เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 2

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

เรื่องสยองของไดออกซิน ตอนที่ 2

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ความเป็นพิษของไดออกซิน

ในทางพิษวิทยาแล้ว สารกลุ่มไดออกซินถูกจัดว่าเป็นสารพิษที่ก่อให้เกิดพิษเฉียบพลันต่ำ แต่มีพิษระยะยาวที่น่ากลัว สารพิษกลุ่มนี้โดยเฉพาะ TCDD เป็นสารพิษที่ก่อพิษได้อย่างน่าประหลาดใจ เพราะในการศึกษาฤทธิ์ก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองนั้นพบว่า แม้สัตว์ทดลองกลุ่มเดียวกันก็สามารถเกิดมะเร็งที่อวัยวะต่างกัน หรือแม้สัตว์ตัวเดียวก็สามารถเป็นมะเร็งได้มากกว่า 1 ชนิด จนดูว่ามันเป็นสารก่อมะเร็งชนิดไม่มีความจำเพาะกับอวัยวะใด

กระบวนการเมื่อสารนี้เข้าสู่ร่างกายนั้นพบว่า สารนี้เมื่อเข้าไปในเซลล์แล้วจะจับตัวกับโปรตีนผู้รับ (Receptor protein) ในไซโตซอล (ส่วนที่เป็นน้ำใสไม่รวมออร์กาเนลในไซโตพลาสซึมของเซลล์) จากนั้นจะมีโปรตีนอีกชนิดมากระตุ้นให้ไดออกซินที่จับกับโปรตีนผู้รับเข้าสู่นิวเคลียส ซึ่งมีกระบวนการอีกหลายประการเกิดขึ้นจนทำให้เกิดความวุ่นวายในการทำงานของดีเอ็นเอ และเกิดการเป็นมะเร็งในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ในการศึกษาเกี่ยวกับกระบวนการก่อให้เกิดมะเร็งของไดออกซินนั้น พบว่าไดออกซินไม่ใช่สารก่อมะเร็งชนิดที่ไปทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในลักษณะที่อะฟล่าทอกซินทำ กล่าวคือ ไม่จับตัวกับดีเอ็นเอในลักษณะก่อให้เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า เกิดการก่อกลายพันธุ์ก่อนกระตุ้นให้เซลล์กลายเป็นเซลล์มะเร็ง

ในทางตรงกันข้ามไดออกซินแสดงฤทธิ์ในการไปลดภูมิต้านทางของร่างกายและทำตัวเป็นเสมือนเป็นโปรโมเตอร์มวยที่ไปค้นหานักมวยมาเจียรนัยคือ ไปทำให้เซลล์มะเร็งที่มีหลบซ่อนอยู่ในร่างกายเรา ออกมาโชว์ตัวและเพิ่มปริมาณได้ ดังนั้นในสัตว์ทดลองที่ได้สารไดออกซินเข้าไป ถ้ามีเซลล์มะเร็งซ่อนอยู่หลายอวัยวะ โอกาสที่จะเกิดมะเร็งในหลายชนิดในสัตว์ตัวเดียวกันจึงเกิดขึ้นได้ ในทางวิชาการแล้วไดออกซินทำตัวเหมือนโปรโมเตอร์มากกว่าเป็นสารก่อมะเร็งด้วยตัวเอง

สิ่งที่ต้องคำนึงอีกประการคือ นอกจากมีส่วนร่วมในการก่อมะเร็งแล้ว TCDD ยังก่อให้เกิดลูกวิรูปในสัตว์ทดลองที่ตั้งครรภ์ โดยมีตัวอย่างที่ศึกษาในสัตว์เลือดอุ่นเช่นลิงด้วย อวัยวะที่มักเป็นปัญหาคือ ไต และต่อมไทมัส การให้สารพิษนี้ในปริมาณต่ำมาก ๆ แก่สัตว์ที่ตั้งครรภ์ ทำให้จำนวนลูกสัตว์ที่เกิดน้อยลง หรือเกิดการแท้งเพราะ TCDD ไปวุ่นวายกับวงจรของฮอร์โมนเพศหญิงในช่วงการตั้งท้องระยะแรก จึงทำให้เกิดการแท้ง ส่วนลูกสัตว์ที่รอดออกมาก็มีปัญหาทางการพัฒนา

ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการปนเปื้อนของไดออกซิน

เนื่องจากสารไดออกซินเป็นสารที่มีความเสถียรสูงในสิ่งแวดล้อม สามารถปนเปื้อนได้ทั้งในดิน น้ำ พืช ไขมันปลา เนื้อ ผลิตภัณฑ์นม แหล่งปนเปื้อนสามแหล่งหลังนั้นมีความเข้มข้นสูงกว่าแหล่งอื่น เนื่องจากสารไดออกซินจับตัวได้ง่ายกับไขมัน ดังนั้นผู้บริโภคจึงได้รับสารไดออกซินได้ง่ายจากการรับประทานอาหารเหล่านี้

สถาบันสาธารณสุขสหรัฐอเมริกา ได้กำหนดค่าสารไดออกซินที่ร่างกายมนุษย์สามารถรับได้คือ ไม่ควรเกินวันละ 0.001 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน

ปัญหาไดออกซินซึ่งฮือฮาในปีสุดท้ายของศตวรรษที่แล้ว (พ.ศ. 2542) เกิดจากความไม่สามารถปกปิดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในการผลิตอาหารของประเทศเบลเยี่ยม ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำของกลุ่มสหภาพยุโรปทีเดียว ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาใด ๆ เกี่ยวกับการผลิตอาหาร ปัญหานั้นก็กระจายไปยังประเทศใกล้เคียงและประเทศคู่ค้าที่อยู่ห่างออกไป

เรื่องของเรื่องเกิดขึ้นในโรงงานผลิตอาหารสัตว์แห่งหนึ่งชื่อ บริษัทเวอร์เคสต์ (Verkest) ของเบลเยี่ยม ซึ่งเป็นผู้ผลิตไขมันสัตว์ส่งสินค้าไปให้บริษัทผลิตอาหารสัตว์สิบแห่งในเบลเยียม และบริษัทของต่างประเทศอีกสองแห่งที่อยู่ในเนเธอร์แลนด์และฝรั่งเศส

จากการเล่าปากต่อปากแล้วลอยขึ้นไปอยู่บนอินเตอร์เน็ตเปิดเผยว่า มันเกิดจากความสับสนของคนงานที่เข้าใจผิดว่าสารละลายที่ดูคล้ายไขมันสีเหลือง ซึ่งความจริงเป็นสารละลายที่ถ่ายออกมาจากอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ซึ่งผู้เขียนเข้าใจเอาเองว่าน่าจะเป็นเครื่องแปลงความดันไฟฟ้าซึ่งมักมีสารโพลีคลอริเนตเต็ดไบฟีนีล (polychlorinatedbiphenyl หรือ PCB) เป็นสารช่วยระบายความร้อน และโดยที่การผลิตสารนี้มักมีไดออกซินปนเปื้อนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ความเข้าใจผิดของคนงานคนนั้นจึงนำของเหลวที่เขาคิดว่าเป็นไขมันพืชไปผสมกับไขมันพืชที่ใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ ดังนั้นไขมันที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์ในชุดนั้นจึงมีการปนเปื้อนของไดออกซินในปริมาณสูงที่ส่งต่อให้อาหารสัตว์ต่าง ๆ นั้นปนเปื้อนอย่างมาก

ตลาดค้าอาหารสัตว์พากันตื่นตระหนกไปทั่วยุโรป เพราะเวอร์เคสต์ป้อนผลิตภัณฑ์ที่ว่านี้ราว 8 หมื่นกิโลกรัมสู่ลูกค้า ปศุสัตว์บางแห่งบอกว่าระดับความเข้มข้นของไดออกซินปนเปื้อนในไขมันสัตว์ที่กินอาหารปนเปื้อนสารพิษเข้าไปสูงถึง 800 เท่าของมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ เมื่อข่าวแพร่สะพัด สหภาพยุโรปสั่งระงับการจำหน่ายเนื้อสัตว์และหมู พร้อมกันนั้นสั่งให้ทำลายซากเนื้อเหล่านั้นเสีย

เหตุการณ์ที่เกิดนี้ร้ายแรงเกินกว่าที่จะอุบให้เงียบได้ ในเบลเยียมหนังสือพิมพ์พาดหัวตัวโตว่า เป็น นิวเชอร์โนบิล (A New Chernobyl) หรือมหันตภัยระลอกใหม่ เหมือนๆ กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลในยูเครนระเบิดนั่นเทียว ผลจากโศกนาฏกรรมนี้ทำให้เบลเยียมสูญเสียรายได้จากการขายเนื้อสัตว์ราวๆ 767 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟาร์มกว่า 1,000 แห่งมีปัญหาในการเลี้ยงสัตว์ และทำให้ห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในไทยต้องกวาดเอาช็อกโกแลตลงจากชั้นวางของ และอาจมีการนำไปขายตามตลาดนัดคาราวานต่าง ๆ ทำให้ผู้นำเข้าสินค้านั้นขาดทุนกันไปตาม ๆ กัน

สารไดออกซินนั้นกำหนดให้มีในอาหารสัตว์ได้ไม่เกิน 5 พิคโคกรัมต่อปริมาณไขมัน 1 กรัม ในขณะที่ผลการตรวจ พบว่ามีสารไดออกซินในผลิตภัณฑ์จากไก่มากถึง 2,400 พิคโคกรัมต่อปริมาณไขมัน 1 กรัม และในไข่ไก่พบสารไดออกซินปนเปื้อนถึง 66 - 773 พิคโคกรัม สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย จึงประกาศควบคุมการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากเบลเยี่ยมและกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการปนเปื้อนจากสารไดออกซินในอาหาร ได้แก่ ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี โดยให้เพิ่มเงื่อนไขในการนำเข้าที่จะต้องรับรองว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวปราศจากการปนเปื้อนของสารไดออกซิน

ล่าสุดนี้ ในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 หนังสือพิมพ์ในประเทศไทยหลายฉบับได้ลงข่าวว่า สหภาพยุโรปได้เริ่มตรวจสาร "ไดออกซิน" ในสัตว์น้ำ เพื่อออกประกาศมาตรการสุขอนามัยสัตว์น้ำ โดยผู้ส่งออกต้องเปิดทางให้เจ้าหน้าที่สหภาพยุโรปตรวจสอบแหล่งกำเนิดตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

มาตรการนี้สามารถกระทบถึงการส่งออกไทยราว 1.8 พันล้านบาท โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ทะเลแช่แข็ง กล่าวกันว่าการตรวจสอบไดออกซินจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าอาหารแช่เยือกแข็งไทยโดยทำให้ต้นทุนการตรวจสอบเพิ่มขึ้นและเวลาการส่งสินค้าช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขณะนี้ไทยมีห้องปฏิบัติการสำหรับตรวจสารไดออกซินเพียง 2-3 แห่งเท่านั้น โดยหน่วยงานหนึ่งที่ได้ของบประมาณซื้อหาเครื่องตรวจวัดราคาประมาณ 25 ล้านบาทมาประดับหน่วยงาน (เพราะดูเท่ห์ดีที่มี) แต่เครื่องดังกล่าวไม่สามารถตรวจสอบได้ เพราะยังชำรุด อยู่ระหว่างการซ่อม ซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก (ทั้งที่เพิ่งซื้อมาไม่นาน) จึงไม่มีการซ่อมเครื่อง (ในความเป็นจริงที่ไม่เปิดเผยกล่าวว่า เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในการวิเคราะห์ได้ยื่นคำขาดกับหน่วยงานว่า ถ้าต้องวิเคราะห์สารไดออกซินแล้วไซร้ จะลาออกไปเลี้ยงลูกดีกว่า เพราะการทำงานกับไดออกซินนั้นน่ากลัวมากกว่าไอ้ปีศาจน้อยที่บ้านเสียอีก)

ในความจริงนั้นหากมีการตรวจสอบไดออกซินได้จริงแล้ว หน่วยงานนั้นก็คงไม่สามารถรองรับสินค้าที่ต้องตรวจได้พอ เพราะสินค้ามีเยอะมาก และผู้ส่งออกยังหวั่นเกรงว่าในอนาคตจะมีการขยายผลการบังคับใช้ให้มีการตรวจสอบสินค้าชนิดอื่นๆ อีก
 
คนไทยควรปฏิบัติตัวอย่างไร

ในกรณีที่เราไม่ได้ซื้ออาหารที่มีไดออกซินปนเปื้อนจากต่างประเทศมาบริโภค โอกาสได้รับสารพิษกลุ่มนี้จะน้อยลง แต่สำหรับผู้ที่ต้องซื้อนม โดยเฉพาะนมสำหรับเด็กอ่อน และนมสำหรับเด็กโตนั้น ต้องคอยฟังว่า มีประกาศออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาเมื่อใดที่ระบุชนิดของอาหารที่รับประทานได้หรือไม่ได้เนื่องจากมีสารพิษนี้ปนเปื้อน ในผู้ที่กังวลมากเพราะเป็นเรื่องไม่ควรเสี่ยงก็สามารถทำให้เกิดความเบาใจได้โดยการเปลี่ยนทวีปที่ผลิตสินค้าเหล่านี้ โดยเฉพาะในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ซึ่งสามารถดื่มนมสดที่ผลิตในประเทศได้

อย่างไรก็ตามเป็นการยากที่จะหาอาหารที่ปลอดจากไดออกซิน เพราะการกสิกรรมของบ้านเราได้คุ้นเคยกับการใช้ 2,4-D และ 2,4,5-T มานานแล้ว ซึ่งไดออกซิน ที่ปนเปื้อนอยู่ในดินก็สามารถถูกดูดซึมเข้าสู่พืชผักได้แม้ในปริมาณน้อย
ไดออกซินนั้นก็เหมือนกับสารก่อมะเร็งอื่น ๆ กล่าวคือ ในปริมาณน้อย ๆ สามารถกระตุ้นระบบทำลายสารพิษในร่างกายเรา เช่นที่ตับให้สูงขึ้นได้ ระบบที่สูงขึ้นนี้สามารถทำลายสารก่อมะเร็งได้มากกว่าหนึ่งชนิด ประเด็นที่สำคัญก็คือ ตับของผู้รับสารพิษนี้ต้องแข็งแรง ไม่อ่อนแอเพราะกินเหล้าหรือสูบบุหรี่ ดังนั้นประชาชนจึงไม่ควรแตกตื่นให้มากนัก เพียงแต่คอยเฝ้าระวังการบริโภคของคนในครอบครัว และทำตนเองให้แข็งแรงโดยบริโภคอาหารให้ครบตามคำแนะนำของนักวิชาการด้านโภชนาการ ออกกำลังให้สม่ำเสมอ และไม่จำเป็นต้องเสียสติไปบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเข้าคอร์สล้างพิษให้เปลืองสตางค์

สำหรับท่านที่มีปัญหา อ่านบทความนี้ไม่เข้าใจก็สามารถปรึกษาได้ โดยติดต่อที่ประชาสัมพันธ์ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยามหิดล ศาลายา โทรศัพท์ 02 800 2380 อัตโนมัติ 20 เลขหมาย
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม