เมื่อคาร์บอนเครดิตป่าไม้แห่งแรกของไทยสู่ตลาดโลก

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

เมื่อคาร์บอนเครดิตป่าไม้แห่งแรกของไทยสู่ตลาดโลก

จิตติมา บ้านสร้าง

คาร์บอนเครดิตกลายมาเป็นสินค้าใหม่ไร้การจับต้องในยุคโลกร้อน ซึ่งเป็นการดิ้นเฮือกเพื่อหาทางออกของประเทศพัฒนาแล้วเมื่อไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการพัฒนาของตนเองได้ ซึ่งอาจทำให้ถูกปรับตามพิธีสารเกียวโต 

แม้สินค้าชนิดนี้จะเต็มไปด้วยเงื่อนไขทางวิชาการ เทคโนโลยี และการติดต่อกับต่างประเทศ จนดูเหมือนว่าชาวบ้านตาดำๆ แทบไม่มีโอกาสสัมผัสจับต้องธุรกิจชนิดนี้ได้เลย แต่ศูนย์การเรียนรู้อินแปง ตำบลบ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร จะเป็นกลุ่มชาวบ้านตาดำๆ รายแรกของไทยที่เข้าสู่กระบวนการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้เป็นรายแรกของไทย

พูดง่ายๆ ก็คือ  ชาวบ้านที่นี่ปลูกต้นสักไว้เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าชุมชน ไม่ตัดขาย  โดยธรรมชาติต้นไม้ก็จะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ล่องลอยเจือปนอยู่ในอากาศมาในกระบวนการเจริญเติบโต และคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นก็จะถูกนำมาเก็บกักไว้ในรูปของเนื้อไม้  ดังนั้น ต้นไม้จึงมีคุณสมบัติในการลดก๊าซเรือนกระจกได้ เพียงแต่ต่างกันกับวิธีการทั่วๆ ไปที่จะลดก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิด  คือปล่อยออกมาน้อยกว่าปกติจึงได้เป็นเครดิต  แต่ต้นไม้ได้เครดิตจากการลดคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยออกมาแล้ว  และปริมาณคาร์บอนไดอกไซด์ที่หายไปจากบรรยากาศโลกก็เป็นเครดิตที่นำไปขายได้ 

เรื่องนี้เริ่มจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) มีโครงการความร่วมมือด้านวิชาการและเทคนิค ศึกษาวิจัยการตรวจวัด การติดตามการกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชีวมวลของต้นสัก (Carbon Sequestration) กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อเป็นโครงการนำร่องของประเทศในด้านการชดเชยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคป่าไม้ (Carbon Offset) เป็นโครงการระยะที่ 1 (2550 – 2553)

หลังจากประสบความสำเร็จในการตรวจวัดว่าต้นสักสามารถเก็บกักคาร์บอนได้เป็นปริมาณเท่าไร แล้ว จึงได้ร่วมกันเสนอโครงการต่อตลาดคาร์บอน Chicago Climate Exchange (CCX) และมีการคำนวณและตีมูลค่าคาร์บอนเครดิตของป่าสักในป่าชุมชนของเครือข่ายอินแปง  625 ไร่ โดยคิดเป็นเครดิตได้ 75,000 ตัน ขายได้ในราคาตันละ 4.25 เหรียญสหรัฐ  รวมเป็นจำนวนเงินที่ชุมชนจะได้รับ 37,000 เหรียญสหรัฐหรือกว่า 1 ล้านบาทสำหรับ  2 ปีคือปี 2553 - 2554

และแล้ววันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา 9.00– 12.00 น. ศูนย์การเรียนรู้อินแปง ตำบลบ้านบัว อำเภอกุดบาก จังหวัดสกลนคร และเกษตรกรตลอดจนเจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น จะมีการลงนามในสัญญาซื้อขาย และรับมอบมูลค่าคาร์บอนเครดิตที่เข้าร่วมโครงการนำร่องนี้

นี่เป็นการขายคาร์บอนเครดิตจากป่าไม้แห่งแรกของอาเซียน !!!

แต่หลังจากพ้นปีนี้ไปแล้วล่ะ ?  นี่คงเป็นคำถามที่ตามมา  ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามได้มีการพูดคุยกับนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือไว้ในระดับหนึ่ง  และคาดว่านิคมอุตสาหกรรมไทยเราเองที่จะเป็นผู้ซื้อหลังจากนี้เพื่อเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโลก  แม้ว่าเราจะไม่ได้อยู่ในข่ายที่ถูกบังคับให้ต้องลดก๊าซเรือนกระจกเหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว และเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่อาจต้องตกเป็นผู้ถูกบังคับให้ลด

และนับจากนี้ โครงการต่อไปก็คือ การเริ่มต้นศึกษาการเก็บกักก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแปลงเกษตรผสมผสานซึ่งพืชพรรณไม้ ความสูง ขนาด อายุ อัตราการเจริญเติบโต และปัจจัยอื่นๆ มีความหลากลายมากกว่าสวนสัก  ซึ่งแน่นอนว่าการวัดว่าแปลงเกษตรผสมผสานขนาดพื้นที่เท่าใด  จะเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เท่าใด  จะยากมากขึ้นกว่านี้อีกหลายเท่าตัว  แต่หากทำสำเร็จ  นี่ก็จะเป็นสินค้าสีเขียวอีกตัวหนึ่งที่ทำรายได้ให้กับชุมชน ได้เป็นมูลค่าเพิ่มจากการเก็บหาผลผลิตในสวนผสมนั้นๆ

อย่างไรก็ตาม การขายคาร์บอนเครดิตแบบนี้เป็นการขายในระบบตลาดสมัครใจ  ซึ่งเป็นการซื้อเพื่อแสดงถึงธรรมภิบาลหรือ CSR ขององค์กรที่ซื้อ  และสำหรับสหรัฐอเมริกาก็เป็นการหวังผลหรือเตรียมการหากกฎหมายในประเทศระบุให้องค์กรหรือหน่วยธุรกิจต่างๆ จะต้องลดก๊าซเรือนกระจกเป็นมาตรการภายในประเทศ  ซึ่งไม่ใช่การซื้อ-ขายในระบบที่ได้รับการรับรองจากองค์การสหประชาชาติที่สามารถนำเอาไปคิดเป็นส่วนที่จะต้องลดก๊าซเรือนกระจกตามพันธกรณีการลดโลกร้อนหรือพิธีสารเกียวโตได้

ปัญหา 2 ประการตอนนี้ก็คือ 

1. ยังมีข้อสงสัยหรือไม่เห็นด้วยกับนักวิชาการบางส่วนที่เห็นว่าอาจนำไปสู่ปัญหาบางอย่างที่ยังมองไม่เห็นชัดเจน  โดยเฉพาะต่อการมีส่วนร่วม  การรับรู้ การพัฒนาของชุมชนเอง  ประเด็นนี้อาจต้องมีการเปิดถกกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเชิงวิชาการโดยให้ชาวบ้านที่มีศักยภาพจากขายคาร์บอนเครดิตได้  เข้ามารับรู้เงื่อนปมและคิดมองให้หลากหลายแง่มุม  และได้ข้อมูลที่มากพอสำหรับการชั่งน้ำหนักว่าจะเดินอย่างไรด้วยตัวของชุมชนเอง

2. บรรดานักทุจริตหลอกลวงต้มตุ๋นก็จะคิดกลอุบายใหม่ๆ สำหรับหลอกชาวบ้านให้หลงเชื่อว่าสามารถขายอากาศเหนือป่าไม้ได้ โดยต้องเสียค่าสมาชิก  ผลที่จะได้นั้นมหาศาล ทั้งๆ ที่ไม่ต้องทำอะไร  เหมือนกับที่อินแปงเองก็เพิ่งเจอแต่ก็ไหวทันและแจ้งความไปแล้ว  เรื่องนี้น่าจะต้องเป็นหน้าที่ขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกที่จะต้องทำให้คนมีความรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตให้มากขึ้น  และเข้าใจว่ากลไกเป็นอย่างไร  ยาก-ง่ายแค่ไหน  และสุดท้ายควรจะต้องระวังช่องทางการทุจริตอย่างไร  แจ้งใครที่ไหนอย่างไรได้  ถ้าหากเจอ 

เรื่องนี้คงทำให้เห็นได้ว่าการทำธุรกิจบนเวทีโลกร้อน เป็นได้ทั้งโอกาสใหม่ๆ และปัญหาที่ต้องตามสะสางได้ไปพร้อมๆ กัน