COP 16 กับประเทศไทย

จิตติมา บ้านสร้าง

COP 16 กับประเทศไทย

จิตติมา บ้านสร้าง

09.45 ตามเวลาเมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก  ประธานาธิบดีเม็กซิโกกล่าวต้อนรับผู้แทนจาก 193 ประเทศที่เข้าร่วมเวทีการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกครั้งที่ 16 หรือ COP 16 (The 16th Conference of Parties to the 1992 U.N. Framework Convention on Climate Change) การขับเคี่ยวผลประโยชน์บนบริบทโลกร้อนก็เริ่มต้นขึ้น  นับวันเวทีเจรจาโลกร้อนยิ่งฉายชัดมากขึ้นถึงความชัดเจนนี้  เพราะประเด็นที่ทำให้เห็นว่าเป็นเวทีรักษาผลประโยชน์ส่วนตนมากกว่ามุ่งบรรเทาผลกระทบก็คือ การเกี่ยงที่จะไม่ยอมรับผิดชอบลดก๊าซเรือนกระจกให้มาก 

นายบัณฑูร  เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม  ในฐานะนักวิชาการร่วมคณะผู้แทนไทยในการเจรจาให้ความเห็นว่า  ประเทศยักษ์ใหญ่ยังคงมีความขัดแย้งกันสูงในเรื่องนี้  และจะไม่ได้ข้อสรุปในปีนี้ โดยคาดว่าจะยกยอดไปปีหน้า ซึ่งตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงการเจรจา COP 17 ในปีหน้าที่แอฟริกาใต้กันแล้ว

ในขณะที่ประเทศไทยมีจุดยืนเรื่องนี้ว่าจะต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันในระดับที่แตกต่าง  คือประเทศที่ปล่อยก๊าซออกมามากและปล่อยมานานแล้ว  ควรมีความรับผิดชอบมากกว่าประเทศที่ปล่อยน้อยและเพิ่งมีการปล่อยเมื่อไม่นานนัก  หรือกรอบกว้างๆ ก็คือ ระหว่างกลุ่มประเทศที่มีการพัฒนาอุตสาหกรรมมากและยาวนานอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และมีฐานเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง มีความสามารถในการลงทุนพัฒนาเทคโนโลยี กับประเทศกำลังพัฒนาขนาดเล็ก ซึ่งเป็นหลักการดั้งเดิมของพิธีสารเกียวโต  โดยเจ้าหน้าที่ไทยได้รับอนุมัติจากรัฐสภาให้ถือกรอบการเจรจา  7 ข้อคือ

1. ผลักดันให้ข้อตกลงเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับนานาชาติ
2. ประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาจะรับผิดชอบลดก๊าซในระดับที่แตกต่างกันตามศักยภาพ
3. ให้ประเทศที่พัฒนาแล้วสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีเพื่อการปรับตัวให้อยู่รอดได้ในภาวะโลกร้อนและการลดก๊าซ
4. เปิดโอกาสการลดก๊าซด้วยการใช้กลไกทางการตลาด เช่น การขายคาร์บอนเครดิต
5. เรียกร้องให้รับข้อเสนอการเก็บกักคาร์บอนด้วยป่าไม้
6. ป้องกันการบีบคั้นการปล่อยก๊าซจากภาคเกษตร
7. หากเกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินต้องคำนึงถึงระบบนิเวศก่อน

แม้ว่าไทยจะเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีอำนาจต่อรองมากนัก  แต่ผลการเจรจาอาจจะไม่พลาดไปจากเป้าหมายนี้สักเท่าไร เพราะเป้าหมายนี้สอดคล้องกับแนวทางหลักของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา หรือ G77  นอกจากนี้ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งรวมถึงไทยด้วย ก็อาจได้รับประโยชน์จากบางเรื่องที่อาจได้ข้อสรุปในปีนี้  โดยเฉพาะการที่ประเทศพัฒนาแล้วจะสนับสนุนด้านการเงินและเทคโนโลยีสำหรับการลดก๊าซและการปรับตัว  เพราะเป็นสิ่งที่พอจะตกลงกันได้  เนื่องจากเป็นเรื่องที่ไม่ขัดแย้งกันมาก และมีความก้าวหน้าจากการเจรจาตั้งแต่ก่อนถึงเวทีที่แคนคูนแล้ว

ดังนั้นเรื่องที่ดูเหมือนไทยจะมีความหวังก็คือ การลดก๊าซเรือนกระจกจากการทำลายป่าและความเสื่อมโทรมของป่าในประเทศกำลังพัฒนา (Reducing Emissions from Deforestation and Forest Degradation in Developing Countries หรือ REDD) มาตรการนี้ก็คือความพยายามลดก๊าซเรือนกระจกด้วยการลดการทำลายป่า  เพราะการทำลายป่าทั่วโลกทำให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 20% ซึ่งถ้าลดการทำลายป่าได้  ก็เท่ากับเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้เช่นกัน  ดังนั้นการได้รับเงินสนับสนุนการดูแลรักษาพื้นที่ป่า เพื่อลดการทำลายป่า จึงเป็นผลบวกกับไทยโดยตรง เพราะเป็นภารกิจที่ประเทศต้องดำเนินการอยู่แล้ว จึงเหมือนกับได้รับแรงจูงใจมากขึ้น  แต่สุดท้ายก็ต้องรอลุ้นหลังวันที่ 10 ธันวาคมที่การเจรจาจะจบลงว่า มาตรการนี้จะได้ข้อสรุปเช่นนี้จริงหรือไม่ จะมีรายละเอียดที่จะดำเนินการได้จริงหรือไม่ เช่น ใครจะเป็นผู้จ่ายเงิน  ใครจะเป็นผู้รับเงิน  ในอัตราเท่าไร  คิดคำนวณอย่างไร  ถ้ายังไม่สามารถลดการทำลายป่าได้ จะมีผลเสียหรือข้อบังคับอย่างไร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม  มีความเห็นอีกรูปแบบหนึ่งของนักวิชาการไทยที่เห็นว่า  เวทีเจรจาที่ไทยเข้าร่วม  เป็นเหมือนการเข้าร่วมสังคมโลกเท่านั้น  แต่จะยังไม่มีอะไรเป็นผลลบหรือบวกกับไทยโดยเร็ววัน  

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า เพราะเราเป็นประเทศเล็กๆ ที่กำลังพัฒนา อำนาจต่อรองมีไม่มาก จึงต้องไปพร้อมกับกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 77 ประเทศ

ท่ามกลางวิกฤตทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  จึงเห็นว่าประเทศไทยยังไม่ควรให้น้ำหนักในการรับมือสภาพอากาศในอนาคต  เพราะแม้ว่าจะพอมีข้อมูลชี้ถึงแนวโน้มสภาพภูมิอากาศในอนาคตก็ตาม  ทว่าแต่ละภาคส่วนยังมองวิธีการแก้ปัญหาแตกต่างกัน และยังไม่ได้ข้อยุติ เช่น กรณีการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง  ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น  ว่าจะใช้วิธีการถอยร่น การปรับวิถีชีวิต  การฟื้นฟูสภาพธรรมชาติ  หรือการใช้โครงการแข็งเข้ามาป้องกัน เช่น การสร้างเขื่อนป้องกัน ซึ่งถ้าจะมีการดำเนินการก็จะกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งขึ้นมาทันที  

ดังนั้นในสถานการณ์แบบนี้  จึงควรให้ความสำคัญกับสถานการณ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรมและปัญหาการบริหารจัดการซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะหน้าก่อน เช่นน้ำท่วมไม่ใช่เพราะฝนเพิ่มขึ้น แต่เพราะปัญหาการบริหารจัดการ ควรแก้ปัญหาปัจจุบันให้ได้ก่อนแล้วค่อยไปพูดถึงอนาคต
    
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม