ปรากฏการณ์ "อ้วน"

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ปรากฏการณ์ "อ้วน"

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ผู้เขียนเป็นคนที่อายุใกล้เกษียณจากการทำงานแล้ว ดังนั้นสิ่งที่กลัวที่สุดในช่วงชีวิตต่อไปคือ การตายไม่สบาย ซึ่งต่างจากการตายแบบใบไม้ที่มันเหี่ยวแห้งแล้วหลุดจากขั้วหล่นลงดิน  แบบว่าหมดแรงเบื่อการอยู่ในโลกนี้แล้ว ขอไปเสียทีเถอะ

การตายไม่สบายนั้นมีหลายแบบ แต่โดยรวมแล้วคือ การตายเนื่องจากการเป็นโรค ทั้งที่ป้องกันรักษาไม่ได้ และที่ป้องกันได้แต่รักษายาก

โรคที่ป้องกันรักษาได้นั้น เช่นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งปัจจุบันเสมือนว่าเรามีวัคซีนแล้ว แต่นี่อีกไม่นานจะขึ้นปี 2010 แล้ว ก็ให้สงสัยว่าไวรัสจะกลายพันธุ์เป็นสายพันธุ์ใหม่ 2010 หรือไม่ วัคซีนปี 2009 จะป้องกันได้หรือไม่หนอ เพราะมันข้ามปีไปแล้ว

ส่วนโรคที่ป้องกันได้แต่รักษายากนั้น ความจริงมีมากมาย เช่น มะเร็ง อาการหมดสมรรถภาพทางร่างกายต่าง ๆ  โรคอ้วน โรคความจำสั้น (แม้ว่ารักฉันจะยาวก็ตาม) โรคเส้นเลือดหัวใจตีบตัน เป็นต้น งวดนี้เลยอยากจะขอคุยเรื่องเกี่ยวกับโรคอ้วนก่อน เพราะเกี่ยวพันกับการกินและเป็นปฐมบทของอีกหลายโรค เช่น มะเร็ง เส้นเลือดหัวใจตีบ และเบาหวาน

ไม่อ้วนเอาเท่าไร

สถิติการตายจากหน่วยราชการไทยที่เกี่ยวข้องแจ้งว่า คนไทยตายด้วยโรคหัวใจเป็นอันดับสี่ รองจากมะเร็ง อุบัติเหตุ และความดันโลหิตสูง ท่านผู้อ่านดูข้อมูลได้ที่นี่

โรคเกี่ยวกับหัวใจนั้นเป็นโรคของคนอ้วน (ยกเว้นบางครั้งก็เกิดได้ในคนผอมบางคน) ดังนั้นเมื่อคนอ้วนมากขึ้น คนเป็นโรคหัวใจก็มากขึ้น

สมัยก่อนสัก 50 ปีมาแล้ว ไม่ค่อยมีคนอ้วนในเมืองไทย อาจเป็นเพราะชาวบ้านไม่ค่อยมีกินกัน แถมรถเมล์ก็ไม่ค่อยมี หรือมีก็ไม่ค่อยมา เลยต้องเดินบ่อย ทีวีก็ไม่มีรายการหลอกเด็กและผู้ใหญ่มากนัก ทุกเพศทุกวัยเลยต้องหากิจกรรมทำเอง เช่นกรณีเด็ก ก็ต้องวิ่งเล่นกันเป็นฝูง

แต่สมัยนี้ไปที่ไหนก็พบคนอ้วนมากมาย เพราะชาวบ้านมีเงินมากขึ้นจากการขายที่นา (ตามคำแนะนำของหนอนบ่อนไส้) ให้พวกอาหรับเอาไว้ปลูกข้าวกินกันเอง จึงซื้อรถมาขับกัน (เพราะรถเมล์ถึงมีก็ไม่ค่อยมาเหมือนเดิม เนื่องจากมันติดอยู่ที่ไฟแดง) และเด็กก็ดูแต่ทีวีรายการเฮงซวย ไม่ออกไปวิ่งเล่น หรือไม่ก็เล่นเกมส์คอมพิวเตอร์แต่เช้ายันค่ำ

ดังนั้นสิ่งที่น่าห่วงต่ออนาคตของชนชาติไทยคือ เด็กอ้วน เพราะทุกโรงเรียนมีเด็กอ้วนมากขึ้นทุกปี อาจเนื่องจากจิตสำนึกของคนไทยที่ว่า เด็กอ้วนเป็นเด็กที่น่ารัก ทั้งที่ความจริงแล้ว คนที่อ้วนตั้งแต่เล็กเมื่อโตขึ้นจะอ้วนง่ายกว่าคนผอม

เคยมีนักวิทยาศาสตร์สุขภาพศึกษาพบว่า คนที่อ้วนเมื่อเด็กนั้นมีเซลล์ไขมันมากกว่าคนผอม แม้ว่าเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่แล้วดูผอมลง แต่เมื่ออายุเข้าวัยชราก็มีความเสี่ยงที่จะอ้วนมากได้ ซึ่งความอ้วนเมื่อแก่นั้น นำมาสู่โรคหลายโรคที่เราไม่ปรารถนา เช่น โรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูง

คนที่อ้วนแต่เล็กจะลดน้ำหนักตัวยากกว่าคนที่อ้วนเมื่ออายุมาก เพราะแต่ละเซลล์ไขมันจะขยายใหญ่ขึ้นเมื่อร่างกายสะสมไขมัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่อ้วนหลังจากอายุเกิน 25 ปี มักไม่มีเซลล์ไขมันเพิ่ม (เนื่องจากร่างกายแก่เกินจะแบ่งเซลล์แล้ว) มีแต่ขนาดของเซลล์ใหญ่ขึ้น ดังนั้นเมื่ออายุมากขึ้น การเคลื่อนไหวร่างกายลดลง ใช้พลังงานน้อยลง แต่กินอาหารเท่าเดิมหรือมากขึ้น จึงอ้วนขึ้น ดังนั้นวิธีหลีกเลี่ยงของคนที่ไม่อ้วนแต่เล็กให้ไม่อ้วนตลอดไปคือ ใช้แรงงานเยอะ (หรือง่าย อาชีพที่เหมาะสมคือ ไปเป็นกรรมกรแบกปูนไปโบกตึก)

อนิจจัง วัฏสังขารา... อันสังขารนั้นไม่เที่ยงเลยหนอ

ท่านผู้อ่านที่อายุเกิน 50 ปีขึ้นไป คงได้คำตอบแล้วนะครับว่า ทำไมน้ำหนักตัวท่านถึงเพิ่มขึ้น พุงที่ไม่เคยยื่นก็ยื่น แถมบ้างก็ห้อย บ้างก็ป่อง มีนักวิทยาศาสตร์สุขภาพบางท่านบอกว่า โดยทั่วไปมนุษย์จะเพิ่มน้ำหนักตัวระหว่างอายุ 25 ถึง 55 ปี ประมาณปีละ 250 กรัม หรือน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหนึ่งกิโลกรัมทุกสี่ปีเป็นอย่างน้อย

มีข้อมูลในอินเตอร์เนตที่พูดเกี่ยวกับสถานะการณ์โรคอ้วน เช่น ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์ข่าวสดเมื่อไม่กี่ปีมาแล้วกล่าวว่า

“ตะลึง! อีก 8 ปี คนไทยอ้วนเพิ่ม 21 ล้านคน: นพ.วัลลภ ไทยเหนือ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้ประชากรอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปทั่วโลก อย่างน้อย 400 ล้านคน กำลังป่วยเป็นโรคอ้วน และคาดว่าอีก 8 ปีข้างหน้า จะมีคนอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 700 ล้านคน ส่วนไทยพบแนวโน้มคนอ้วนเพิ่มขึ้นน่าเป็นห่วงเช่นกัน จากการสำรวจสภาวะสุขภาพคนไทยอายุ 30 ปีขึ้นไป พบว่าคนอ้วนเพิ่มจากร้อยละ 20 ในปี 2534 เพิ่มเป็นร้อยละ 35 ในปี 2547 หรือประมาณ 15 ล้านคน องค์การอนามัยโลกคาดว่า ในปี 2558 จะมีคนไทยอายุ 30 ปีขึ้นไป เป็นโรคอ้วนร้อยละ 46 หรือกว่า 21 ล้านคน ผู้หญิงเป็นโรคอ้วนมากกว่าผู้ชาย  โดยสาเหตุเกิดจากความไม่สมดุล ระหว่างพลังงานที่ได้จากอาหารที่กิน กับพลังงานที่ร่างกายใช้ไปในแต่ละวัน ทำให้เกิดการสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสังคมเมือง เช่น อยู่ในอพาร์ตเมนต์ คอนโดมิเนียม เพราะกินแล้วไม่ได้เคลื่อนไหว นอนดูทีวี ใช้รีโมตเปลี่ยนช่องสะดวกสบาย ขึ้นอาคารใช้ลิฟต์แทนการเดิน ความสะดวกสบายเป็นการนำภัยมาเยือนโดยไม่รู้ตัว จึงต้องเร่งปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะ 2 เรื่องใหญ่ คือ การกินและการออกกำลังกาย ควบคุมการกินไม่ให้กินเกิน”

คุณคิดว่าคนไทยอ้วนเพราะอะไร

เมื่อตั้งคำถามนี้ต่อผู้ที่มีการศึกษาและห่วงใยสุขภาพตนเอง จะพบบางคนตอบว่า “น่าจะเป็นจากลักษณะของอาหารที่รับประทานในช่วงราว 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคนไทยและประเทศในเอเชียเริ่มติดการรับประทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มีไขมัน คาร์โบไฮเดรต และโปรตีนสูง ทำให้มีอัตราผู้มีน้ำหนักเกินมาตรฐานสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเรื่องสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งไทยถือว่ามีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะคนในเมือง ทำให้มีระดับรายได้และสภาพการใช้ชีวิตที่ไปลักษณะเข้าสังคมสูง เน้นการทานอาหารนอกบ้าน”

ในขณะที่บางคนอาจตั้งข้อสังเกตว่า “คนที่อยู่ในต่างจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ชนบท ไม่พบว่ามีคนน้ำหนักเกินมากเท่ากับคนในเมือง อาจเป็นเพราะข้อสมมติฐานเดียวกัน คือ สภาพชีวิตของคนกลุ่มนี้ไม่ค่อยเปลี่ยน”

แต่ที่พบมากและเป็นคำตอบที่น่าสนใจคือ “เมื่อท้องอิ่ม...แต่ปากยังอยากไม่เลิก..อ้ามมม อย่อยๆๆ.. พร้อมกับการกินของหวานและอาหารทอดมากเกินไป ประกอบกับไม่ชอบออกกำลังกายด้วย”

บางเชือก (เพราะอ้วนมากจึงต้องใช้สรรพนามนี้แทน) กล่าวว่า “ที่อ้วนเพราะกินมาก ที่กินมากเพราะซื้อแต่ของกินจนไม่มีเงินไปทำอย่างอื่น (ละไว้ในฐานที่เข้าใจว่า คือ การออกกำลังกาย) จึงได้แต่กิน แล้วก็กิน กิน กิน”

ก่อนจะไปต่อในเรื่องโรคอ้วน ขอกล่าวพาดพิงโดยเจตนาถึงระบบการสนับสนุนการกีฬาและสันทนาการของรัฐที่มีให้แก่ข้าแผ่นดินที่เสียภาษีว่า ไม่เป็นสับประรดสักเท่าใด ตัวอย่างเช่น ในช่วงที่มีการแข่งกีฬาแห่งชาติ ไม่ว่าจะรุ่นเยาวชนหรือรุ่นประชาชน โทรทัศน์ต่าง ๆ แทบจะไม่ถ่ายทอดสดเลย ที่มีการถ่ายทอดทางช่อง 11 (ผมยังชอบใช้ชื่อนี้มากกว่า หอยม่วง) ก็มักทำเป็นแบบเสียไม่ได้ กำหนดเวลาถ่ายทอดไว้ที่ 15.00-18.00 น แล้วกีฬาบางอย่าง เช่อ วอลเลย์บอล หรือแบดมินตันและเทนนิส มันกำหนดเวลาได้ที่ไหน

สื่อมักฮือฮาตอนได้แชมป์ ไม่ว่าเป็นกีฬาประเภทใด เช่น กรณีวอลเลย์บอลหญิงไทยได้แชมป์เอเชีย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยดูดำดูดีกันที่ไหน เวลาแข่งในประเทศไทย ช่อง 11 ก็ถ่ายทอดบ้าง ไม่ถ่ายบ้าง ซึ่งความจริงแล้วไม่ต้องถ่ายสดก็ได้ แค่ทำเทปมาออกออกอากาศในเวลาที่ประชาชนอยู่บ้าน เช่น เสาร์-อาทิตย์ เพื่อให้เด็ก ๆ ได้มองเห็นความก้าวหน้าของนักกีฬาไทยว่ามีอนาคตเพียงใด ก็ยังดี

รัฐมนตรีท่านหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า จะพยายามให้มีทีวีสักช่องที่มีรายการกีฬาอย่างเดียว ซึ่งผมว่ามันเป็นปัญญาล้ำเลิศที่น่าสนับสนุนมาก เพราะเยาวชนและผู้สนใจการเล่นกีฬาทั่วไปจะได้ชมการถ่ายทอดหรือให้ดูเทปกีฬาจากต่างประเทศหลาย ๆ ชนิด แต่สิ่งที่กล่าวนี้ก็ไม่ได้เกิดเพราะท่านหลุดไปเสียก่อน

ดังนั้นถ้าปัญญาในเรื่องการทำให้คนไทยได้ดูกีฬาดี ๆ และมีสถานที่เล่นกีฬาเยอะ รัฐยังทำไม่ได้ ชาติหน้าบ่าย ๆ ค่อยคิดจัดโอลิมปิคแล้วกัน

กลับมาต่อที่โรคอ้วนนะครับ มีข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า ขณะนี้มีประชากร 1,000 ล้านคนมีภาวะน้ำหนักเกิน โดยในจำนวนนี้ 300 ล้านคนเป็นโรคอ้วน และคาดว่าในปี 2558 จะมีผู้ที่อ้วนทั่วโลกเพิ่มเป็น 1,500 ล้านคน ซึ่งไม่รู้ว่าจะทำให้เกิดภาวะโลกหมุนช้าหรือไม่

ในการศึกษาความชุกของโรคอ้วนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปี 2547 ใน 14 ประเทศนั้น ปรากฏว่าไทยอยู่ลำดับ 5 ที่มีความอ้วนชุกถึง 50% โดยอันดับหนี่งคือ ออสเตรเลีย ตามด้วยมองโกเลีย วานูอาตู และฮ่องกง ซึ่งน่าอับอายพอควรสำหรับคนไทย โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯเป็นสุดยอดของกลุ่มมีภาวะน้ำหนักเกินมากกว่าภาคอื่น

ในปี 2547 สถาบันวิจัยระบบสาธารณะสุข (สวรส.) พบว่า ผู้ที่มีน้ำหนักเกินจนถึงอ้วนนั้นมักอยู่ในวัยทำงาน โดยเป็นหญิงถึง 48% และน่าจะแปรผลได้ว่าเป็นหญิงอ้วนถึง 10 ล้านคน นับเป็นกองทัพคชสารอันมหึมาทีเดียว ซึ่งส่งผลให้ในช่วงปี พ.ศ. 2544 – 2549 คนไทยป่วยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวานเพิ่มขึ้น 2 เท่า และโรคมะเร็งเพิ่มขึ้น 1.5 เท่า

เมื่อรู้เช่นนี้แล้ว เราจะแก้ปรากฏการณ์อ้วนนี้อย่างไร งวดหน้ามาต่อกัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง ปลดล็อกความอ้วน

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม