โรคที่คนอเมริกันมักป่วยอันเนื่องจากสิ่งแวดล้อม ตอน 1

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

โรคที่คนอเมริกันมักป่วยอันเนื่องจากสิ่งแวดล้อม ตอน 1

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

อากาศ น้ำ พระอาทิตย์ ฝุ่นละออง พืช สัตว์ และสารเคมี รวมทั้งโลหะต่างๆ เป็นสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ทั้งทางกายและใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งมันก็ทำให้พวกเราบางคนป่วย ทาง National Institute of Environmental Health Sciences ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้ทำใบปลิวอิเล็กทรอนิกส์ (NIH Publication No. 96-4145) ออกมาเมื่อปี 2550 เรียงรายชื่อโรคที่คนอเมริกันมักเป็นเนื่องจากสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนเลยนำมาเล่าให้ชาวเน็ตได้รู้ พร้อมเสริมคำนิยมบ้าง ประณามบ้างไปตามเพลง

Allergies and AZ-ma หรือโรคภูมิแพ้และหอบหืด คือโรคกลุ่มแรกที่เรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ ซึ่งนับเป็นโรคยอดนิยมของคนเมือง และสำหรับบางคนที่แม้อยู่ชนบทแต่มีพันธุกรรมไม่ดีคือ ขี้แพ้ ก็เห็นได้ไม่ยาก  ประมาณกันว่ามีคนกว่าครึ่งของชาวอเมริกัน (300 ล้านคน) ที่ขี้แพ้สารก่อภูมิแพ้อย่างน้อย 1 ชนิด คนเหล่านี้จะน้ำมูกไหล ใสบ้าง เขียวบ้าง  แสบตาเป็นประจำเนื่องจากละอองเกสรดอกไม้ ฝุ่น  หรืออะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมด ดังนั้นธุรกิจขายกระดาษทิชชูของประเทศนี้จึงเจริญรุ่งเรืองเพราะมีลูกค้าเยอะมาก

อาการที่เป็นต่อเนื่องคู่กันไปกับการแพ้นั้นคือ หอบหืด ผู้โชคร้ายเหล่านี้มักประสบเคราะห์หลังการออกกำลังกายอย่างหนักหรือมีการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศแบบกระทันหัน ตัวการสำคัญที่พิสูจน์ทราบแล้วคือ สารที่ก่อมลภาวะในอากาศทั้งนอกและในบ้าน จนหลายคนในเมืองไทยอ้างเหตุออกไปอยู่บ้านหลังเล็กเพราะเกิดอาการแพ้ภรรยาหลวงในบ้านหลังใหญ่ ซึ่งลักษณะหลังนี้หมอจ่ายยารักษาอย่างไรก็ไม่หาย ภรรยาหลวงคงต้องหายาที่เป็นโลหะหนักเช่น ลูกตะกั่ว มาจัดการแทนก็จะหายไปจากโลกนี้

ความจริงประเด็นอาการแพ้นี้ คนไทยพบไม่มากนัก อาจเพราะเรากินหมูเนื้อแดงกันค่อนข้างบ่อย อย่าประหลาดใจ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า หมูเนื้อแดงนี้หลายฟาร์มหมูได้ทำให้เกิดขึ้นโดยใช้สารเร่งเนื้อแดงกลุ่มเบต้าอะโกนิสต์ ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วเป็นยาแก้หอบหืด ดังนั้นจึงน่าจะเป็นไปได้ว่า การที่คนไทยไม่ค่อยเป็นโรคหอบหืดจากภูมิแพ้นั้นน่าจะมีสาเหตุจากการรับประทานหมูเนื้อแดงเป็นประจำนั่นเอง

Birth Defects หรือความพิการแต่กำเนิด สตรีมีครรภ์หลายคนโชคร้ายได้รับสารเคมีที่เป็นสารก่อลูกวิรูปจากสิ่งแวดล้อมหรือนิยมดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สิ่งเหล่านี้เป็นอันตรายต่อตัวอ่อนในท้องช่วงสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์ เด็กพิการตั้งแต่คลอดออกมานั้นไม่มีรูปแบบที่แน่นอน เพราะสารพิษแต่ละชนิดก็มีบทบาทในการก่อความพิการต่างกันไป ที่น่ากังวลคือ ยาแอสปริน หรือที่คนไทยเรียก แอสไพริน และควันบุหรี่นั้นก็ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เป็นต้นเหตุหนึ่งของความพิการในเด็ก

ตัวอย่างที่น่าสงสารนั้นเกิดในประเทศเวียดนามที่มีเด็กพิการแต่กำเนิด ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามเวียดนามที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงในเรื่องไดออกซิน  สำหรับในสหรัฐอเมริกานั้นการเกิดมาพิการเป็นสาเหตุหลักของการตายของทารกในช่วงขวบปีแรก ทั้งที่ความจริงแล้วเป็นปัญหาที่สามารถป้องกันได้ ถ้ามีความรู้เพียงพอ
 

Cancer หรือโรคมะเร็ง เป็นอาการที่เซลล์ของอวัยวะใดอวัยวะหนึ่งมีการแบ่งตัวไม่หยุดและไปรุกรานเซลล์ของอวัยวะอื่นที่เขาทำตัวเป็นพลเมืองดี ที่สำคัญเซลล์มะเร็งนั้นเพิ่มเฉพาะจำนวน แต่ไร้คุณภาพ เพราะ

เป็นเซลล์ที่ไม่พัฒนาตนให้ทำงาน เนื่องจากขาดกระบวนการ differentiation of cell เปรียบเสมือนระบบการศึกษาของเราในปัจจุบันซึ่งสร้างแต่บัณฑิตที่มีสมองกลวง เอาใบระเบียนการเรียนมาเปิดดูแล้วเลือกถามสักหนึ่งวิชาว่า วิชานั้นสอนเกี่ยวกับอะไร บัณฑิตเหล่านี้จะถามกลับว่า เขาเรียนวิชานี้ด้วยหรือ จำไม่ได้หรอก

มะเร็งนั้นเป็นสาเหตุการตายเป็นอันดับสองของสหรัฐอเมริกา แต่เป็นอันดับหนึ่งแล้วในบ้านเรา  มะเร็งเป็นสาเหตุที่ทำให้แต่ละประเทศสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีค่ามากมายในแต่ละปี (แต่ไอ้พวกไม่มีค่านั้นมักอยู่ยืนยง) โดยเป็นที่ประจักษ์ว่า สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม เช่น ควันบุหรี่ แร่ใยหิน การแผ่รังสี สารพิษทางอุตสาหกรรม ตลอดจนแสงแดด และสภาวะแวดล้อมของมนุษย์ โดยเฉพาะอาหารการกิน เหล้า เบียร์ อุ กระแช่ น้ำตาลเมา เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็ง เมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้วจะพบว่า ถ้าเรามีความรู้พอ คนไทยน่าจะลดความเสี่ยงเหล่านี้ได้ไม่ยากนัก ยกเว้นไปอยู่มาบตาพุด ก็ตัวใครตัวมันครับ

Dermatitis (durmuhTIE-tiss) หรือโรคผิวหนังอักเสบ ท่านผู้อ่านหลายท่านอาจมีประสบการณ์อันเลวร้ายกับอาการนี้ เพราะมันทั้งแสบทั้งคัน ถ้าจะให้เห็นภาพชัดเจนคงต้องยกตัวอย่างสุนัขที่เป็นขี้เรื้อนซึ่งน่าสงสารมาก เพราะมันจะเกาทั้งวัน

สาเหตุของอาการนี้มีหลายประการ แต่ที่แน่ๆ คือจากสารเคมีในสิ่งแวดล้อม ทั้งจากสีทาบ้าน เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เช่น สบู่ ผงซักฟอก น้ำหอม เป็นต้น อากาศในฤดูหนาวบางครั้งก็ทำให้ผิวแห้งคัน เกิดผื่นแดง บางคนกินอาหารบางอย่างก็แพ้และคันได้ การป้องกันปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากประสบการณ์ที่เป็นสักครั้ง แล้วพยายามป้องกันปัจจัยที่ก่อปัญหา ทำได้แค่นี้แหละครับ

Emphysema (EM-fuh-ZEE-ma) หรือโรคถุงลมโป่งพอง เป็นอาการที่เกิดมากกับผู้ตัดสินใจนิยมสูบบุหรี่ หลายครั้งที่ผู้เขียนมักบอกกับเพื่อนสมัยเรียนมัธยมว่า “มึงเลือกเองได้นะว่าจะเอาโรคอะไรมาเป็นสาเหตุการตาย” เมื่อเห็นเขาทั้งหลายเริ่มอัดบุหรี่และถองเหล้า

อาการถุงลมโป่งพองนั้นเป็นแล้วเป็นเลยไม่มีทางหาย ในสหรัฐอเมริกานั้นมีคนเหล่านี้ราว 2 ล้านคน ส่วนในไทย ไม่ต้องสำรวจก็รู้ว่ามากกว่าหลายนัก เพราะไปที่ไหนก็มีแต่กลิ่นควันนรกเหล่านี้ จนมีหลวงพี่บางรูปเทศน์ว่า คนที่นิยมถุนควันนั้น คงเพิ่งมาจากที่ที่อุดมด้วยควันจากเชื้อเพลิงที่ต้มน้ำในกระทะทองแดงกระมัง ผู้ป่วยเหล่านี้หายใจลำบากเมื่อเริ่มมีอาการ พอออกกำลังกายเล็กน้อยก็เหี่ยวเสียแล้ว หนักเข้าต้องติดออกซิเจนประจำตัวโดยแบกถังออกซิเจนที่แสนหนักไปด้วยเหมือนนักประดาน้ำเลยทีเดียว

Heart Disease หรือโรคหัวใจ เป็นโรคที่ไม่เกี่ยวกับโรคใจง่ายเหมือนดาราที่ทำให้มีเด็กเกิดมาแล้วมานั่งสร้างข่าวทะเลาะกันเรื่องตรวจดีเอ็นเอนะครับ อาการนี้เป็นสาเหตุการตายอันดับต้นและก่อให้เกิดการไร้สมรรถภาพในการทำงานเป็นลำดับหนึ่ง แต่ละปีมีคนอเมริกันตายด้วยอาการแบบนี้ราว 7 แสนคน ทางการแพทย์ลงความเห็นว่า มีสาเหตุจากการกินไม่ดี ซึ่งไม่ได้หมายความว่ากินของไม่ดี ความจริงแล้วคนตายเหล่านี้กินของดีๆ ทั้งนั้น แต่กินมากเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว เลยเกิดอาการเกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจตีบตัน ประกอบกับมัวแต่กินแล้วขาดการออกกำลังกายแบบแอโรบิค จึงเกิดอาการโรคหัวใจ

ความจริงโรคหัวใจนั้น ทุกคนมีโอกาสเป็นทั้งนั้น เพียงแต่บางคนเป็นเมื่ออายุ 90 ปี อย่างไรก็ตามคนที่กินแต่ของดีๆ แต่เยอะเกินไปดังกล่าวข้างต้นนั้น มักเป็นเมื่ออายุก่อน 60 ปี ดังนั้นใครที่มีปัญญากินของดีๆ คงต้องถามตัวเองว่า กินดี อยู่ดี ตายเร็ว กับกินแต่พอควรและออกกำลังการพร้อมทำความดีให้แก่สังคม จนสามารถอยู่ Count down วันปีใหม่อีกสักสี่ห้าสิบครั้ง จะเอาแบบไหน พอเลือกได้เองนะครับ

Immune Deficiency Diseases หรือโรคภูมิต้านทานบกพร่อง อาการดังกล่าวนี้ไม่ได้หมายถึงโรคเอดส์เพียงอย่างเดียว สารเคมีในสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้ ก่อนจะมีโรคเอดส์เสียอีก สารเคมีมากมายที่มีผลต่อระบบภูมิต้านทาน สารเคมีบางชนิดในปริมาณต่ำๆ กระตุ้นให้ภูมิต้านทานทำงานดีขึ้น ในขณะที่เมื่อเพิ่มปริมาณแล้วกลับกดการทำงานของภูมิต้านทานในสัตว์ทดลอง

สิ่งแวดล้อมเป็นที่รองรับการเททิ้งของสารพิษที่กดภูมิต้านทานหลายชนิด ที่สำคัญควรทราบคือ  สารกลุ่มออร์กาโนคลอรีน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารกำจัดสัตว์รังควานหรือ Pesticide พูดง่ายๆ คือยาฆ่าแมลงนั่นเอง สารกลุ่มนี้มักมีอายุในการตกค้างในสิ่งแวดล้อมเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 25 ปี มนุษย์มักรับสารพิษเหล่านี้ในทางอ้อมคือ จากการกินอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเหล่านี้ หรืออาจได้รับโดยตรงเช่น สารพิษกลุ่มพีซีบี (polychlorinated biphenyls) ซึ่งเป็นตัวหล่อลื่นในอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ดังนั้นในเวลานั่งพิมพ์ต้นฉบับนี้ผู้เขียนก็ได้กลิ่นลอยมาจางๆ เป็นประจำ

Fertility Problems หรือเรียกให้เข้าใจง่ายคืออาการหมดปัญญาทำลูก มีหลักฐานพบแล้วว่า 1 ใน 8 ของคู่สมรสอเมริกันมีอาการเป็นเยี่ยงนี้ สาเหตุที่คิดกันว่าใช่นั้น ได้แก่ การติดเชื้อโรคที่เกิดจากเพศสัมพันธ์ ซึ่งก็ไม่น่าประหลาดใจสำหรับผู้ที่ได้เคยดูหนังอเมริกันชุด American Pie เพราะสังคมอเมริกันนั้นการจะได้มีเซ็กซ์นั้น หรือ get laid เป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจให้แก่วัยรุ่น ซึ่งปัจจุบันความคิดแย่ๆ เช่นนี้ก็มีในวันรุ่นไทยเช่นกันแล้ว

ความรู้ว่าการติดเชื้อเนื่องจากเพศสัมพันธ์ก่อให้เกิดความพิการกับระบบสืบพันธุ์นั้นมีมานานแล้ว โดยดูจากสตรีที่มีอาชีพพิเศษมักจะไม่มีลูกเมื่อเลิกทำอาชีพดังกล่าว เพราะส่วนใหญ่ของสตรีเหล่านั้นมักมีประสบกามติดโรคทั้งสิ้น นอกจากนี้สารเคมีหลายชนิดที่แปดเปื้อนสิ่งแวดล้อมสามารถทำลายเชลล์สืบพันธุ์ทั้งชายหรือหญิงได้เช่นกัน ที่สำคัญคือ มีการศึกษาว่าการดื่มกาแฟมากไป น่าจะลดความสามารถในการมีลูกของสตรีได้ แม้จะเป็นผลชั่วคราวก็ตาม

Goiter (GOY-ter) หรือโรคคอพอก เป็นโรคที่กำจัดเท่าไรก็ยังไม่หมดจากประเทศไทยเสียที เป็นที่น่าประหลาดใจเช่นกันว่า ประเทศที่พัฒนาไปจนสุดกู่เช่นสหรัฐอเมริกา ก็ยังมีประชาชนเป็นโรคล้าสมัยนี้ด้วย นั่นแสดงว่าโอกาสที่คนอเมริกันได้อาหารที่มีไอโอดีนไม่พอก็มีเหมือนกัน

ธาตุไอโอดีนนั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญของไทรอกซิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเกี่ยวกับระบบการเจริญเติบโตและควบคุมการใช้พลังงานในร่างกายเรา ดังนั้นเมื่อร่างกายไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่มีไอโอดีนช่วยการทำงานได้ ต่อมไทรอยด์ที่ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนก็จะถูกคำสั่งให้พยายามสร้างจนเกิดสภาพต่อมนี้โตผิดปกติที่เรียกว่า คอพอก การแก้ปัญหาดังกล่าวจะว่าไปก็ไม่ยาก เพราะทราบกันมานานแล้วว่า ใครที่กินอาหารทะเลหรือเกลือทะเล ก็จะได้รับธาตุไอโอดีนเพียงพอ ผู้ที่ขาดไอโอดีนมักอยู่หลังเขาซึ่งไม่มีเกลือไอโอดีนไปขายนั่นเอง

Job-Related Illnesses หรือโรคที่เกิดเนื่องจากการทำงาน มีผู้กล่าวว่าไม่ว่างานอะไรเมื่อเริ่มทำก็ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ทั้งสิ้น แม้นักเขียนก็มีความเสี่ยงต่อการถูกกระดาษบาดเอาได้  (ยกเว้นนักเขียนที่ใช้คอมพิวเตอร์พิมพ์ต้นฉบับก็ปลอดภัยจากกระดาษบาด แต่เสี่ยงที่จะได้รับสารพีซีบี) ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่มีคนงานในสหรัฐอเมริกาตายเฉลี่ยวันละ 137 คนเนื่องจากโรคที่เกิดจากการทำงาน ซึ่งมักมีการใช้สารเคมีระหว่างการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นในโรงงานอุตสาหกรรมหรือห้องปฏิบัติการวิจัยในมหาวิทยาลัย ต่างก็มีสารเคมีมากมายที่จะก่อให้เกิดโรคแก่ผู้ที่พลั้งเผลอ ไม่รอบคอบ หรือไม่ทำตามระเบียบปฏิบัติเสมอ ตัวอย่างเช่นแพทย์หรือนักรังสีบำบัดมักพลั้งพลาดได้รับรังสีแกมมาจากการทำงานจนเกินจากระดับที่ยอมรับได้เสมอ หรือคนที่ทำงานในสนามบินก็จะได้ยินเสียงในระดับที่ก่อความเสี่ยงต่อการหูหนวกได้ ซึ่งกรณีนี้ไปถามคนที่มีบ้านติดสนามบินสุวรรณภูมิได้เลยว่าซาบซึ้งเพียงใด

Kidney Diseases หรือโรคไต เป็นโรคที่ชาวอเมริกันราว 7.5 ล้านคนกำลังร่วมทุกข์ด้วยกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีความหนักเบาของอาการแตกต่างกันไปตามกรรม บ้างก็เป็นเนื่องจากการติดเชื้อเล็กน้อย แต่บ้างก็เป็นในลักษณะมีอาการไตวายเลยทีเดียว อาการเหล่านี้มันประกอบกับการที่ไตไม่สามารถทำความสะอาดเลือดได้ดีพอจนต้องไปล้างไตเป็นประจำ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงมาก สารเคมี (โดยเฉพาะสารประกอบของโลหะหนัก) ที่ถูกทิ้งลงสู่สิ่งแวดล้อมมากมายแล้วเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร รวมทั้งยาหลายชนิดก็มักถูกกล่าวหาว่าเป็นสาเหตุของอาการไตพัง

>> โรคที่คนอเมริกันมักป่วยอันเนื่องจากสิ่งแวดล้อม ตอน 2