นโยบายรัฐกับความอ้วน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

นโยบายรัฐกับความอ้วน

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ประชาชนกำลังปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเดินไปข้างหน้าแล้วไม่มีการถอยหลัง เป็นยุคที่คนไทยพบกับความจริงที่ว่า ข้าวนั้นหาไม่ยากแต่มันแพงโดยแท้ เพราะแม้กระทั่งตัวแทนผู้ส่งข้าวออกนอกประเทศก็กล่าวว่า ราคาข้าวจะสูงไปอย่างนี้ตลอดกาล ข้าวหอมมะลิปี 2552 นั้นจะแพงขึ้นมากเพราะราคาส่งออกวิ่งเข้าหาสองหมื่นบาทต่อตันแล้ว

สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) รายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 27 สิงหาคม 2552 ว่า นางพรทิวา นาคาสัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวถึงข้อสรุปของที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) เรื่องการประกันราคาข้าวนาปีฤดูการผลิตปี 52/53 ว่า กำหนดราคาข้าวเปลือกหอมมะลิไว้ที่ 15,300 บาทต่อตัน โดยจะเริ่มโครงการรับประกันราคาตั้งแต่เดือน ต.ค. 52 แสดงว่าโอกาสเห็นข้าวหอมมะลิใส่ถุง 5 กิโลกรัม ราคาต่ำกว่าร้อยห้าสิบบาทนั้นหมดไปแล้ว

คู่กับข้าวคงต้องกล่าวถึงน้ำตาล ซึ่งท่านผู้อ่านสามารถอ่านข่าวย้อยหลังเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในหนังสือพิมพ์บนอินเตอร์เน็ทหลายฉบับ จะพบรายงานข่าวว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 51 นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (ที่เพิ่งลาจากโลกนี้ไปเมื่อปลายเดือน พฤศจิกายน 52 นี้เอง) ได้เดินทางไปพบชาวไร่อ้อยพร้อมด้วยนายสุวิทย์ คุณกิตติ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในช่วงนั้นเพื่อร่วมรับฟังและแก้ไขปัญหาในราคาอ้อยที่ตกต่ำ แล้วรับปากในเรื่องการปรับราคาน้ำตาลทรายในท้องตลาดจาก 16 บาท เป็น 21 บาท เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ตันละ 807 บาท

หลังจากนั้นไม่กี่วันท่านผู้อ่านคงได้ประจักษ์ความจริงว่า รัฐบาลได้กลายเป็นเสือปืนไว ประกาศให้ราคาน้ำตาลขายได้เพิ่มอีก 5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งก็ได้รับความร่วมมืออย่างดีจากผู้ประกอบการที่เพิ่มราคาทันที โดยไม่มีผู้ประกอบการรายไหนยึกยัก ไม่เต็มใจขึ้นราคาเลย ส่วนประชาชนก็อิ่มสุขกันไปเต็มปากจนใกล้ตายทีเดียว

เหตุการณ์ดังกล่าวได้สอดคล้องกับการที่มีผู้ให้ฉายารัฐบาลในขณะนั้นว่า รัฐบาลลูกกรอก 1 ซึ่งดูสมเหตุสมผลในทางโภชนาการ เพราะคำว่าลูกกรอกนั้น ในพจนานุกรมไทย กล่าวว่า

ลูกกรอก (น) คนหรือลูกสัตว์มีแมวเป็นต้น ที่ตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในท้อง มีร่างกายครบบริบูรณ์ แต่ขนาดเล็ก เชื่อกันว่าจะให้คุณแก่เจ้าของหรือบางทีก็ใช้เป็นเครื่องรางของขลัง

ในทางโภชนาการนั้น เวลาพูดถึงคนตัวเล็ก ก็อาจหยามเหยียดได้ว่า เล็กเหมือนลูกกรอก กล่าวโดยง่ายว่า ผอม นั่นเอง

อย่างไรก็ดี ความผอมนั้นเป็นลาภอันประเสริฐ เพราะในทางระบาดวิทยาแล้ว คนผอมอายุยืนกว่าคนอ้วน เพราะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งน้อยกว่า โรคเบาหวานก็ไม่ต้องกลัว เส้นเลือดหัวใจก็ไม่ตีบ ดังนั้น การที่ข้าวแพง น้ำตาลแพงนั้น ถึงเป็นวิกฤตแต่มันก็เป็นโอกาสให้คนไทยมีอายุยืนนานขึ้น ยิ่งถ้ารัฐบาลนี้ยื้อการแก้รัฐธรรมนูญไปจนอยู่ครบสี่ปี คนไทยก็อายุยืนขึ้นไปอีก เพราะผอมลงเรื่อย ๆ แต่อายุจะยืนขึ้นอีกสี่ปีหรือไม่คงตอบยาก ความดีความชอบนี้ต้องยกให้นักกีฬาสีทั้งหลาย ทั้งสีเหลือง แดง น้ำเงิน ที่ช่วยกันชุมนุมประท้วงเป็นกิจวัตรให้เศรษฐกิจมั่นคงหยั่งรากลึกอยู่กับที่ ไม่ไปไหนสักที มองเห็นแต่หลังสิงค์โปร์และมาเลย์

การที่ราคาน้ำตาลพุ่งขึ้นทีเดียวหลายบาทนั้น หน่วยงานที่ทำงานด้านโภชนาการออกอาการชอบใจแน่  เพราะถ้าท่านผู้อ่านเข้าไปที่ http://nutrition.anamai.moph.go.th จะพบบทความวิชาการเรื่อง น้ำตาลทำไมต้อง 6 ช้อนชา ซึ่งแสดงปรัชญาเกี่ยวกับน้ำตาลในสายตาของกองโภชนาการ กรมอนามัยว่า

นักวิชาการด้านสาธารณสุข ประกอบไปด้วยแพทย์ ทันตแพทย์ และนักโภชนาการ มีความเห็นตรงกันว่าการบริโภคน้ำตาลแต่น้อย ย่อมลดความเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ องค์การอนามัยโลกกำหนดปริมาณน้ำตาลไม่ควรเกินร้อยละ 10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับประจำวัน ...

และอีกตอนหนึ่งว่า...ดังนั้น "เครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน" จึงแนะนำปริมาณน้ำตาลสำหรับประชากรโดยทั่วไป .ควรบริโภคไม่เกิน 6 ช้อนชา หรือ 24 กรัม ...ซึ่ง เท่ากับร้อยละ 7, 6, 5 และ 4 ของปริมาณพลังงาน 1400, 1600, 2000, และ 2400 กิโลแคลอรี ซึ่งเป็นปริมาณพลังงานที่แนะนำสำหรับเด็กเล็ก เด็กโต ผู้ใหญ่และวัยรุ่น และผู้ที่ใช้พลังงานมาก ตามลำดับ

ดังนั้นเมื่อประเมินสถานการณ์แล้ว แม่ค้าขายขนมหวาน คงต้องคิดเอาว่าใครเป็นคนหนุนให้รัฐบาลขึ้นราคาน้ำตาลทราย เพื่อให้ผู้บริโภคชาวไทยไม่อ้วน ถ้าไม่ใช่กองโภชนาการ ก็คงเป็นวงมะลิลาบราซิเลียน ที่ออกเพลงโปรดท็อปเท็นของผู้เขียนคือเพลง “ไม่อ้วนเอาเท่าไร” ซึ่งสามารถเข้าฟังได้ที่ http://www.imeem.com/daruno/music/28XzdW4m// เสียดายที่วงนี้ยุบไปแล้ว เพราะไม่เห็นออกอัลบั๊มอะไรอีกเลย

ในต่างประเทศนั้น ก็มีหลายเว็บที่ต่อต้านการกินน้ำตาล โดยมีเว็บหนึ่งน่าสนใจมาก เพราะกล่าวถึงอันตรายของการบริโภคน้ำตาลมาก ๆ ว่า ก่อให้เกิดอาการที่เป็นพิษต่อสุขภาพถึง 146 ประการ เชื่อได้บ้าง ไม่ได้บ้าง เพราะบางเรื่องดูมันไม่วิทยาศาสตร์เลย บางเรื่องแค่เข้าเค้า แต่หลายเรื่องผู้เขียนนอนยัน นั่งยัน ยืนยัน เลยว่าใช่แน่ เช่น เรื่องของโรคเบาหวาน มะเร็ง โรคอ้วน เป็นต้น เว็บดังกล่าวคือ http://www.healingcancernaturally.com/ ซึ่งเป็นเว็บขายของ ขอให้ท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณในการเข้าเยี่ยมชมด้วยครับ

สิ่งที่น่าสนใจในเรื่องน้ำตาลของเว็บดังกล่าว คือการกินน้ำตาลมากส่งผลให้สายตาไม่ดี แก่เร็ว ภูมิต้านทานต่ำ ความกังวลสูง กล้ามเนื้อขาดความอ่อนตัว เพิ่มไขมันชนิดไม่ดีในเลือด ฟันผุ ไขข้ออักเสบ หอบหืด ริดสีดวงทวาร ง่วงเหงาหาวนอน อาจถึงขั้นอัลไซเมอร์ด้วย ซึ่งจะเห็นว่าน้ำตาลนั้นน่ากลัวมาก ถ้ากินแล้วไม่ออกกำลังกาย

วันที่ 30 เดือนพฤศจิกายน ปี 2006 http://www.abc.net.au/health/default.htm ส่วนของกลุ่มข่าว ABC Health and well being ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Death by sugar  ซึ่งก็บรรยายเรื่องอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อบริโภคน้ำตาลมากเกินไป เช่น ปัญหาโรคอ้วน โรคหัวใจ เป็นต้น โดยไม่กลัวว่าจะขัดใจบริษัทผู้ค้าน้ำตาลเลย

ปัญหาเรื่องน้ำตาลแพงและอันตรายนี้มีทางออกที่น่าสนใจในเว็บ http://www.agalico.com ซึ่ง ได้มีการเสนอแนวทางแก้ปัญหาไว้ดังนี้คือ ให้กำจัดน้ำตาลออกไปจากบ้านให้หมด (คงต้องพยายามมองว่าน้ำตาลคือ ยาพิษกระมัง) โดยกระทำดังนี้
1.    เมื่อจำเป็นต้องใช้ ให้ซื้อมาทีละนิด (ข้อนี้คงทำได้ไม่ยาก เพราะสตางค์ก็คงมีน้อยแล้ว เนื่องจากข้าวของขึ้นราคากันจัง)
2.    ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนที่เหลือให้ทิ้งไป (ข้อนี้คงลำบากหน่อย เพราะมันแพง เปลี่ยนเป็นเอาไปขายต่อน่าจะไหว)
3.    ถ้าอดใจไม่ไหว ให้กัดของหวานชิ้นโปรดนั้นเข้าไปแค่คำเดียว เคี้ยวช้า ๆ แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ
4.    ออกกำลังกายทันทีที่รู้สึกอยากกินของหวาน วิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการที่ทำให้รู้สึกอยากกินได้ 
5.    เมื่อรู้สึกอยากกินของหวาน ให้ยืดเวลาออกไปอีก 15 นาที แล้วหาอะไรทำในระหว่างนั้น (คงหมายถึงให้ไปดูข่าวที่เน้นการเมืองแน่เลย) ความอยากจะหายไปในระหว่างรอ

ทำได้ดังนี้แล้ว ท่านก็จะมีความสุขกับความไม่อ้วน ตามสถานการณ์ที่เราต้องเน้นสุขภาพทั่วหน้าของประชาชนจริง ๆ

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม