แม่โพสพปะทะสารพิษจากสิ่งแวดล้อม

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

แม่โพสพปะทะสารพิษจากสิ่งแวดล้อม

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ข้าวเป็นธัญพืชที่สำคัญที่สุดในโลก อย่างน้อยก็สำหรับผู้เขียน  เพราะวันไหนไม่มีข้าวในอาหารมื้อเย็นแล้ว มักเกิดอาการนอนไม่หลับ แม้ว่าจะกินอาหารมื้อเย็นอิ่มเท่าไรก็ตาม ถ้าขาดข้าวเป็นต้องลุกมาโซ้ยข้าวต้มชามเล็กๆ ก่อนนอนทุกที เพื่อให้กระเพาะได้สัมผัสเมล็ดข้าว สมองถึงจะยอมสั่งให้ร่างกายนอนหลับ กล่าวได้ว่าผู้เขียนนั้นเป็นนักเสพติดข้าวขนาดหนักเลยทีเดียว

ดังนั้นเมื่อไปอ่านพบข้อความที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับข้าว หรือข้อความที่บอกเชิงว่ามีข้าวชาติอื่นดีกว่าข้าวไทยนั้น ทำให้รู้สึกต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าเกิดอะไรขึ้น

มีวารสารออนไลน์ชื่อ ScienceDaily ฉบับวันที่ 21 พฤษภาคม 2551 รายงานข่าวว่า  ข้าวที่ปลูกในสหรัฐอเมริกาอาจปลอดภัยกว่าข้าวที่ปลูกในเอเชียหรือยุโรป  โดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการศึกษาเกี่ยวกับการปนเปื้อนของสารหนูในข้าวซึ่งเป็นธัญพืชที่กินกันกว่าครึ่งโลก คำกล่าวอ้างนี้อาจมีทั้งมูลความจริงและมูลความเบี่ยงเบนได้ เพราะดูเป็นการทับถมข้าวของประเทศอื่นที่เป็นผู้ส่งออกแข่งกับสหรัฐอเมริกา

ในความจริงแล้วเรารู้กันมานานพอควรว่า ข้าวที่ปลูกในบางท้องที่ในโลกนี้เป็นแหล่งสำคัญของการได้รับสารหนูของผู้บริโภคซึ่งกินข้าวเป็นอาหารหลัก เพราะในกลุ่มธัญพืชนั้น ข้าวสะสมสารหนูได้มากที่สุด โดยแหล่งที่มาของการทำให้ข้าวปนเปื้อนด้วยสารหนูก็คือ ดินและน้ำจากการชลประทาน

สารหนูที่ปนเปื้อนในข้าวนั้นมีอยู่สองรูปคือ สารหนูอินทรีย์และสารหนูอนินทรีย์ ซึ่งรูปแบบการสะสมในข้าวจะขึ้นกับสายพันธุ์ของข้าวด้วย  สารหนูอนินทรีย์มีความเป็นพิษสูงกว่าสารหนูอินทรีย์ ที่สำคัญคือนักวิทยาศาสตร์อเมริกันกล่าวว่า สารหนูที่อยู่ในข้าวพันธุ์ที่ปลูกในสหรัฐนั้นเป็นสารหนูอินทรีย์ ซึ่งดูดซึมเข้าสู่ร่างกายผู้บริโภคน้อยกว่าและขับออกจากร่างกายเร็วกว่า ดังนั้นการจะแก้ปัญหาสารหนูในข้าวของเอเชียและยุโรปนั้นคือ ต้องมีความพยายามในการคัดพันธุ์ข้าวที่เปลี่ยนสารหนูอนินทรีย์ให้เป็นสารหนูอินทรีย์ได้มากขึ้นกว่าพันธุ์ข้าวเดิมๆ (ความจริงนักวิทยาศาสตร์อเมริกันคงอยากบอกว่า ให้ทำการตัดแต่งพันธุกรรมข้าวให้มันได้แบบที่ทางอเมริกาชอบทำ แต่คงยังกลัวการต่อต้านจากประเทศที่นิยมผลิตพันธุ์อินทรีย์)

ในวารสาร ScienceDaily ฉบับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2553 ได้ให้ข้อมูลว่า นักวิจัยด้านการบำบัดมะเร็งพบว่า สารหนูในระดับความเข้มข้นที่พบปนเปื้อนในอาหารและน้ำดื่มตามธรรมชาตินั้น เป็นสารพิษสำคัญในการก่อให้เกิดมะเร็งกระเพาะปัสสาวะแก่ประชากรนับล้านคนทั่วโลก

เป็นที่รู้กันมานานแล้วว่า สารหนูเป็นทั้งสารจากสิ่งแวดล้อมที่ก่อกลายพันธุ์และก่อมะเร็ง มีการศึกษาพบว่าผู้ที่อาศัยในพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนของสารหนูนั้นมีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นมะเร็งหลายชนิด แต่ที่แน่นอนสุดคือ มะเร็งผิวหนัง มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ และมะเร็งปอด

ประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดมะเร็งเนื่องจากสารหนูคือ จีน ไต้หวัน บังคลาเทศ และอาเจนตินา ทั้งนี้เพราะมีการปนเปื้อนของแร่นี้ในน้ำดื่มทั่วไปอย่างชัดเจน สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้นก็มีบางพื้นที่ที่มีการปนเปื้อนสูงเกิน 10 ppm ส่วนในประเทศไทยนั้นเป็นที่รู้กันดีว่า อำเภอร่อนพิบูลน์ จังหวัดนครศรีธรรมราชนั้น น่าจะเป็น number one เมื่อแข่งขันในกลุ่มจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยในเรื่องการ มีความเสี่ยงสูงต่อการได้รับสารหนูเข้าสู่ร่างกาย ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณนี้แต่เดิมนั้นเป็นมหาวิทยาลัยเหมืองแร่ที่มีการขุดแต่งแร่ดีบุก

ดีบุกเกิดขึ้นตามธรรมชาติและเป็นที่ทราบกันดีว่าเกิดพร้อมน้องคู่แฝดคือ สารหนู  ดังนั้นเมื่อการทำเหมืองแร่ของปักษ์ใต้นั้นเป็นการทำเหมืองฉีดด้วยน้ำ แล้วร่อนแยกแร่ที่ต้องการคือ ดีบุก ออกมาขาย ส่วนสารหนูก็ปล่อยเป็นสัมภเวสีตามบุญตามกรรมไปอยู่ตามแหล่งน้ำ ปนเปื้อนสู่ดิน เข้าสู่พืชผัก ผลไม้ จนชนพื้นถิ่นในอำเภอนี้มีสถิติการเป็นมะเร็งผิวหนังเนื่องจากสารหนูสูงที่สุดในประเทศเรา

มีการทำวิจัยของนักวิจัยกลุ่มหนึ่งเรื่อง ปัจจัยเสี่ยง และขนาดของความเสี่ยงต่อสุขภาพ ของชาวบ้านในตำบลร่อยพิบูลย์ จากการรับสัมผัสสารหนู ตีพิมพ์ใน วารสารส่งเสริมสุขภาพและอนามัย (สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ http://advisor.anamai.moph.go.th/231/23107.html) ได้กล่าวถึงความเสี่ยงจากการได้รับสารหนูจากแหล่งต่าง ๆ ซึ่งบางส่วนที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหารกล่าวว่า

“ความเข้มข้นของสารหนู ในพืชผัก และเนื้อสัตว์ มีการสำรวจไม่กว้างขวางมากนัก ในปี 2530 และปี 2533-2534 โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา พบสารหนูมากในผักโขม มะม่วง คื่นช่าย และกระเพรา เท่ากับ 1.62 มก./กก. 1.53 มก./กก. 1.56 มก./กก. และ 1.54 มก./กก. ตามลำดับ และในปี 2540 เมื่อสำรวจในหมู่ที่ 2 และหมู่ที่ 7 พบสารหนูมากในกล้วยน้ำว้า 4.15 มก./กก. สะระแหน่ 15.35 มก./กก. มะเขือพวง 1.96 มก./กก. ผักหวาน 0.026 มก./กก. มะละกอ 0.019 มก./กก. ตะไคร้ 2.6 มก./กก. ฝรั่ง 1.87 มก./กก. ผักกวางตุ้ง 1.76 มก./กก. พริก 1.56 มก./กก. และผักบุ้ง 7.49 มก./กก.

โดยที่ค่าเฉลี่ยระดับสารหนู ในผักและผลไม้ 36 ประเภท ที่พบทั่วไปในตำบลร่อนพิบูลย์ ระหว่างปี 2530 และ 2540 มีค่าเท่ากับ 0.93 มก./กก. ดังนั้นถ้าให้อัตราการบริโภคผักและผลไม้ ของคนไทยเท่ากับ 0.003 กก./กก./วัน  ปริมาณสารหนูที่ได้รับ จากการบริโภคผักและผลไม้ เท่ากับ 2.8x10-3 มก./กก./วัน ซึ่งเมื่อคำนวณเป็นค่าความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง เท่ากับ 4x10-3 ซึ่งหมายความว่า การได้รับสารหนูในปริมาณดังกล่าวนี้อาจจะทำให้คนในตำบลร้อนพิบูลย์ประมาณ 89 คน เป็นมะเร็งผิวหนังได้”

ผิดถูกอย่างไรขอยกประโยชน์ให้เว็บที่ผู้เขียนอ้างถึงแล้วกันครับ

อาจมีท่านผู้อ่านบางท่านคิดต่อไปว่า สารหนูนั้นก่อให้เกิดมะเร็งได้อย่างไร ผู้เขียนขออธิบายให้ง่ายหน่อย (เพราะถ้าอธิบายจริงจะยากมากเนื่องจากเป็นเรื่อง molecular biology ที่เข้าถึงได้ลำบาก) ว่าสารหนูน่าจะไปกระตุ้นการหลั่งโปรตีนในเซลล์ตัวหนึ่งชื่อ Hedgehog ซึ่งเป็นโปรตีนเกี่ยวกับการส่งสัญญานการแบ่งตัวของเซลล์

กระบวนการทำงานของโปรตีน Hedgehog นี้เป็นผลการทำงานของนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รางวัลโนเบลสองท่านคือ Dr. E. Wieschaus และ Dr. C. Nusslein-Volhard ซึ่งพบว่าโปรตีนดังกล่าวนั้นควบคุมระบบการแบ่งเซลล์และระบบการพัฒนาเซลล์ให้ทำงานตามหน้าที่ของอวัยวะ เมื่อเกิดความผิดปกติการกระตุ้นการทำงานของกระบวนการที่โปรตีนนี้เข้าไปเกี่ยวข้องนั้นสัมพันธ์ต่อการเกิดมะเร็งหลายชนิด ดังนั้นจึงเชื่อกันว่า ถ้ายับยั้งการทำงานของโปรตีนหรือยับยังการหลั่งโปรตีนนี้ได้ จะสามารถยับยั้งการเกิดมะเร็งได้หลายชนิดทีเดียว
 
บทบาทของสารหนูในการก่อมะเร็งผิวหนัง กระเพาะปัสสาวะ และปอดนั้น เป็นไปในลักษณะการกระตุ้นการหลั่งของโปรตีน Hedgehog ให้ออกมาทำงาน ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับดีเอ็นเอหรือหน่วยพันธุกรรมของเซลล์ ดังเพื่อให้ยุติธรรมแก่สารหนู จึงกล่าวได้ว่า สารหนูไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งแท้ แต่เป็นตัวไปกระตุ้นให้การเกิดมะเร็งตามธรรมชาติเกิดได้ง่ายขึ้น กล่าวคือ เหมือนกับคนที่กระตุ้นให้คนไปเผาห้างสรรพสินค้าเมื่อเลิกการประท้วงนั่นเอง

การขับสารหนูออกจากร่างกายคนนั้น มีความแตกต่างกันอย่างมากมายในแต่ละคน โดยมีการศึกษาพบว่า การขับสารหนูที่รับจากอาหารออกจากร่างกายคนบางคนนั้นเกิดได้มากกว่าร้อยละ 90 ในช่วงเวลาไม่ยาวนัก  ขณะที่หลายคนเก็บสารหนูไว้ในร่างกายค่อนข้างมากส่งผลให้เกิดปัญหาความเป็นพิษในอนาคต ข้อมูลดังกล่าวนี้ตีพิมพ์ในวารสาร ScienceDaily เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2552 อย่างไรก็ดี ข่าวได้ทิ้งท้ายให้ความหวังในชีวิตแก่ผู้นิยมชมชอบการบริโภคอาหารทะเล (ซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่ปนเปื้อนสารหนูได้ในความเข้มข้นสูง) ว่ามันไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดนัก เพราะสารหนูที่เข้าสู่สัตว์ทะเลแล้วนั้นจะถูกเปลี่ยนเป็นสารประกอบอินทรีย์ ซึ่งถูกทำลายด้วยระบบกำจัดสารพิษในร่างกายได้ง่ายพอควร คำกล่าวนี้ดูเหมือนเป็นการจุดประกายความหวังต่อผู้ขายอาหารทะเลเช่นกัน แต่คงใช้ไม่ได้กับภัตตาคารอาหารทะเลที่อยู่ใกล้หลุมเจาะน้ำมันของ BP ในอ่าวเม็กซิโกที่ยังอุดรูรั่วไม่ได้ในเวลานี้ ดังนั้นอาหารทะเลที่ได้จากอ่าวเม็กซิโกก็ยังคงน่าสยดสยองในการบริโภคเหมือนเดิม

มีนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีแห่งรัฐแมสซาชูเซตส์ (MIT) ให้ความเห็นในวารสาร ScienceDaily ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ว่าปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในน้ำบริโภคของประชากรโลก โดยเฉพาะชาวบังคลาเทศนั้นเกิดเนื่องจากมนุษย์ทำการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ ทั้งการขุดบ่อน้ำและการทำการชลประทาน

 

เหตุผลที่ต้องทำการขุดบ่อน้ำดื่มของชาวบังคลาเทศนั้น คงเป็นไปตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญของ UNICEF เพื่อให้ได้น้ำบริโภคที่สะอาดกว่าน้ำท่า (คือ น้ำไหลในแม่น้ำลำธาร เกิดจากน้ำฝนที่ตกลงมาในพื้นที่รับน้ำ บางส่วนสูญเสียไป ส่วนที่เหลือก็จะไหลไปยังที่ลุ่มลงสู่แม่น้ำ ลำธารกลายเป็นน้ำท่า) เพื่อเป็นการลดโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารเนื่องจากแบคทีเรียที่มากับการบริโภคน้ำท่า แม้ว่าผลการใช้น้ำจากบ่อขุดเพื่อลดปัญหาโรคทางเดินอาหารเป็นไปด้วยดี แต่การเปลี่ยนแปลงนี้กลับนำไปสู่ปัญหาการได้รับสารหนูจากน้ำบ่อจนเกิดมะเร็งผิวหนังแทน

ดังนั้นจึงไม่ทราบว่าเป็นทุกข์ลาภของชาวบังคลาเทศหรือไม่ในการที่ UNICEF ไปแนะนำการแก้ปัญหาสุขภาพด้วยการขุดบ่อน้ำกิน แต่ไม่ได้สำรวจองค์ประกอบของน้ำบ่อก่อนระดมขุดว่ามันปลอดภัยในระดับใด  ท่านผู้สนใจสามารถอ่านรายงานการสารภาพบาปของ UNICEF ได้ที่ http://www.unicef.org/bangladesh/Arsenic.pdf

ส่วนสาเหตุของการปนเปื้อนเนื่องจากสารหนูเข้าสู่เมล็ดข้าวที่ปลูกในบังคลาเทศนั้น ScienceDaily ได้อ้างถึงรายงานในวารสารที่เผยแพร่บนอินเทอร์เนต ชื่อ Nature Geoscience ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2552 ว่า บ่อที่เกิดจากการขุดเอาดินไปทำทำนบกันน้ำท่วมนั้น เป็นแหล่งของสารหนูที่ปนเปื้อนเข้าสู่น้ำหน้าดินเช่นเดียวกับที่การปนเปื้อนเกิดจากพายุมรสุมก่อให้เกิดน้ำท่วมทุกปี และน้ำที่ปนเปื้อนนี้ถูกนำไปใช้ในการปลูกข้าว นอกจากนี้ ScienceDaily ฉบับวันที่ 16 พฤศจิกายน 2552 ยังกล่าวถึงปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูสู่ข้าวผ่านทางน้ำของการชลประทานนี้ก็เกิดขึ้นเหมือนกันในประเทศกัมพูชามหามิตรของนักพนันชาวไทย ซึ่งเมื่อผู้เขียนอ่านข่าวนี้แล้วก็รู้สึกสยองว่า มันใกล้นาข้าวบ้านเราเข้าไปทุกที

ดังนั้น ในยุคสมัยของการค้าขายแบบเสรีที่กำลังเป็นไปนั้น การกีดกันทางการค้าโดยกล่าวโจมตีว่าสินค้าของคู่ต่อสู้มีปัญหา หรือกล่าวว่าสินค้าของประเทศตนดีกว่าของคนอื่น โดยอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เป็นหลักฐานเพียงบางส่วนนั้น ย่อมเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ทำให้ชาวนาไทยเดือดร้อน ทั้งที่บางครั้งข้อมูลการวิจัยพบการปนเปื้อนของสารพิษสู่ผลิตผลทางการเกษตรนั้น ต้องอ่านทั้งฉบับถึงจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่นักประชาสัมพันธ์ด้านการค้ามักสามารถตัดเพียงเฉพาะข้อมูลบางส่วนที่ดูไม่ดีสำหรับคู่ต่อสู้ทางการค้ามาใช้ในการแข่งขัน โดยนักวิทยาศาสตร์ผู้ทำการวิจัยไม่รู้ไม่เห็นด้วยเลย