จากบ่อน้ำมันสู่จานอาหาร

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

จากบ่อน้ำมันสู่จานอาหาร

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ช่วงนี้ประเทศไทยมีฝนตกหนักเกือบทุกวัน จนเพื่อนผู้เขียนหลายคนบอกลาการล้างรถไปเลย ทั้งที่ความจริงแล้วการล้างบ้างก็เป็นการถนอมสีรถและอุดหนุนการประปาไปในตัว เพราะถ้ารถมีความสกปรกและความสกปรกนั้นแห้งกรัง การล้างออกเมื่อทิ้งไว้นานก็จะยากขึ้นและต้องอุดหนุนการประปามากขึ้นไปอีก แต่ถ้าวันไหนเห็นแน่ๆ ว่าฝนจะตก ก็คงไม่ต้องล้างเพราะเวลาเคลื่อนรถออกจากบ้านแล้วมีฝนตกลงมาแบบไม่เกรงใจนั้น ทำร้ายจิตใจเป็นอย่างยิ่ง

ท่านผู้อ่านคงสังเกตุได้ว่า ปีนี้ฝนตกแรงและนานกว่าปกติในแต่ละครั้ง ในต่างประเทศน้ำก็ท่วมกันหลายประเทศ ประชาชนกำลังรอความช่วยเหลือจากใครก็ไม่รู้ ทั้งนี้เพราะรัฐบาลประเทศเหล่านี้ บางประเทศต่างก็มีนโยบายที่กำลังพัฒนาอาวุธปรมาณูกัน แต่ปล่อยประชาชนรอการช่วยเหลือจากต่างชาติ

เมื่อเห็นน้ำท่วม หลายท่านคงนึกถึงว่าน้ำก็คงไหลลงไปเพิ่มปริมาณในมหาสมุทร น่าจะเป็นการลดปัญหาบางประการในสิ่งแวดล้อม เช่น กรณีบ่อน้ำมันของบีพีรั่วในอ่าวเม็กซิโก รั่วไปเดือนกว่าจึงจะปิดได้ แต่น้ำมันที่รั่วไปแล้วนั้นไปไหนบ้างก็ไม่รู้

ที่แน่นอนคือ อีกไม่นานจะมีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ นักวิจัยจากหน่วยงานต่างๆ ไปเก็บตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ปริมาณสารพิษที่ปนเปื้อน ทั้งในน้ำ พืช และสัตว์ทะเลต่างๆ ทั้งที่เป็นอาหารได้และเป็นอาหารไม่ได้ (ซึ่งประเภทหลังนั้นมักมีหลักฐานว่าเป็นดัชนีชี้วัดของความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม) โดยเอาข้อมูลไปตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเพื่อขอตำแหน่งวิชาการ หรือเพื่อเป็นวิทยานิพนธ์ขอจบการศึกษา และอาจใช้เป็นอุทาหรณ์แจ้งกับรัฐบาลประเทศตนว่า ควรมาเจาะบ่อน้ำมันที่อ่าวไทยเช่นแถวเกาะสมุยก่อนดีกว่า จนเมื่อน้ำมันหมดจากประเทศอื่นแล้ว จึงค่อยมาเจาะที่ประเทศตน เนื่องจากการทะลักออกของน้ำมันดิบสู่ทะเลนั้นเป็นหายนะต่อสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะส่งผลตามมาในอนาคตอย่างเลี่ยงไม่ได้ และประชาชนในประเทศของเขาก็เริ่มที่จะต่อต้านอย่างเต็มที่แล้ว

สารพิษกลุ่มที่นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์รวมถึงนักศึกษาสนใจนั้น ประเภทหนึ่งคงหนีไม่พ้นสารพิษกลุ่มโพลีไซคลิกอะโรเมติกไฮโครคาร์บอน (polycyclic aromatic hydrocarbon)หรือ พีเอเอช (PAH) ซึ่งเป็นสารพิษต่อสุขภาพมนุษย์มาช้านานตั้งแต่สมัยที่มนุษย์เพิ่งจะรู้จักใช้ไฟในการปรุงอาหาร สารพิษกลุ่มนี้มีสมาชิกเป็นสารก่อมะเร็งหลายชนิด มีการปนเปื้อนต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุด ขนาดฝรั่งใช้คำว่า ubiquitous คือปนเปื้อนมั่วไปหมด หาทางหลีกเลี่ยงได้ยากจริงๆ แม้จะหนีไปอยู่ยอดเขาหิมาลัย เครื่องบินก็พากันบินข้ามยอดเขาแล้วปล่อยสารพิษนี้ออกมากับควันไอเสียปกคลุมยอดเขาจนได้

พีเอเอชนั้นเกิดมานานคู่กับน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งน่าจะนานตั้งแต่สมัยยุคที่โลกนี้ยังมีแต่พืชพวกสาหร่ายเกิดขึ้นมากมายในทะเล (ดังที่ได้ดูในรายการสารคดีที่มนุษย์พยายามย้อนยุคไปคิดว่า โลกเมื่อหลายหมื่นปีน่าจะเป็นอย่างไรซึ่งมีฉายตามโทรทัศน์ช่องต่าง ๆ ที่พบบ่อยหน่อยได้แก่ ช่อง 9 และทีวีไทย) จนวันหนึ่งที่ประชากรสาหร่ายมีมากเกินไป ได้ทำการปล่อยออกซิเจนออกมาในน้ำทะเลมากจนเกิดความเป็นพิษต่อตัวเองและอาจรวมถึงสิ่งมีชีวิตอื่น (ที่อาจมี) หรืออีกสมมติฐานหนึ่งคือ มันอาจแย่งกันหายใจจนออกซิเจนหมด จึงตายลงทับถมที่ก้นทะเล (เหมือนบ่อปลาที่บ้านผู้เขียน) จากนั้นเมื่อเกิดการเคลื่อนตัวทำให้แผ่นเปลือกโลกมาทับกันบนบริเวณที่มีการทับถมของซากสาหร่ายปริมาณมาก จึงก่อให้เกิดทั้งความดันสูงและแถมมีความร้อนเข้าไปด้วย น้ำมันดิบจึงเกิดขึ้นใต้ทะเลทะเล

ส่วนการเกิดในบริเวณที่เป็นที่ราบบนบกจริงๆ ที่ไม่ใช่เกิดจากที่เดิมซึ่งเป็นทะเลนั้น อาจต้องอาศัยสมมติฐานที่ก็มีการเสนอเป็นสารคดีทางโทรทัศน์ว่า เมื่อ 65 ล้านปีมาแล้วมีดาวเคราะห์น้อย หรือบ้างก็ว่าเป็นอุกกาบาตก้อนโตหล่นตุ้บลงมาบนพื้นโลกด้วยแรงมหาศาล ซึ่งเดากันว่าน่าจะเป็นแถวไซบีเรีย ความใหญ่โตของก้อนเทหวัตถุดังกล่าวทำให้เกิดหายนะครั้งใหญ่หลวงต่อไดโนเสาร์คือตายลงเกือบหมดโลก (รอดเฉพาะพวกบินได้ซึ่งกลายเป็นนกสืบต่อมา) แล้วปล่อยให้บรรพบุรุษของมนุษย์ซึ่งในสารคดีบอกว่าคล้ายๆ หนูได้รอดมาก่อความย่อยยับแก่สิ่งแวดล้อมโลกต่อไป ซากที่ตายของสัตว์ใหญ่และความแรงของการชนกระแทกทำให้เกิดพลังความดันและความร้อนสูงเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของไฮโดรคาร์บอนที่ประกอบเป็นสิ่งมีชีวิตให้กลายเป็นน้ำมันและถ่านหิน ตลอดจนก๊าซธรรมชาติ

สมมติฐานทั้งสองนั้นอาจไม่มีความจริงเลยก็ได้ หรืออาจจริงเป็นบางส่วน แต่ดูเหมือนไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง นอกจากคนที่อยู่ในวงวิชาการที่เกี่ยวข้องเท่านั้น เพราะคนไทยทั่วไปสนใจเพียงแค่ว่า วันนี้น้ำมันจะราคาเท่าไร แล้วรถกระบะคันไหนจะเติมน้ำมันที่ชายแดนไทยเต็มถังเพื่อวิ่งข้ามลาวไปจีนแล้วทะลุออกรัสเซียได้ เพื่อเป็นหลักเกณฑ์ในการซื้อรถมาขายต่อเต้นท์ให้ขาดทุนกันเล่น

คงหาคนไทยที่รู้ว่า ทั้งน้ำมันและถ่านหินนั้นเป็นของผสม ที่เมื่อต้องการใช้จะต้องนำน้ำมันดิบมากลั่นลำดับส่วนเพื่อแยกออกมาใช้เป็นเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ สุดท้ายจะได้ยางมะตอยซึ่งอุดมไปด้วยสารก่อมะเร็งคือ พีเอเอช ให้วิศวกรโยธาเอาไปลาดถนนเพื่อรอให้น้ำฝนตกลงมาชะล้างพีเอเอชลงแหล่งน้ำไปสะสมในพืชและสัตว์ต่างๆ อีกที ให้มนุษย์ได้รับสารพิษนี้เข้าสู่ร่างกายตามธรรมชาติ

ส่วนถ่านหินนั้นเมื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง ระหว่างการเผาไหม้ (ที่มักไม่สมบูรณ์) ก็ก่อให้เกิดสารพิษกลุ่มพีเอเอชเกิดขึ้นมาพร้อมควัน รวมกับพีเอเอชที่มีอยู่เดิมในถ่านหิน ร่วมกันออกมารื่นเริงทำให้คนพื้นถิ่นที่โรงงานที่ใช้พลังถ่านหินเข้าไปก่อตั้ง มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคที่เกิดกับทางเดินหายใจซึ่งรวมถึงมะเร็งเพิ่มขึ้น เรื่องนี้โทษใครไม่ได้ เพราะไม่มีใครชอบให้ถูกโทษ ส่วนใหญ่ปัดให้เป็นเรื่องของเวรกรรม และที่สำคัญเราก็ยังหลงงงงวยอยู่กับเฉพาะซัลเฟอร์ไดออกไซด์ที่ออกมาจากโรงงานที่ใช้ถ่านหินเป็นแหล่งให้พลังงานเท่านั้น ไม่ได้คิดถึงเขม่าซึ่งมีสารก่อมะเร็งเลย

เอาเป็นว่าพีเอเอชนั้นเป็นสารพิษที่เลี่ยงได้ยาก เนื่องจากมนุษย์อยากมาเกิดบนโลกนี้เอง เพราะถ้าต้องการเกิดในโลกที่ปลอดจากสารพิษประเภทนี้ก็คงต้องไปเกิดบนดาวดวงอื่นที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงที่เป็นฟอสซิล ดังนั้นเมื่อยังปราศจากความสามารถในการนำพลังสะอาดเช่นพลังงานแสงแดดมาใช้ให้เป็นประโยชน์จริงๆ ก็ต้องช่วยกันรับสารพิษกลุ่มพีเอเอชเข้าไปเพื่อให้ระบบอวัยวะภายในของร่างกายเราทำลายต่อไป

ที่กล่าวว่าระบบอวัยวะภายในของเราสามารถทำลายสารพิษกลุ่มพีเอเอชได้นั้น เพราะสารพิษกลุ่มนี้มีอะไรหลายๆ อย่างคล้ายกับสารธรรมชาติที่เกิดขึ้นในร่างกายเรา คือ ฮอร์โมนเพศ ดังนั้นท่านผู้อ่านจึงไม่ควรประหลาดใจถ้าจะมีใครมาพูดให้ตื่นตกใจว่า สารพิษกลุ่มพีเอเอชที่อยู่ทั้งในอาหารปิ้งย่างรมควัน ในอากาศ ในควันต่างๆ ในเนื้อสัตว์ ในพืช ฯลฯ ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมและมดลูก

โดยปกติแล้วฮอร์โมนเพศในร่างกายเรามีการเปลี่ยนแปลงชนิดไปมาด้วยระบบเอนไซม์ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมต่อการดำเนินชีวิต และฮอร์โมนเพศนั้นก็สามารถถูกทำลายทิ้งออกจากร่างกายเราได้ด้วยระบบเอนไซม์จำเพาะเช่นกันเพื่อไม่ให้มีมากเกินไป

 ในกรณีพีเอเอชเมื่อเข้าสู่ร่างกายนั้น ร่างกายจะพยายามหาทางทำลายโดยใช้ระบบเอนไซม์กลุ่มเดียวกับกลุ่มที่ดูแลฮอร์โมนเพศ แต่ถ้ามีพีเอเอชมากไปจนร่างกายเอาออกไม่ทัน พีเอเอชก็จะออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศด้วย โดยเฉพาะในเพศหญิงถ้ามีสารกลุ่มที่ออกฤทธิ์ฮอร์โมนเพศสูง การเปลี่ยนแปลงของเซลล์อวัยวะที่อยู่ภายในอิทธิพลของฮอร์โมนเพศเช่น เซลล์เต้านม เซลล์มดลูก ก็จะสูงจนบางครั้งส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้

ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันจึงกล้าพูดว่า คนที่กินอาหารปิ้งย่างรมควันมากๆ โดยไม่กินอาหารที่มีผัก ผลไม้ สมุนไพร และเครื่องเทศ เป็นองค์ประกอบแล้ว จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งหลายอวัยวะ รวมทั้งเต้านม

ในกรณีของพีเอเอชในสัตว์น้ำนั้น มันมักมากับการปนเปื้อนของสิ่งแวดล้อม ทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและมนุษย์ไปก่อ เช่นกรณีบ่อน้ำมันรั่ว หรือเรือขนน้ำมันอับปางนั้น มีการควบคุมยากมาก เพราะไม่เคยปรากฏว่า อาหารทะเลที่อยู่ในกระป๋องต้องแสดงสถานที่กำเนิดที่ถูกจับมาทำเป็นอาหาร บริษัทผลิตอาหารจะบอกเพียงว่าสถานที่ตั้งโรงงานนั้นอยู่ที่ใด ผู้บริโภคไม่มีวันรู้เลยว่า สัตว์ทะเลที่ได้จากบริเวณที่มีน้ำมันดิบปนเปื้อนนั้นอาจถูกนำมาใส่กระป๋อง แล้ววันใดวันหนึ่งอาจอยู่ในจานบนโต๊ะอาหารของท่าน

เมื่อเริ่มมีความกังวลในเรื่องนี้ ก็ขอให้กังวลต่อไป เพราะในการตรวจวิเคราะห์สารพิษในอาหารเช่นปลากระป๋องนั้น สารพีเอเอชไม่เคยได้รับการพิจารณาว่าอาจปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์ เหตุผลเพราะหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารส่วนใหญ่ยังคงสนใจแค่โลหะหนัก เชื้อแบคทีเรีย และพยาธิ

เรามีข้อมูลฉลากโภชนาการเพื่อยืนยันประโยชน์จากการบริโภคอาหารแต่ละคำ แต่ไม่มีข้อมูลประกันความปลอดภัยจากการบริโภคสารก่อมะเร็ง ทั้งที่ปลารมควันทุกชิ้น ไม่ว่ามาจากส่วนใดของโลก มีสารก่อมะเร็งปนเปื้อนอยู่แน่นอน เพียงแต่เราแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แล้วก็กลืนความไม่สนใจลงกระเพาะ อาจเป็นเพราะถ้ามีการวิเคราะห์ปริมาณพีเอเอชเพื่อประเมินความเสี่ยงแล้ว ต้นทุนการผลิตคงเพิ่มขึ้นอีกมาก หน่วยงานรัฐเลยคิดว่าผู้บริโภคคงไม่ยินยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้ได้สินค้าที่มีการระบุปริมาณสารพิษ เลยไม่เคยมีดำริจากหน่วยงานใดในโลกที่จะทำสิ่งนี้

ดังนั้นหลักการที่กล่าวกันมากว่าสิบปีแล้วว่า อาหารควรมีความปลอดภัยตั้งแต่เริ่มต้นการผลิตจนถึงโต๊ะอาหารนั้น (from farm to table) ก็เป็นเฉพาะในเรื่องของจุลินทรีย์ ถ้าจะมีการควบคุมสารก่อมะเร็งนั้นก็จำกัดเฉพาะที่รู้ๆ กัน เช่น สารพิษจากเชื้อราและโลหะหนัก ส่วนที่เกิดจากการปรุงอาหารและอื่นๆ ซึ่งอาจมีน้อย ก็ปล่อยให้เข้าสู่ร่างกายเพื่อกระตุ้นระบบทำลายสารพิษให้แข็งแรงขึ้น (อย่างนั้นหรือ) โดยไม่ต้องสนใจเรื่องการสะสมสารพิษ การทำปฏิกิริยาต่อกันของสารพิษในร่างกาย ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีความรู้ จึงไม่คิดถึงเรื่องนี้ ทุกฝ่ายก็สบายใจไป รอจนกว่ามีปัญหาชัดเจนค่อยหาทางแก้ไขกันใหม่ สวัสดีครับประเทศไทย