อาหาร สารเคมี สิ่งแวดล้อม และสตรี

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อาหาร สารเคมี สิ่งแวดล้อม และสตรี

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในช่วงที่อุณหภูมิการเมืองกำลังร้อนได้ที่และไม่แน่ใจว่าจะมีใครเป็นอะไรบ้างนั้น ก็มีข่าวชวนหัวในเว็บต่าง ๆ เช่น “ขายว่อนเน็ต โฆษณาเกินจริง 7 วัน ตูมทันใจได้ ไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม” “ลูกอมนมอึ๋มจากญี่ปุ่น แค่อมก็อึ๋มได้” “อย. เตือนภัย ลูกอมนมโต โฆษณาเกินจริง” และ “‘ลูกอมนมโต’ แหกตา! พบสารไฟโตเอสโตรเจนไม่มีสรรพคุณเพิ่มอึ๋ม” และ ฯลฯ

ในเนื้อข่าวนั้นเมื่อสรุปแล้วได้ความว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับแจ้งกรณีที่มีการขายลูกอมผ่านทางเว็บไซต์ โดยโฆษณาว่าช่วยขยายทรวงอกของผู้หญิง มีชื่อที่ฮือฮาว่า "ลูกอมนมโต" ซึ่งมีผู้สนใจสั่งซื้อจำนวนมาก แสดงว่าสาวไทยไม่ใคร่พอใจในขนาดอวัยวะของตนเองที่แม่ให้มา  เรื่องนี้ทาง อย. ได้เข้าตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวและพบว่ามีการโฆษณาและจำหน่ายจริง

ในกรณีลูกอมนมโตที่วัยรุ่นนิยมซื้อนี้ ยังไม่ทราบว่ามีส่วนผสมอะไรบ้าง  อาจเป็นไปได้ว่านำผงกวาวเครือมาผสมใส่ ซึ่งทาง อย. แจ้งว่าจะทำการล่อซื้อและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป เนื่องจากเป็นการหลอกลวงผู้บริโภค โดยโฆษณาอันเป็นเท็จ โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำหน่ายอาหารไม่บริสุทธิ์

จากการตรวจสอบการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต พบว่า มีการโฆษณาเพื่อจำหน่าย "ลูกอมนมโต" จำนวนมาก โดยระบุว่านำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น พร้อมข้อความโฆษณาที่มีรูปประกอบว่า "7 วัน ตูมทันใจได้ ไม่ต้องพึ่งศัลยกรรม" "ลูกอมนมอึ๋มจากญี่ปุ่น แค่อมก็อึ๋มได้" และระบุด้วยว่ากำลังฮิตมากในญี่ปุ่น เพราะมีส่วนผสมที่เป็นสารสกัดจากกวาวเครือ จึงมีผลทำให้ขนาดหน้าอกใหญ่เพิ่มได้ ทั้งยังไม่ทำให้อ้วน

นอกจากนี้ยังมีข้อความระบุอีกว่า “ไม่เป็นอันตราย เนื่องจากผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ประเทศญี่ปุ่นแล้ว” โดย 1 ซอง บรรจุ 50 กรัม มีทั้งหมด 12 เม็ด ราคาขายตั้งแต่ซองละ 180-1,000 บาท แนะนำให้กินวันละ 2-3 เม็ด และบางยี่ห้อยังเป็นรสผลไม้  อย่างไรก็ดี โดยสรุปแล้วน่าจะเป็นการหลอกทั้งสิ้น

เดิมทีเดียวในช่วงต้นปี 2552 ที่ผ่านมา ก็มีการขายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวโดยโฆษณาว่านำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นกินแล้วขยายหน้าอกได้ แต่เป็นการขายในรูปแบบคุกกี้ที่อ้างว่ามีส่วนผสมของสารสกัดสมุนไพรกวาวเครือเช่นเดียวกับลูกอมนี้โดยผู้ประกอบการรายเดียวกัน  แต่เมื่อทาง อย. ได้ทำการตรวจสอบกับกองด่านงานด้านอาหารและยาและกองควบคุมอาหารพบว่าไม่มีการสั่งนำเข้ามาในประเทศและไม่มีการขอขึ้นทะเบียนอนุญาตจำหน่ายแต่อย่างใด จึงน่าจะเป็นการลักลอบหิ้วเข้ามาจำหน่ายมากกว่า

กวาวเครือนั้นเป็นสมุนไพรที่ทาง อย. ควบคุมการผลิตจำหน่ายตั้งแต่ปี 2549 และไม่อนุญาตให้นำมาผสมในอาหาร เนื่องจากหากกินติดต่อเป็นเวลานานอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพได้ เพราะกวาวเครือมีสารเคมีประเภทไฟโตเอสโตรเจนซึ่งออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเพศหญิง แต่มีฤทธิ์มากกว่า  ดังนั้นเมื่อกินต่อเนื่องอาจเพิ่มความเสี่ยงในการก่อให้เกิดเนื้องอกและเป็นมะเร็งได้  ที่สำคัญคือไม่มีใครศึกษาเรื่องความปลอดภัยของสารในกวาวเครือ เนื่องจากเป็นสารธรรมชาติซึ่งไม่สามารถจดสิทธิบัตรในตัวสารได้ จึงไม่มีใครเป็นเจ้าภาพในการประเมินความปลอดภัย

เรื่องของไฟโตเอสโตรเจนนี้คงต้องทำความเข้าใจกับท่านผู้อ่านว่า สารกลุ่มนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่มง่าย ๆ  คือ กลุ่มที่มีศักยภาพในการกระตุ้นให้เซลล์ เช่น เซลล์ต่อมน้ำนม (mammary gland cell) และเซลล์ของผนังมดลูกที่มีความจำเพาะต่อสารประเภทนี้ แบ่งตัวได้ดีกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติ ซึ่งตัวอย่างที่ทราบกันดีคือ สารสกัดจากกวาวเครือที่สามารถทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นได้  ส่วนอีกกลุ่มเป็นสารประเภทที่สามารถเข้าถึงเซลล์ดังกล่าวได้แต่ออกฤทธิ์ไม่ดี ตัวอย่างเช่น สารไฟโตเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ซึ่งประเภทหลังนี้นักวิทยาศาสตร์ค่อนข้างเชื่อว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมดลูกของสาวๆ ได้ เนื่องจากเป็นสารที่ไปแย่งจับกับบริเวณออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนธรรมชาติ  ทั้งนี้เพราะการที่สตรีมีฮอร์โมนเพศมากจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม  ดังนั้นการกินสารไฟโตเอสโตรเจนจากถั่วเหลืองเข้าไปจึงเป็นการลดการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนธรรมชาติ ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเนื่องจากฮอร์โมนเพศตามธรรมชาตินี้ลดลง

ที่น่ากังวลใจกว่าการกินลูกอมดังกล่าวคือปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าสารปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อมและที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ที่มนุษย์ใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ก็มีการออกฤทธิ์ในทำนองเดียวกับฮอร์โมนเพศหญิงได้ด้วย

ผู้เขียนเป็นสมาชิกวารสารออนไลน์ของ http://www.alternet.org เนื่องจากมีลูกศิษย์คนหนึ่งส่งข่าวที่พบมาให้อ่านทางอีเมล์  จากนั้นผู้เขียนก็หาทางเข้าไปถึงเว็บนี้และสมัครเป็นสมาชิกให้ส่งข่าวมาเป็นประจำ ซึ่งมีมากมายจนบางครั้งเมื่อดูหัวข้อข่าวแล้วถ้าไม่สนใจก็ลบทิ้งเลย  แต่หลายครั้งก็ได้ข้อมูลมาเป็นประเด็นเขียนบทความ ทั้งที่ลงในเว็บโลกสีเขียวและในวารสารฉลาดซื้อ

วารสาร alternet นี้มีข่าวคราวหลากหลายอยู่ 12 สาขา ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงเรื่องของอาหาร การกิน สิทธิมนุษยชน การเมือง สันติภาพของมนุษย์ สังคมลมกระเจิง สาระบันเทิงต่าง ๆ เป็นต้น  มีสมาชิกเข้าอ่านบทความเดือนละกว่า 7 ล้านคน  บทความส่วนใหญ่พอเชื่อได้ แต่ไม่ได้ลงลึกถึงหลักการทางวิชาการนัก  จนบางครั้งเมื่อนำประเด็นมาเล่าให้ท่านผู้อ่านฟัง ก็ต้องวางพื้นฐานความรู้ก่อนบ้าง เพื่อให้การเล่าข่าวนั้นเข้าใจได้ไม่ยากสำหรับผู้ที่ไม่จบทางวิทยาศาสตร์ชีวภาพมา

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนอ่านพบหัวข้อข่าวใน alternet ที่น่าจะเป็นที่สนใจของคนมีลูกสาวที่ยังเด็กอยู่คือ เด็กหญิงสมัยนี้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่าเด็กหญิงสมัยก่อนเนื่องจากได้รับสารเคมีจากสิ่งแวดล้อม  ผลข้างเคียงที่เกิดตามมาคือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานและมะเร็งเต้านม  บทความใน alternet นั้นเป็นบทความที่คัดลอกจาก www.dailymail.co.uk  เขียนโดย David Derbyshire

Derbyshire ได้เขียนบทความโดยอ้างว่ามาจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่พบว่าสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมที่มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศ (หญิง) ซึ่งเรียกว่า hormone disruptor นั้น เป็นต้นเหตุให้เด็กหญิงเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เร็วกว่า เพราะไปออกฤทธิ์เหมือนเป็นฮอร์โมนเพศที่ร่างกายยังไม่ได้สร้าง  ดังนั้นการสัมผัสสารนี้จึงน่าเป็นเหตุให้เด็กหญิงเริ่มมีประจำเดือนเร็วขึ้น โดยมีค่าเฉลี่ยของเด็กหญิงในสหรัฐอเมริกาเริ่มมีประจำเดือนที่ 10 ปี 3 เดือน นับเป็นเวลาที่เร็วกว่าเด็กหญิงในรุ่นก่อน (คือรุ่นที่เป็นแม่ของเด็กหญิงในปัจจุบัน) ถึง 1 ปี 

ในรายงานกล่าวว่า มีแพทย์ที่ศึกษาในเรื่องดังกล่าวสรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของประเภทอาหารที่กินเข้าไปและผลของการมีน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมน่าจะมีส่วนอย่างสำคัญด้วย

การศึกษาล่าสุดได้พบว่าเด็กหญิงที่ได้สัมผัสกับสารเคมีต่อไปนี้ได้แก่

1) ตาเลตส์ (phthalates) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ถูกห้ามใช้ในเครื่องสำอางในทวีปยุโรป แต่สหรัฐอเมริการยังอนุญาตให้ใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท ทั้งในการผลิตยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารหล่อลื่นมากมาย สารกลุ่มอีมัลซิไฟเออร์ กาว สารใช้ผสมกับสารกำจัดศัตรูพืช เครื่องสำอาง เครื่องมือแพทย์ ภาชนะบรรจุอาหาร ผงซักฟอก ของเล่นเด็ก ของเล่นผู้ใหญ่ (โดยเฉพาะของสตรี) สี หมึกพิมพ์ เครื่องสำอาง เป็นต้น

2) สารฟีนอล (phenol) ซึ่งมีสมาชิกมากมายและชนิดที่ฮือฮาที่สุดคือ บิสฟีนอล เอ (bisphenol A) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของการผลิตพลาสติกแข็งใสที่ใช้ทำภาชนะหลายชนิด (กรุณาอย่าสับสนกับขวด PET ที่ใช้บรรจุน้ำดื่มนะครับ) ทั้งที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์ตลอดจนถึงขวดนมเด็ก
 
3) กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน (phytoestrogens) ซึ่งมีในพืชหลายชนิด  บางชนิดก็มีฤทธิ์สูงกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติเช่นสารที่อยู่ในกวาวเครือ  บางชนิดก็มีฤทธิ์น้อยกว่าเอสโตรเจนธรรมชาติเช่นที่อยู่ในถั่วเหลือง โดยในกรณีหลังนี้ในทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้จัดเป็นสารต้านการก่อมะเร็งเต้านมของสตรีวัยเจริญพันธุ์  แต่ในกรณีเป็นเด็กหญิงนั้น ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาที่ชัดเจนว่าเป็นตัวการสำคัญที่ลดอายุของการเข้าสู่วัยสาวของเด็กหญิงในปัจจุบันหรือไม่

ดังนั้นจะเห็นว่า สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เป็นสารธรรมชาติและสารที่มนุษย์ประดิษฐ์นั้นมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งบางชนิดได้

นอกจากสารเคมีจากสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เด็กหญิงกลายเป็นสาวเร็วกว่าปรกติแล้ว ยังมีสมมุติฐานที่เกี่ยวกับปริมาณการบริโภคใยอาหารที่ได้จากผักผลไม้ของเด็กหญิงปัจจุบันลดลง เนื่องจากความนิยมบริโภคอาหารจานด่วนที่มีผักผลไม้ต่ำ เช่นแฮมเบอร์เกอร์ ฮอตดอก ฯลฯ ส่งผลให้เด็กหญิงเป็นสาวเร็วขึ้น  เรื่องนี้เป็นการพิสูจน์สมมุติฐานที่กล่าวว่าพฤติกรรมการบริโภคนั้นกำหนดชะตากรรมของคนได้

จากหลักการทางสรีรวิทยา การที่เด็กผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนนั้นเป็นการแสดงว่าเริ่มเป็นสาวและฮอร์โมนเพศหญิงเริ่มทำงาน  การเจริญเติบโตโดยเฉพาะความสูงจะลดลงทันที เพราะฮอร์โมนเพศไปกดการทำงานและ/หรือการสร้างฮอร์โมนที่ส่งเสริมความสูงของร่างกาย เนื่องจากร่างกายต้องเตรียมพร้อมเพื่อการเจริญพันธุ์จึงทำให้ร่างกายให้ความสำคัญกับการกระตุ้นระบบที่ช่วยในการเลี้ยงลูกคือการมีเต้านมและการมีสะโพกผายออกมากกว่าการเพิ่มความสูง

มีผู้สังเกตว่าเมื่อสามสิบกว่าปีที่แล้วเด็กหญิงชาวตะวันตกนั้นมีประจำเดือนเมื่ออายุเกิน 11 ปี ในขณะที่เด็กหญิงไทยเริ่มมีประจำเดือนเมื่ออายุราว 13-14 ปี  แต่ในปัจจุบันพบว่าเด็กหญิงไทยที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยอาหารที่มีความสมบูรณ์ทั้งโปรตีนและไขมัน แต่มีสัดส่วนของใยอาหารที่ได้จากพืชผักต่ำลง เริ่มเป็นสาวและมีประจำเดือนในช่วงอายุประมาณ 10 - 12 ปี  ลักษณะเช่นนี้แสดงว่าฮอร์โมนเพศได้เริ่มทำงานแล้ว

การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนเพศของเด็กหญิงที่เร็วกว่าปกตินี้ น่าจะตั้งสมมุติฐานได้ว่าเกิดเนื่องมาจากการเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคอาหารที่มีผักมาก เช่น น้ำพริกผักจิ้ม ชะอมชุบไข่ แกงเลียง ฯลฯ ไปเป็นอาหารให้พลังงานสูงที่มีเนื้อสัตว์และไขมันเป็นหลัก เช่นที่พบในอาหารจานด่วนจากประเทศทางตะวันตก

ไขมันในอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนเด็กหญิงไปเป็นผู้ใหญ่ โดยร่างกายจะนำไขมันส่วนเกินจากที่ต้องการใช้เป็นพลังงานไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศ  ซึ่งใยอาหารมีบทบาทอย่างมากในการลดระดับไขมันชนิดที่นำไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศให้น้อยลงโดยทางอ้อม อธิบายได้โดยอาศัยหลักการเดียวกับการนำใยอาหารไปใช้ลดระดับโคเลสเทอรอลในคนไข้โรคอ้วน

หลักการลดไขมันด้วยใยอาหารคือใยอาหารที่อยู่ในลำไส้ใหญ่สามารถจับตัวกับเกลือน้ำดีที่ถูกสร้างมาจากโคเลสเทอรอลได้  ดังนั้นถ้าการดูดซึมน้ำดีที่ผนังลำไส้ใหญ่เพื่อนำกลับไปใช้อีกลดลงเพราะถูกใยอาหารจับออกไปกับอุจจาระแล้ว การสร้างเกลือน้ำดีต้องเพิ่มขึ้นที่ตับ และเพื่อให้ร่างกายคงระดับโคเลสเทอรอลไว้ให้ปรกติตามความจำเป็น (หลังจากถูกนำไปสร้างเป็นเกลือน้ำดี) ร่างกายต้องสร้างโคเลสเทอรอลขึ้นใหม่จากไขมันที่เรากินเข้าไปมากขึ้น ทำให้โอกาสที่ร่างกายของเด็กหญิงที่นำจะเอาไขมันไปสร้างเป็นฮอร์โมนเพศหญิงน้อยลง  เด็กหญิงก็สามารถสูงต่อได้อีก เพราะยังไม่มีฮอร์โมนเพศไปกดฮอร์โมนที่ส่งเสริมการสูง

หากสมมุติฐานที่กล่าวว่าใยอาหารมีผลกับความสูงของเด็กหญิงเป็นจริงแล้ว การให้เด็กกินผักผลไม้มากขึ้นกว่าเดิมและพยายามไม่ให้กินอาหารแบบตะวันตกโดยไม่จำเป็น จะส่งเสริมให้เด็กไทยสูงขึ้นกว่าเดิม  สิ่งที่กล่าวมานี้แสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมการบริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของคนก็ว่าได้ เพราะจากหลักฐานทางระบาดวิทยาที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอาหารกับมะเร็งค่อนข้างทำให้มั่นใจว่าการบริโภคอาหารของชาวเอเชียแบบโบราณสามารถลดอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้หลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นการบริโภคแบบอินเดีย จีน ญี่ปุ่น หรือไทย