ปวดหัวกับสิ่งแวดล้อม (ว่าด้วยสาเหตุของไมเกรน)

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ปวดหัวกับสิ่งแวดล้อม (ว่าด้วยสาเหตุของไมเกรน)

รศ.ดร. แก้ว กังสดาลอำไพ

ในอดีต ช่วงเดือนตุลาคมเป็นช่วงต้นหนาวปลายฝน แต่ในปีนี้ฝนยังทำท่าไม่อยากจะจากไป ท่านผู้อ่านคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มันเป็นผลเนื่องมาจากโลกร้อน ซึ่งก็คงจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง เพราะถึงโลกจะร้อนขึ้น แต่ก็เป็นที่อื่น เพราะปีนี้บ้านเราจะหนาวกันเด็ดสะระตี่แน่ เตรียมควักเสื้อหนาวจากก้นตู้มาใส่ได้เลย กรมอุตุนิยมวิทยารับประกันว่าไม่หนาวหลอก ๆ แน่ ก็ขอให้พยายามเชื่อกันหน่อย

ผู้เขียนเคยถามนักศึกษาในการสอนวิชาหนึ่งว่า ช่วงข่าวค่ำในหน้าหนาว กรมอุตุฯ มักพยากรณ์ว่าร่องความกดอากาศสูงจากจีนพาดผ่านตอนนั้นตอนนี้ของประเทศไทย อุณหภูมิวันพรุ่งนี้จะลดลง 2-4 องศาเซลเซียส พร้อมกับมีภาพแผนที่ทวีปเอเชียและมีเส้นยึกยือพาดไปมาหลายสิบเส้น มันหมายความว่าอย่างไร ทำไมเวลามีความกดอากาศสูงลงมาถึงประเทศไทยแล้วจึงทำให้เรารู้สึกหนาว ปรากฏผลที่น่าประทับใจว่า นักศึกษาที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพต่างๆ  ร้อยละร้อยที่ผ่านมาในชีวิตการสอนหนังสือของผู้เขียน อธิบายอะไรไม่ได้ แถมบางคนยังดูเหมือนไม่เข้าใจคำถามเสียด้วยซ้ำ

ผู้เขียนจึงต้องอธิบายคำว่า ความกดอากาศสูงในความหมายของกรมอุตุฯ นั้นคือ มีมวลอากาศหนาแน่นกว่าบริเวณที่มีความกดอากาศต่ำ ทำให้ไอน้ำ หรือความชื้น หรือเมฆไหลเข้าไปในบริเวณนั้นไม่ได้ ลักษณดังนี้ที่แน่ๆ คือ ฝนจะไม่ตก และจะหนาว เพราะเมื่ออากาศรอบตัวเราไม่มีไอน้ำ เหงื่อที่ออกจากร่างกายเราก็จะระเหยง่ายขึ้น จนสุดท้ายเราก็จะรู้สึกแห้งที่ผิว ทำให้ต้องเสียเงินไปซื้อโลชั่นมาทาผิว เพื่อป้องกันผิวแตกแห้งเนื่องจากความชื้นที่ผิวเราระเหยมากเกินไป

สำหรับคนที่อยู่ในประเทศที่มีหิมะนั้น วันไหนท้องฟ้าใสแจ๋ว ให้ระวังเลยว่าเป็นสัญญาณของความกดอากาศสูง ซึ่งอยู่บริเวณไหน ความชื้นตลอดจนเมฆก็จะไหลเข้าไปในบริเวณนั้นไม่ได้ ผลที่ตามมาคือ วันนั้นจะหนาวจนน้ำมูกแทบแข็งทีเดียว

ส่วนเส้นยึกยือที่เห็นบนแผนที่อากาศนั้นเรียกว่า เส้นไอโซบาร์ (isobar) ซึ่งแต่ละเส้นนั้น จะมีความกดอากาศจำเพาะอยู่ แต่ที่ควรทราบคือ เส้นนี้พาดผ่านเมืองใด เมืองเหล่านั้นจะมีความกดอากาศเท่ากัน สมมุติว่าวันหนึ่ง เกิดมีเส้นไอโซบาร์เส้นหนึ่งพาดผ่านปักกิ่งและกรุงเทพมหานคร ก็ให้ระวังว่า ถ้าปักกิ่งหนาว เราหนาวตามแน่ ซึ่งในอดีตไม่เคยเป็น แต่อนาคตไม่แน่ เพราะมีโหรพยากรณ์ว่า เราจะมีหิมะตกในช่วงปีสองปีนี้

สำหรับผู้เขียนและผู้อ่านหลายท่านแล้ว การเปลี่ยนแปลงของความกดอากาศ อาจทำให้ท่านเกิดอาการปวดหัวแบบที่เรียกว่า “ไมเกรน”

ผู้ที่อยู่ชมรมรักไมเกรนจะซาบซึ้งใจดีว่ามันทรมานแค่ไหนเวลาอาการกำเริบ คือ ตาลาย เห็นริ้วแสงสว่างเป็นลายลอยไปลอยมาพร้อมกับอาการปวดหัวข้างเดียว ย้ายจากซ้ายไปขวา แล้วก็ขวาไปซ้าย ตามมาด้วยอาการคลื่นเหียน จนสุดท้ายก็ต้องอาเจียนออกมา และต้องหาที่นอนหลับตาในที่แสงสว่างน้อย ซึ่งจะทำให้อาการตาลายหายไป และอาการปวดหัวจะน้อยลง แต่ไม่หายขาดทันที จะค้างอยู่ราว 24 ถึง 48 ชั่วโมง เนื่องจากอาการไมเกรนนี้ เกิดเนื่องเกี่ยวพันกับการที่เส้นเลือดในสมองตีบเป็นการชั่วคราว จึงทำให้เวลาปวดเบ่งอุจจาระจะรู้สึกปวดหัวทรมานพอดู รายละเอียดนั้นอาจหาอ่านได้ใน wikipedia ครับ

ผู้ที่เป็นสมาชิกชมรมรักไมเกรน เมื่ออ่านใน wikepedia แล้วจะพบว่า มีปัจจัยบางปัจจัยเท่านั้นที่เป็นสาเหตุของไมเกรนในแต่ละคน แบบว่าตัวใครตัวมัน ในที่นี้ผู้เขียนจะลองยกตัวอย่างปัจจัยที่ทำให้ผู้เขียนมีอาการไมเกรนแน่นอนคือ

การเปลี่ยนสถานที่จากที่ร้อนไปอยู่ในห้องแอร์เย็นจัดๆ เช่น ในห้องประชุมวิชาการตามโรงแรมใหญ่ๆ ซึ่งมักปรับอุณหภูมิห้องประชุมให้เย็นพอที่จะวางปลาสดไม่ให้เน่าได้ ดังนั้นผู้เขียนจึงต้องใส่เสื้อให้อุ่นก่อนเข้าไปในห้องประชุมทุกครั้งที่จำเป็นต้องไปบรรยายวิชาการ และที่สำคัญ ต้องอย่าให้โดนลมแอร์โดยตรง เพราะนั่นคือ ปัจจัยแน่ๆ ที่ก่อให้เกิดอาการไมเกรน ที่สำคัญลมจากพัดลมที่เป่าโดนตรงๆ ก็ทำให้เป็นไมเกรนได้ไม่ยากเช่นกัน

สาเหตุที่สองคือ การมองไปที่แสงจ้ามากๆ เช่น ดวงอาทิตย์ และหลอดไฟ (โดยเฉพาะจากหลอดไฟซีนอนที่บริษัทขายรถยนต์ปัจจุบันชอบติดให้ลูกค้า ซึ่งมันแยงตาคนที่ขับอยู่ข้างหน้ามาก ทุกครั้งที่รู้สึกรำคาญแบบนี้ ผู้เขียนก็จะรำลึกบุญคุณอย่างสูงสุดของผู้บริหารหน่วยราชการที่กรุณาอนุญาตให้มีการใช้ไฟซีนอนกับรถยนต์ โดยเฉพาะกระบะ พร้อมทั้งอธิษฐานให้ผู้บริหารเหล่านั้นได้เจอกับตัวเองสักวันหนึ่งว่า ไฟซีนอนนั้นมันแยงตาแค่ไหน โดยเฉพาะเวลาขับรถกลางคืนบนถนนที่มีสองเลนและมีรถที่มีสิบล้อขึ้นไปสวนมา) แสงจ้าๆ นั้นเป็นตัวกำเนิดอาการไมเกรนที่สำคัญมาก

สาเหตุที่ก่อให้เกิดอาการไมเกรนบ่อยกับผู้เขียนประการต่อไปคือ ความหิว เนื่องจากบางครั้งผู้เขียนต้องเข้าประชุมกับหน่วยงานอื่นที่มักเริ่มสายและเลิกช้า ลักษณะพิเศษในด้านแย่ของคนไทยอย่างหนึ่งคือ การไม่ตรงต่อเวลา โดยเฉพาะหัวหน้าหน่วยราชการอื่นๆ ที่ผู้เขียนไม่ได้สังกัดแต่ต้องไปประชุมด้วย มักอ้างเหตุผลการเริ่มประชุมช้าว่าติดธุระบ้าบออยู่ โดยไม่เกรงใจผู้เข้าร่วมประชุมที่มาจากหน่วยงานอื่น ที่สำคัญคนไทยบางคนชอบเข้าประชุมช้า และเมื่อเข้าเป็นคนสุดท้ายที่ทำให้องค์ประชุมครบ หลายคนจะปรบมือให้ เพราะการไม่ครบองค์ประชุมหมายความว่า การประชุมครั้งนั้นจะไม่มีการลงมติ แถมอาจเบิกเบี้ยประชุมไม่ได้ ดังนั้นคนที่ถ่างตามาแต่ก่อนเวลาประชุมเริ่ม จึงมักดีใจที่มีคนสุดท้ายมาทำให้องค์ประชุมครบ แม้ว่าเขาผู้นั้นจะมาเวลา 11.00 น. ทั้งที่นัดประชุม 9.00 น.

ความไม่เป็นระบบนักในการประชุมของหน่วยราชการบางแห่ง ทำให้สุดท้ายผู้เขียนต้องทำตัวให้ไม่ว่างหรือขาดความสำคัญที่จะถูกเชิญไปประชุม เพื่อจะได้ไม่ต้องหิวข้าวกลางวัน ซึ่งเสี่ยงการเป็นไมเกรน หรือถ้าจำเป็นต้องไปประชุมต่างหน่วยงาน พอถึงเวลาอาหารกลางวัน ผู้เขียนก็เดินออกจากที่ประชุมไปหาข้าวกินทันที พร้อมทิ้งแฟ้มประชุม (ไว้บนโต๊ะ) ให้ประชุมแทน โดยไม่กลับเข้าไปอีก

การนอนดึกตื่นสายนั้น มักเป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปทำได้ดีในคืนวันเสาร์ต่อเช้าวันอาทิตย์ แต่บางคนที่อยู่ชมรมรักไมเกรนนั้น มันคือสาเหตุหนึ่งของการปวดหัว สำหรับผู้เขียนแล้ว ถ้าต้องนอนดึก ก็จะพยายามตื่นเช้า เพราะถ้าตื่นสายจะเกิดอาการหิว และจะปวดหัวทันที จึงต้องหาอาหารเช้าใส่ท้องก่อน จากนั้นถ้ามีโอกาสจึงนอนต่ออีกสักนิดให้หายง่วง ก็จะลดความเสี่ยงต่อการเป็นไมเกรนได้

ปัจจัยที่จะลดความเสี่ยงของอาการไมเกรนอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามปรัชญาจีน (มีคนบอกว่าใช่หลังจากที่ผู้เขียนพบหลักการนี้ด้วยตนเอง) คือ เวลานอนต้องหัวเย็นเท้าอุ่น ปรัชญานี้ผู้เขียนพบเนื่องจาก แม้นอนในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ เราจะพบว่า อุณหภูมิร่างกายเราไม่คงที่ พอถึงจุดหนึ่งของช่วงเวลานอนแล้วเท้าเกิดเย็นเนื่องจากผ้าห่มกระเด็นไปจากตัวเรา เช้ารุ่งขึ้นอาการไมเกรนอาจตามมาได้ ดังนั้นสุดท้ายผู้เขียนจึงต้องใส่ถุงเท้านอน หรือแม้แต่กลางวันที่มีอากาศเย็น ซึ่งลดความเสี่ยงของการเกิดอาการไมเกรนในตอนเช้าได้ดี

นอกจากความหิวจะทำให้ผู้เขียนเป็นไมเกรนได้แล้ว อาหารที่เหม็นหืน มีผงชูรสมาก หรืออาหารที่รับประทานแล้วทำให้ท้องอืด เช่น กล้วยหอม ถั่วต้มที่ต้มไม่สุกดีนัก หรือแม้สุกแต่กินมากไป ก็ก่อให้เกิดอาการไมเกรนได้ ดังนั้นสมาชิกชมรมรักไมเกรนต้องพยายามจับให้ได้ว่า อาหารอะไรที่รับประทานแล้วทำให้ท้องอืด ในบางครั้งจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน จนเกิดอาการท้องอืดขึ้นมา ก็ต้องรีบรับประทานยาช่วยย่อย ซึ่งเป็นเอนไซม์ย่อยอาหารรวมที่มักสกัดได้จากตับอ่อนของสัตว์ที่ถูกฆ่าเป็นอาหารทั่วไป เช่น หมู วัว แกะ เป็นต้น และถ้าไม่มียา

เครื่องดื่มบางชนิดก็ก่อให้เกิดอาการไมเกรนได้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ นม และกาแฟ ซึ่งเป็นอาหารที่จัดว่าเป็น Secretagogueกล่าวคือ สามารถกระตุ้นการขับน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ ดังนั้น คนบางคนที่ไวต่อการเป็นไมเกรนหลังดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้ ต้องจำว่าอย่าดื่มเครื่องดื่มประเภทนี้ขณะท้องว่าง เพราะท่านจะเสี่ยงต่ออาการไมเกรนได้ไม่ยาก การดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้หลังอาหาร จะช่วยกระตุ้นให้การย่อยอาหารดีขึ้น

สุดท้ายของปัจจัยที่ทำให้ผู้เขียนเป็นไมเกรนก็คือ สิ่งแวดล้อมรอบตัว ประการแรก คือ ความกดอากาศสูงในฤดูหนาวที่เปลี่ยนกะทันหันจนปรับตัวไม่ทัน ส่วนสิ่งแวดล้อมที่สองคือ เสียงอึกกระทึกครึกโครมที่ลอยมาเข้าหู เช่น เสียงจากร้านจำหน่ายสุราที่มีตู้คาราโอเกะ เสียงจากงานบวชนาค แต่งงาน โกนจุกพ่อตา เผาจุกแม่ยาย เหล่านี้เป็นอนารยธรรมของคนไทยที่ผู้เขียนประสบและก่อให้เกิดอาการไมเกรน จนต้องย้ายบ้านไปอยู่ในหมู่บ้านใกล้สวนฝั่งธน ซึ่งห่างไกลเสียงแห่งความไม่เกรงใจเหล่านี้

อาการปวดหัวไมเกรนนี้ มักเป็นกับคนที่ค่อนข้างอ่อนไหว ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสิ่งแวดล้อม บทความวิชาการบางฉบับบอกว่า มันเป็นลักษณะที่เกิดจากการกลายพันธุ์เฉพาะบุคคล ซึ่งก็ยังดีที่ไม่มีใครบอกว่า คนปวดหัวไมเกรนคือ หนึ่งในจำนวนคนห้าร้อยจำพวกที่ถูกหาว่าเป็นบ้า