สเต๊กข้ามชาติ กับส้มตำมะเขือเทศหน้าบ้าน

จิตติมา บ้านสร้าง

สเต๊กข้ามชาติ กับส้มตำมะเขือเทศหน้าบ้าน

จิตติมา บ้านสร้าง

ใครที่นิยมบริโภคอาหารแฟรนไชส์ข้ามโลก  นิยมบริโภคอาหารเกรด A จากต่างถิ่น และใครที่เป็นผู้บริโภคทั่วไป เอาเป็นว่าทุกคนที่ต้องกินต้องใช้ก็แล้วกัน  อยากให้หันมาดูทางนี้สักหน่อย

เมื่อเร็วๆ นี้มีสปอตโฆษณาจากร้านสเต๊กข้ามชาติชื่อดังราคาแพง  เนื้อหาก็คือมีหญิงสาวคนหนึ่งสั่งสเต๊กเนื้อวัว และเธอก็สั่งมะเขือเทศเพิ่ม  หลังจากพนักงานเสริฟรับรายการสั่งมา ก็เปิดประตูออกไปทะลุอีกแห่งหนึ่งเป็นไร่มะเขือเทศ ภายในมีเด็กหญิงหน้าตาน่ารักแต่งตัวเป็นชาวเขา  พนักงานคนนั้นเรียกเด็กหญิงและบอกว่า  “…มะเขือเทศ”  เด็กหญิงคนนั้นก็วิ่งไปหาให้ด้วยความร่าเริง  ท่ามกลางบรรยากาศไร่ผักผลไม้และมะเขือเทศที่สวยงาม  หลังจากถูกห้ามไม่ให้กินมะเขือเทศที่แสนสดฉ่ำเพราะต้องนำไปให้ลูกค้า เด็กหญิงก็นำมะเขือเทศสวยๆ สดๆ ใส่ตะกร้ามาส่งให้พนักงานเสริฟ

โฆษณาชิ้นนี้บอกว่า ผักผลไม้ที่เลือกใช้เป็นของที่สดใหม่มาจากไร่แท้ๆ แต่ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์บนโลกไซเบอร์ถึงกรณีที่ห้ามเด็กหญิงชาวเขาคนนั้นกิน มะเขือเทศ  กับการได้หน้าเป็นเจ้าบุญนายคุณที่สนับสนุนเกษตรกรให้มีแหล่งขายผลผลิต ทั้งที่บวกราคาลงไปในมะเขือเทศหลายร้อยเปอร์เซ็นต์

สำหรับผู้เขียน อยากเสนอมุมมองอีกแบบหนึ่ง  มะเขือเทศของเด็กหญิงชาวเขาเดินทางมาจากดินแดนที่เธออยู่  (ก็น่าจะราวๆ ภาคเหนือ) ต้องใช้พลังงานในการขนส่ง อาจจะโดยเครื่องบิน หรือรถยนต์ แต่กว่าจะเป็นผลมะเขือเทศมาถึงร้านสเต๊ก คงไม่ใช่แค่นั้นแน่ๆ เพราะเริ่มตั้งแต่การขนส่งเมล็ดพันธุ์ การใช้น้ำและปุ๋ยในการปลูก ใช้พลังงานต่างๆ ในการดูแลรักษา รวมทั้งสารเคมี  ซึ่งทุกอย่างต้องผลิตจากโรงงาน  แน่นอนว่ามีการใช้พลังงานและส่วนใหญ่ก็คือฟอสซิล  จนกระทั่งออกผลและขนส่ง  ทุกอย่างพ่นคาร์บอนไดออกไซด์ออกมามหาศาล  อีกทั้งถ้าคนกินไม่หมด ยังต้องเหลือเป็นขยะให้จัดการ หรือหมักหมมเป็นของเน่าเสียที่ปล่อยก๊าซมีเทนอีก  มะเขือเทศที่ร้านสเต๊กจะต้องปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่ตลอดชีวิตของมัน  นี่แค่มะเขือเทศอย่างเดียว แต่ถ้าดูสเต๊กทั้งจานล่ะ  เนื้อโคขุนที่ต้องข้ามน้ำข้ามทะเลมา  และสารพัดวัตถุดิบที่กว่าจะมาร่วมประดับเป็นสเต๊ก 1 จาน  คุณว่าสเต๊กจานนี้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่าไหร่

แน่นอนว่าไม่ใช่เฉพาะสเต๊กเท่านั้น แต่หมายถึงทุกอย่างที่เรากินและใช้ก็ล้วนแต่มีรอยเท้าคาร์บอน

รอยเท้าคาร์บอน (Carbon Footprint) หมายถึงปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากผลิตภัณฑ์แต่ละหน่วยตลอด วัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ การขนส่ง การประกอบชิ้นส่วน การใช้งาน และการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังใช้งาน โดยคำนวณออกมาในรูปของคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CEF) ซึ่งคำนวณจากวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ทั้ง 5 ระยะ

ตอนนี้มี 92 ผลิตภัณฑ์จาก 29 บริษัทที่มีข้อมูลรอยเท้าคาร์บอน เช่น เครื่องดื่มโคคา-โคลา ชนิดบรรจุกระป๋อง ปล่อยคาร์บอน 258 กรัมต่อกระป๋อง  ไก่ย่างเทอริยากิ ซีพี ปล่อยคาร์บอน 302  กรัมต่อกล่อง  น้ำสับปะรดเข้มข้นทิปโก้ขนาด 200 มล. ปล่อยคาร์บอน 583 กรัม เป็นต้น (ดูได้จาก http://thaicarbonlabel.tgo.or.th/CF_Certified_Product.php)

แต่ผู้เขียนอยากให้เชื่อมโยงกับเรื่องนี้ด้วย คือผู้เขียนได้อ่านข่าวจากเว็บไซต์ที่นำเสนอความเคลื่อนไหวในวงการวิทยาศาสตร์ 2 เรื่อง

เรื่องแรก คือ ศาสตราจารย์ Enquist มหาวิทยาลัยคอสตาริกา ติดตามความเปลี่ยนแปลงของลักษณะป่าไม้ในคอสตาริกาตั้งแต่ปี 2519-2539 พบว่าความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นอย่างหนัก ส่งผลให้ป่าเปลี่ยนไป  โดยต้นไม้ที่ต้องการความชื้นมากโดยเฉพาะต้นเล็กจะตายไป  แต่ต้นไม้ที่เจริญเติบโตน้อยหรือประเภทแคระแกร็นจะอยู่ได้  ผลการศึกษานี้บอกว่า ป่าที่จะอยู่ได้จะมีความสามารถในการสร้างเนื้อไม้ต่ำ นั่นหมายถึงความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปจากบรรยากาศจะ ต่ำลงด้วย  ป่าไม้ในอนาคตจึงอาจช่วยบรรเทาโลกร้อนได้ไม่มากนัก

ผู้เขียนสอบถามไปที่นักวิชาการป่าไม้ของไทย ท่านก็บอกว่าในทางทฤษฎีป่าไม้ของไทยก็มีโอกาสลดคุณภาพของป่าลงได้เช่นกัน  โดยหากมีความแห้งแล้งยาวนาน และมีไฟป่าเกิดขึ้นเสมอ บริเวณชายขอบป่าดิบชื้นก็ลดคุณภาพลงเป็นป่าดิบแล้งได้  ชายขอบป่าดิบแล้งก็กลายเป็นป่าเบญจพรรณได้ ชายขอบป่าเบญจพรรณก็กลายเป็นป่าเต็งรังได้ และชายขอบป่าเต็งรังก็แห้งแล้งกลายเป็นทุ่งหญ้าได้  ซึ่งนอกจากจะกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพแล้ว  ความสามารถในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็ลดลงเช่นกัน

ขณะที่อีกเรื่องหนึ่งก็คือ Corinne Le Quere หัวหน้าคณะสำรวจ The British Antarctic Survey (BAS) ซึ่งเก็บข้อมูลมหาสมุทรบริเวณขั้วโลกใต้ตั้งแต่ปี 2524  ซึ่งปกติมีอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากบรรยากาศถึง 15% เขาพบว่ามหาสมุทรบริเวณขั้วโลกใต้กำลังลดอัตราการดูดซับลง โดยเขาอธิบายว่าเป็นเพราะมหาสมุทรมีลมแรงมากขึ้น เนื่องจาก

1.    ชั้นโอโซนบริเวณขั้วโลกใต้บางลงจึงทำให้อุณหภูมิบริเวณขั้วโลกใต้เปลี่ยนแปลง   
2.    ภาวะโลกร้อนที่ทำให้บริเวณเขตร้อนมีความร้อนเพิ่มขึ้น  

ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ทำให้การไหลเวียนของลมที่มหาสมุทรใต้แรงขึ้น  ทำให้มหาสมุทรปั่นป่วนและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในน้ำและสะสมอยู่ใน ส่วนลึกของมหาสมุทรจึงกระจายขึ้นมาปะปนด้านบน ทำให้ผิวหน้ามีความอิ่มตัวมากขึ้น จึงดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้น้อยลง  ข้อกังวลที่ตามมาก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในโลกจะสะสมตัวมากขึ้น  คณะสำรวจระบุว่า จะยิ่งเร่งให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงเกิดเร็วขึ้นกว่าที่ IPCC คาดการณ์ถึง 40 ปี

ข้อเท็จจริงอีกอย่างก็คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่มนุษย์ผลิตขึ้นและปล่อยออกมาสู่ชั้นบรรยากาศโลก ครึ่งหนึ่งถูกมหาสมุทรและผืนป่าดูดซับเอาไว้ อีกครึ่งหนึ่งจึงอยู่ในบรรยากาศ  เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทำให้พายุรุนแรง ฝนตกหนัก หนาวทุบสถิติ และแล้งยาวนาน แต่แหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกกำลังลดน้อยถอยลง ทั้งจากคุณภาพและปริมาณผืนป่าของโลกและความสามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ ของมหาสมุทร  ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ที่ตกค้างอยู่ในบรรยากาศก็อาจไม่ใช่ครึ่งหนึ่งของที่ เราผลิตออกมาอีกต่อไป แต่น่าจะมีสัดส่วนมากกกว่า โลกร้อนคงได้โอกาสที่จะแสดงแสนยานุภาพเร็วขึ้น  

ถ้าเรา...คนตัวเล็กๆ ไม่ปรับพฤติกรรมการกินใช้อย่างพอเพียงให้จริงจัง  ก็คงเหมือนกับที่เราบอกว่าเป็นคนพุทธ แต่ไม่เคยไหว้พระสวดมนต์ เอาแต่ใช้เงินทำบุญ เพื่อขอให้รวยท่วมหัว  เสาะหาเครื่องลางมาคุ้มครองทั้งที่กำลังฉ้อโกงประชาชน  ฉันใดก็ฉันนั้น เหมือนเราอยากช่วยโลกด้วยการรณรงค์ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก แต่ทุกหน่วยงานก็ผลิตจนคนรับแจกมีถุงผ้าเต็มบ้าน และสุดท้ายก็ยังหิ้วถุงพลาสติกใส่เสื้อผ้าที่ซื้อจากตลาดนัด  ทั้งที่ในตู้เสื้อผ้าก็แทบไม่มีที่เก็บแล้ว  เมื่อถึงเวลาพักผ่อน  กลางคืนก็เปิดเครื่องปรับอากาศนอนเย็นฉ่ำและอาบน้ำอุ่นตอนเช้าเพราะหนาว  ขณะที่วันหยุดก็ขับรถไปห้างสรรพสินค้าเพื่อกินสเต๊กร้านดังข้ามชาติกับ มะเขือเทศที่มาจากบ้านเกิดของเด็กหญิงชาวเขา

ถ้าโลกร้อนเป็นสิ่งมีชีวิตจิตใจที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์  มันคงกำลังแอบหัวเราะเยาะในความเดียงสาของเรา  ก่อนที่จะลืมตาโพลงเป็นเปลวไฟเผาไหม้มนุษย์ให้วายวอดด้วยความสาแก่ใจ

…………………………………..

ผู้เขียนอยากเขียนถึงเรื่องนี้ เพราะเมื่อเช้าแม่บ้านเพิ่งบอกว่า  มะเขือเทศที่ปลูกไว้รวมกับต้นหอม กะเพรา โหระพา ข่า ตะไคร้ ในคอกพืชผักสวนครัวเล็กๆ ขนาดเมตรครึ่งที่หน้าบ้าน ออกดอกตั้ง 4 ดอกแล้ว  น่าจะติดลูกและเอามาทำส้มตำกินได้อีกไม่นาน  มะเขือเทศที่หน้าบ้านของผู้เขียนคงมีรอยเท้าคาร์บอนน้อยกว่ามะเขือเทศของ ร้านสเต๊กชื่อดังแน่ๆ

หมายเหตุ : ใครอยากรู้เราทำโลกร้อนแค่ไหน ลองไปคำนวณ carbon footprint จากกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ที่ http://thaicfcalculator.tgo.or.th/

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม