สารพิษก่อเบาหวาน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

สารพิษก่อเบาหวาน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ผู้เขียนเป็นคนกลัวสภาพความผิดปรกติของร่างกายที่เรียกว่า เบาหวาน มากกว่าอาการผิดปรกติอื่นๆ ของร่างกาย เพราะเคยเป็นคนชอบกินหวาน แม้ปัจจุบันได้พยายามลดการกินหวานลงแล้ว แต่ก็ยังหาความรู้อยู่บ้างว่า ความผิดปรกตินี้มีสาเหตุจากอะไร ทำให้ได้ความรู้จาก http://kanchanapisek.or.th (สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน) ให้ข้อมูลว่า เมื่อ พ.ศ. 2540 สมาคมเบาหวานแห่ง สหรัฐอเมริกา (American Diabetes Association :  ADA) และองค์การอนามัยโลกจำแนกโรคเบาหวานออกเป็น 4 ชนิดตามสาเหตุการเกิดคือ

เบาหวานชนิดที่ 1 (Diabetes mellitus type 1) เป็นเบาหวานที่เกิดจากเซลล์ของตับอ่อนชนิดเบตาเซลล์ถูกทำลายจนไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ สร้างภูมิที่ทำลายเบตาเซลล์ของตนเอง ทำให้ขาดอินซูลินที่จะควบคุมระดับน้ำตาล

เบาหวานชนิดที่ 2 (Diabetes mellitus type 2) เกิดเนื่องจากปัจจัยหลายๆ อย่างร่วมกัน ทั้งพันธุกรรมและสภาวะภายนอกร่างกาย โดยพันธุกรรมที่เป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่ 2 แตกต่างจากโรคเบาหวานชนิดที่ 1 อีกทั้งมีปัจจัยซ้ำเติมอื่นจากภายนอกได้แก่ พฤติกรรมการดำรงชีวิตที่ไม่ถูกต้อง รับประทานอาหารมากเกินความต้องการ อาหารที่รับประทานไม่ถูกหลักโภชนาการ ขาดการออกกำลังกายที่เหมาะสม นั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะเป็นประจำ ใช้อุปกรณ์ผ่อนแรงหลากหลาย และภาวะเร่งรีบของชีวิตคนในเมือง รวมทั้งภาวะเครียดจนเกิดภาวะดื้ออินซูลิน และมีความผิดปกติในการหลั่งอินซูลินของตับอ่อน)

เบาหวานชนิดที่ 3 เป็นชนิดที่มีสาเหตุจำเพาะ (Diabetes mellitus caused by specific condition) เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทราบรูปแบบชัดเจน และเกิดจากโรคของตับอ่อน เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง มีธาตุเหล็กสะสมที่ตับอ่อนจำนวนมากหรือตับอ่อนถูกตัด นอกจากสองสาเหตุดังกล่าวแล้ว ยังมีความผิดปกติของระบบฮอร์โมนที่ผลิตมากเกินควร เช่น ผลิตฮอร์โมนการเจริญเติบโตมากเกินไป ผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลมากเกิน เกิดจากยาและสารเคมี และอื่นๆ

เบาหวานชนิดที่ 4 มักเกิดในหญิงมีครรภ์ (Gestational diabetes mellitus) ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานร่วมกับผลของฮอร์โมนจากรกและฮอร์โมนเพศที่เพิ่มสูงมากขณะตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่ระดับน้ำตาลในเลือดกลับเป็นปกติได้หลังคลอดบุตร ผู้หญิงที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์นั้นมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวานแบบอื่นในอนาคตสูงคนปรกติ

ข้อมูลเรื่องเบาหวานนี้เพิ่มมากขึ้นกว่าสมัยที่ผู้เขียนเรียนหนังสือเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ประเด็นที่น่าสนใจคือ  เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะซึ่งอาจเกิดจากสารเคมีซึ่งเป็น สารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อม (Persistent organic pollutant หรือ POP) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นกันว่ามันน่าจะเป็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานได้เช่นกัน ผู้เขียนจึงขอนำมาเขียนให้อ่านในโลกสีเขียวฉบับนี้

สารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นปัญหาสำคัญทางสิ่งแวดล้อม ซึ่งนานไปดูเหมือนจะแก้ได้ยากขึ้นทุกวัน  เนื่องจากสารพิษเหล่านี้สามารถเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารแล้วก่อความเป็นพิษในร่างกายมนุษย์ตามที่สังคมโลกได้ประจักษ์ อีกทั้งประเทศที่ผลิตสารพิษในกลุ่มนี้ยังมิได้มีนโยบายที่ชัดแจ้งในการเลิกผลิตเลย
ภาพ : ดัดแปลงจาก www.bofep.org/pops.htm

ตัวอย่างสารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อมที่ก่อปัญหาอย่างชัดเจน ได้แก่
- สารกลุ่มไดออกซิน (polychlorinated dibenzo-p-dioxins หรือ PCDDs)
- สารกลุ่มไดเบ็นโซฟูแรน (polychlorinated dibenzofurans หรือ PCDFs)
- สารกลุ่มโพลีคลอริเนตเต็ดไบฟีนีล (polychlorinated biphenylsหรือ PCBs)
- สารกลุ่มเฮ็กซาคลอโรเบ็นซีน (hexachlorobenzene หรือ HCB)
- สารพิษกลุ่มออร์กาโนคลอรีน (organochlorines) ซึ่งมีตัวอย่างที่สุดร้ายคือ ดีดีที
และสารกลุ่มเปอร์ฟลูออโรเคมิคอล (perfluorochemicals หรือ PFCs ซึ่งมีสมาชิกที่ถูกนำไปใช้ผลิตเป็นสารทนความร้อนเพื่อใช้เคลือบกระทะ nonstick ซึ่งเมื่อถูกใช้ผิดวิธี คือให้ความร้อนนานโดยไม่ใส่อาหารลงไป จนสารพิษจะระเหยหลุดออกมากับควันขณะที่กระทะไหม้ได้)

คำจำกัดความของสารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อม (POP) นั้น Wikipedia กล่าวว่ามันเป็นสารอินทรีย์ที่ทนต่อการถูกทำลายในสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นการทำลายทางเคมี การทำลายทางชีวภาพ หรือถูกแสงธรรมชาติทำลาย โทษสมบัติเหล่านี้ทำให้สารกลุ่มนี้สามารถสะสมได้ในสิ่งมีชีวิตของห่วงโซ่อาหาร ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าอะไรก็ตามที่เข้าสู่ห่วงโซ่อาหารได้นั้น ย่อมมีผลต่อสมาชิกของห่วงโซ่อาหารนั้นๆ

ส่วนใหญ่ของสารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อมนั้นมนุษย์เป็นผู้ประดิษฐ์ขึ้นมา หลายชนิดเคยถูกใช้เป็นสารกำจัดศัตรูพืชเนื่องจากโทษสมบัติคือ ความเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิตนั่นเอง ในขณะที่หลายชนิดเคยและ / หรือยังคงถูกใช้ในอุตสาหกรรมเคมีเช่น เป็นตัวทำละลาย เป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารอื่นรวมทั้งยาบางชนิด

เนื่องจากมีการศึกษาพบถึงผลร้ายของสารเคมีกลุ่มนี้ต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิต สาธารณชนจึงเริ่มให้ความสนใจถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยสารกลุ่มนี้ โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับโทษสมบัติที่เป็น สารรบกวนการทำงานของระบบฮอร์โมน (Hormone disruptors) ซึ่งมักส่งผลถึงระบบสืบพันธุ์และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งบางชนิด สารบางชนิดมีผลต่อการทำงานของระบบหัวใจ ความผิดปรกติของตัวอ่อนในท้องแม่ เชาว์ปัญญาในเด็ก ระบบประสาท ระบบภูมิต้านทานและโรคอ้วน

ปัญหาต่อสุขภาพมนุษย์และสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากสารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อมได้ถูกนำขึ้นมาพิจารณาในการประชุมซึ่งจัดโดย United Nations Environment Programme (UNEP) เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2001 เรื่อง  Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants โดยมีผู้แทนจาก 179 ประเทศเข้าประชุม เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2001 โดยการประชุมครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะกำจัดหรือจำกัดการผลิตสารเคมีกลุ่มนี้ ซึ่งผลลัพธ์ก็เป็นอย่างที่คาดได้ว่า ประเทศส่วนใหญ่เห็นด้วยต่อการทำให้ปัญหานี้ลดลง มีเพียงส่วนน้อย (แต่มีอำนาจต่อเศรษฐกิจโลก) ซึ่งเห็นด้วยแต่ยังไม่ขอลงนามเท่านั้น ประเทศเหล่านี้ท่านผู้อ่านคงพอเดาได้ว่าเป็นใคร สนใจหาข้อมูลดูได้จาก Wikipedia ในหัวข้อ Persistent organic pollutant และ Stockholm Convention on Persistent Organic Pollutants

ปัจจุบันนี้มีข้อมูลการศึกษาเพิ่มขึ้นมาว่า สารพิษกลุ่มสารพิษที่คงทนในสิ่งแวดล้อมนี้ในระดับต่ำเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานในผู้เคราะห์ร้าย โดยไปปรับเปลี่ยนการใช้น้ำตาลกลูโคสในร่างกายหรือมีผลต่อการต้านการทำงานของฮอร์โมนอินซูลิน

ในบทความเรื่อง A Strong Dose - Response Relation Between Serum Concentrations of Persistent Organic Pollutants and Diabetes เขียนโดย Duk - hee lee ในวารสาร Diabetes Care ปี 2006 ได้กล่าวว่า Ronald Ziegler (อดีตโฆษกรัฐบาล หรือ White House Press Secretary ในช่วงปี 1969-1974) ได้แถลงในคณะกรรมการทหารผ่านศึกของรัฐสภาสหรัฐอเมริกันว่าการเป็นเบาหวานประเภท 2 นั้นได้ถูกเพิ่มในบัญชีของอาการที่เป็นพิษของทหารผ่านศึกที่เคยสัมผัสสาร Agent orange (สารพิษที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อมนุษยชาติเนื่องจากการปนเปื้อนของไดออกซิน) ในสงครามเวียดนาม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า หน้านี้ของเว็บที่ถูกอ้างเป็นเอกสารอ้างอิงนั้นได้ถูกถอดออกไปแล้วและ Ziegler ก็ตายไปแล้วในปี 2003

มีข้อน่ากังวลว่า ผลที่เกิดขึ้นต่อผู้บริโภคจะเป็นอย่างไรนั้นยังไม่มีใครตอบได้ แม้จะมีผู้พยายามประเมินโดยใช้สถานะภาพที่แท้จริงของการสัมผัสสารพิษที่คงทนต่อสิ่งแวดล้อมในขนาดต่ำ นักวิชาการได้แต่อาศัยข้อมูลจากผลการศึกษาในสัตว์ทดลองว่า ไดออกซินชนิดที่เรียกชื่อย่อว่า TCDD นั้นก่อให้เกิดปัญหาเบาหวานโดยมันไปมีผลทำให้การทำงานของโปรตีนที่นำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์หลังจากถูกอินซูลิน (insulin responsive glucose transporter) นั้นต่ำลง

ผู้เขียนได้อ่านบทความที่น่าสนใจของ Dr. Michael Greger  เรื่อง Pollutants in Salmon and Our Own Fat มีใจความว่า มีการศึกษาในสหรัฐอเมริกาที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการสัมผัสสารพิษที่คงตัวในสิ่งแวดล้อม เช่น เฮ็กซาคลอโรเบ็นซีนและการเป็นเบาหวาน โดยงานวิจัยนี้รายงานโดยกลุ่มวิจัยของฮาร์วาร์ดนำโดย Dr. D. Lee และคณะ ซึ่งร่วมอยู่ในโครงการใหญ่ชื่อ Nurse’s Health Study

Nurse’s Health Study เป็นระบาดวิทยาที่ติดตามสุขภาพของพยาบาลซึ่งใช้เป็นอาสาสมัครกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด (238,000 คน) และใช้ช่วงเวลายาวที่สุดเท่าที่มีมา เพื่อค้นหาว่ามีปัจจัยใดบ้างที่มีผลต่อสุขภาพของผู้หญิง งานวิจัยนี้เริ่มต้นในปี 1976 และขยายตัวในปี 1989 จนปัจจุบันนี้อยู่ในระยะการศึกษาที่ 3 ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2010 โดยข้อมูลจากผู้เข้าร่วมการวิจัยนี้นำไปสู่ความเข้าใจใหม่ ๆ เกี่ยวกับสุขภาพและโรค โดยมีการป้องกันมะเร็งเป็นเป้าหมายหลักและมีเป้าหมายรองเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดโรค เบาหวาน และอื่นๆ อีกมากมาย สิ่งสำคัญที่สุดคือการศึกษาเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นว่าอาหาร การออกกำลังกายและปัจจัยการดำเนินชีวิตอื่นๆ ที่ดีช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพดีขึ้น

สารเฮ็กซาคลอโรเบ็นซีนซึ่งมีการปนเปื้อนในอาหารมากที่สุดนี้ พบได้ในปลาแซลมอนและปลาซาร์ดีนที่ขายในสหรัฐอเมริกา โดยที่ปลาเหล่านี้มักเป็นปลาเลี้ยงในฟาร์มซึ่งมีสารพิษนี้ปนเปื้อนสูงเป็นสิบเท่าของปลาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ (เรื่องนี้อาจนำมาสู่คำถามถึงสัตว์น้ำที่ถูกเลี้ยงในลักษณะที่เป็นฟาร์มในประเทศต่างๆ ว่ามีปัญหาหรือไม่กับสารพิษอื่นๆ)

ความจริงสารเฮ็กซาคลอโรเบ็นซีนนั้นถูกห้ามใช้ในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ช่วงปี 1970 แล้ว แต่เนื่องจากมันเป็นสารที่คงตัวสูง (ตกค้างในสิ่งแวดล้อมนาน 50-75 ปีเป็นอย่างน้อย) และอัตราการเป็นเบาหวานของชาวอเมริกันก็ยังคงสูง ดังนั้นเมื่อนำข้อมูลทั้งสองมาสัมพันธ์กันผลที่ได้จึงยังได้รับความสนใจ และที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์ลักษณะนี้พบชัดเจนในคนอ้วนมากกว่าคนผอม ซึ่งเข้าใจกันว่าเนื่องจากคนอ้วนมีไขมันในร่างกายซึ่งเป็นที่สะสมสารพิษที่ได้จากอาหารที่มีการตกค้างของสารพิษนั่นเอง นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่ายิ่งอ้วนเท่าใดความสัมพันธ์ต่อการเกิดเบาหวานก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น ดังนั้นนอกจากการได้รับสารพิษจากไขมันที่เป็นอาหารเนื้อสัตว์ประจำวันแล้ว การปลดปล่อยสารพิษออกมาจากไขมันในร่างกายเราสู่ระบบเลือดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่กำหนดปริมาณความเข้มข้นของสารพิษนี้ในเลือด ซึ่งจะไปส่งผลต่ออวัยวะที่สร้างอินซูลินคือ ตับอ่อนนั่นเอง

สำหรับสารพิษชนิดอื่นที่อาจมีผลต่อการเป็นเบาหวาน เนื่องจากมันปนเปื้อนได้ในอาหารที่มีเฮ็กซาคลอโรเบ็นซีนปนเปื้อนคือ ปรอท โดยในปี 1995 มีรายงานการศึกษาถึงปริมาณของโลหะนี้ในเส้นผมของชาวญี่ปุ่นในโตเกียว ซึ่งตีพิมพ์เป็นบทความวิจัยเรื่อง Concentration of mercury in hair of diseased people in Japan ในวารสารชื่อ Chemosphere ปี 1995 รายงานว่า คนที่ป่วยเป็นเบาหวานนั้นดูเหมือนจะมีปรอทในเส้นผมสูงกว่าปรกติ

อย่างไรก็ตามปรอทเองนั้นก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน ยกเว้นเมื่อมันปรากฏตัวในคนพร้อมกับไดออกซินก็จะก่อให้เกิดอาการต้านอินซูลิน (insulin resistance) ซึ่งรายงานนี้เป็นผลที่ได้จากการทำวิจัยในอาสาสมัครที่อาศัยบริเวณใกล้โรงงานผลิตเพ็นตาคลอโรฟีนอลซึ่งถูกทิ้งร้างในเมือง Hsien-Gong, Lu-Erh, และ Ssu-Tsao Li ในประเทศจีน เมื่อปี 2005-2007 เรื่อง Simultaneous exposure of non-diabetics to high levels of dioxins and mercury increases their risk of insulin resistance ซึ่งตีพิมพ์ในวารสารชื่อ Journal of Hazardous Materials ในปี 2011

ข้อมูลที่กล่าวมาในบทความตอนนี้คงทำให้ท่านผู้อ่านเห็นว่า นโยบายในการควบคุมปริมาณสารเคมีที่ถูกปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมนั้นมีความสำคัญต่อสุขภาพของประชากรชาวโลก แต่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่ความเข้าใจในเรื่องนี้ไม่ค่อยไปถึงคนที่ควรรับผิดชอบในเรื่องนี้ในบางประเทศสักเท่าไร ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของพิธีสารเกียวโต ซึ่งถือได้ว่าประสบความสำเร็จไม่เต็มที่ เพราะนักการเมืองในประเทศที่เป็นกุญแจสำคัญไม่ได้ยอมรับในความจริงว่า สุขภาพของโลกใบนี้ค่อนข้างแย่แล้ว สนใจข้อมูลเรื่องนี้อ่านต่อได้ที่นี่

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม