับให้บริษัท ซึ่งขณะป้ายจะมีเซลล์กระพุ้งแก้มติดไปด้วย จากนั้นบริษัทจะทำการวิเคราะห์ลำดับเบสของหน่วยพันธุกรรมทั้งหมดของลูกค้าว่า มียีนอะไรไหมที่ผิดปรกติ และความผิดปรกตินั้นมีผลเกี่ยวกับการใช้สารอาหารหรือไม่ ถ้ามียีนผิดปรกติ ทางบริษัทจะสั่งทำสูตรสารอาหารสังเคราะห์ที่จำเพาะคุณคนเดียว (โภชนาการเฉพาะตน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อาจทำให้สุขภาพคุณไม่เต็มร้อยได้เต็มร้อยเสียที โดยมีค่าใช้จ่ายที่คุณจ่ายได้สบายมาก(คำพูดในโฆษณาประมาณนั้น) ดูคลิปนี้แล้วต้องใช้หลักกาลามสูตรที่พระพุทธเจ้าสอนอย่างหนัก เพราะเรื่องนี้อาจไม่ใช่การหลอกลวง แต่มีประเด็นว่าจำเป็นและเชื่อว่าได้ผลหรือไม่

นอกจากนี้ยังมีอีกคลิปหนึ่งชื่อ Personalized Nutrition ใน YouTube ซึ่งก็เป็นโฆษณาในทำนองเดียวกับคลิปแรกแต่เป็นของ Biotechnology Industry Organization โดยมีจุดที่น่าสนใจคือ ทำคลิปนี้ให้เป็นเรื่องราวสั้นๆ (ในอนาคตอันใกล้) ของนักธุรกิจสองคนเข้าไปในร้านอาหารแล้วสั่งอาหารโดยบอกรายการอาหารที่เป็นรหัสปัญหาของพันธุกรรมของแต่ละคน เพื่อให้ได้อาหารสูตรเฉพาะตนที่ (น่าจะ) ทำให้ร่างกายเขาสมบูรณ์เท่าที่ควรเป็น อย่างไรก็ตามผู้เขียนยังไม่ปักใจลงไปว่า ผลของสารอาหารเพียงอย่างเดียวจะสามารถปรับเปลี่ยนสิ่งที่กำหนดด้วยพันธุกรรมได้ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น น่าจะมีองค์กรระดับนานาชาติให้ทุนวิจัยในด้านนี้เพื่อหาสารอาหารที่เมื่อคนบางคนซึ่งมีพันธุกรรมขี้โกงกินแล้วเลิกโกงได้ หรือมีพันธุกรรมแสดงนิสัยโหดร้ายก็เลิกโหดร้ายได้ ซึ่งควรทำให้ภาพลักษณ์ของโลกนี้สวยงามขึ้น


ตัวอย่างของโภชนาการส่วนบุคคลที่เห็นได้ชัดเจนว่าน่าจะเหมาะกับคนทางเอเชียคือ การแก้ปัญหาการย่อยน้ำตาลแลคโตสไม่ได้ (lactose intolance) หลังจากโตขึ้นแล้วเลิกดื่มนมเป็นเวลานาน จริงอยู่ที่ว่า ถ้าการกลับมาดื่นนมหรือกินอาหารที่มีนมที่ละน้อยๆ อาจช่วยให้บางคนกลับมามีเอนไซม์ย่อยน้ำตาลแลคโตสได้เช่นผู้เขียนซึ่งดื่มนมวัวได้แบบไม่มีปัญหา แต่ก็มีอีกหลายคน (ซึ่งมักเป็นลักษณะเฉพาะของครอบครัว) ที่ยังไง ๆ เมื่อกลับมาดื่มนมแล้วจะถ่ายเหลวพร้อมกับการปวดมวนท้อง เช่นนี้ก็ต้องมีอาหารเฉพาะตนที่ไม่มีนมเป็นองค์ประกอบ หรือถ้าจะมีก็ต้องเป็นนมเปรี้ยวซึ่งแบคทีเรียได้จัดการกินแลคโตสแล้วถ่ายออกเป็นกรดแลคติกแทน

ความสนใจเกี่ยวกับ nutrigenomics นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่มีความร่วมมือระหว่างประเทศในการวิเคราะห์จีโนมมนุษย์เพื่อดูความแปรปรวนของหน่วยพันธุกรรมที่ทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพ (และอื่นๆ ซึ่งอาจรวมถึง ความเบี่ยงเบนทางเพศ พฤติกรรมที่ดีและไม่ดีต่างๆ ซึ่งไม่เป็นที่เปิดเผยแต่คงมีแน่ๆ เพราะมิเช่นนั้นข้อมูลที่กล่าวว่า มนุษย์มียีนของการเป็นเกย์ คงไม่ถูกเผยแพร่ออกมา) ซึ่งสร้างความคาดหวังสูงส่งในทางการแพทย์ เภสัชกรรม และอุตสาหกรรมอาหาร ในการปรับปรุงคุณภาพชีวิตที่ด้อยให้ดีเท่าที่ควรเป็นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบำบัดโรคเรื้อรัง โรคทางพันธุกรรม การควบคุมการแสดงออกของพันธุกรรม (ซึ่งเรียกว่า ฟีโนไทป์ phenotype) และสุดท้ายสิ่งที่จักรพรรดิจิ๋นซีต้องการมากที่สุดคือ อายุวัฒนะ ซึ่งน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะผ่านมาเป็นพันปี มนุษย์ที่อายุยืนสุดๆ ก็ยังไม่เกิน 150 ปีเลย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม