อีกครั้งที่ “สิ่งแวดล้อม” ตกกรอบการเมือง

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

อีกครั้งที่ “สิ่งแวดล้อม” ตกกรอบการเมือง

จิตติมา บ้านสร้าง

จั่วหัวแบบนี้คงไม่ผิด เพราะเท่าที่จำได้ ดูเหมือนว่านโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ดูจะขี้เหร่กว่าการเลือกตั้งที่แล้วด้วยซ้ำไป 

เอ้า...มาดูเขากันหน่อยว่าใครมีอะไรบ้าง

พรรคประชาธิปัตย์
1. สนองโครงการพระราชดำริทางด้านสิ่งแวดล้อมทุกโครงการอย่างจริงจัง

2. เร่งรัดการจัดทำแนวเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน โดยจัดแบ่งประเภทที่ดินระหว่างที่ดินของรัฐกับที่ดินของเอกชนให้ชัดเจน

3. สนับสนุนด้วยมาตรการทางภาษีและสิทธิต่างๆ กับผู้ประกอบการที่ร่วมโครงการแก้ปัญหาโลกร้อนและการลดมลพิษ

4. ให้มีระบบเตือนภัยล่วงหน้าและระบบช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ครอบคลุมทุกแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งที่มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติธรรมชาติ

5. จัดทำโครงการเพื่อการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติโดยเฉพาะจัดทำแหล่งน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคให้แล้วเสร็จทุกหมู่บ้านภายใน 4 ปี

6. สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างศูนย์กำจัดขยะกลางที่มีขนาดใหญ่ทุกจังหวัด เพื่อใช้กำจัดขยะของทุกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน

7. ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชนในรูปสมัชชาสิ่งแวดล้อมเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ และบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

8. จัดให้มีระบบบริหารจัดการน้ำในระดับประเทศ เพื่อสนองต่อความต้องการทั้งการเกษตร อุตสาหกรรม และการบริโภค โดยยังปกป้องรักษาสภาพธรรมชาติของทรัพยากรน้ำให้ยั่งยืน

พรรคเพื่อไทย

1. ส่งเสริมการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน ส่งเสริมเพิ่มปริมาณพื้นที่ป่าไม้ โดยการจัดการการปลูกป่าถาวรอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นทำจากภาครัฐและขอความร่วมมือจากภาคเอกชน

2. ส่งเสริมให้การอยู่ร่วมกันของชุมชนและพื้นที่ป่าไม้เป็นไปโดยถูกต้อง มีการดูแลจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุดและยั่งยืน

3. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนมีความรู้และความเข้าใจอย่างถูกต้องในปัญหาภาวะโลกร้อน ผลกระทบ และวิธีการดำเนินการแก้ไขปัญหาภาวะโลกร้อน รวมถึงการร่วมมือในการดำเนินการกับนานาประเทศเพื่อแก้ไขภาวะโลกร้อน

4. ปฏิรูปการจัดการปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และต้องแก้ปัญหาทุกปีให้เป็นการแก้ปัญหาแบบยั่งยืนและถาวร และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยส่งเสริมหน่วยงานที่บริหารระบบการจัดการทรัพยากรน้ำรับเป็นผู้ดำเนินงาน จัดทำแผนแม่บทการฟื้นฟูทรัพยากรดิน การอนุรักษ์ทรัพยากรดิน

5. ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด ก๊าซ NGV ไบโอดีเซล พร้อมทั้งรณรงค์ให้ลดปริมาณการใช้น้ำมัน มีนโยบายในการส่งเสริมการปลูกพืชผลการเกษตรในกลุ่มพลังงาน เช่น มันสำปะหลัง อ้อย ถั่วเหลือง หรือสบู่ดำ ส่งเสริมการพัฒนาการใช้พลังงานทางเลือกอย่างจริงจังให้เป็นรูปธรรม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม เป็นต้น

พรรคกิจสังคม - ธรรมะคู่ธรรมชาติ คนรักษ์ป่า ป่ารักชุมชน

1. ให้พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทในการดูแลรักษาป่า เข้าร่วมโครงการพุทธอุทยาน ขณะนี้โครงการได้ดำเนินการแล้ว มีวัดจำนวน 6000 วัดที่เข้าร่วมโครงการแล้ว และพรรคกิจสังคมมีความตั้งใจที่จะขยายโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ พระสงฆ์จะเข้ามีบทบาทหน้าที่ในการดูแลรักษาและพัฒนาความสมบูรณ์ในแก่ผืนป่าทั่วประเทศไทย

2. จัดสรรพื้นที่ป่าเศรษฐกิจหมู่บ้านเป็นรั้วล้อมรอบพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพื่อให้ชาวบ้านสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งรักษาระบบนิเวศน์ในเขตพื้นที่ป่า โดยการสนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพที่มั่นคงและเพื่อไม่ให้มีการบุกรุกทำลายป่าอีกต่อไป

3. จัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างที่ดินทำกินกับพื้นที่ป่าไม้ นโยบายนี้ได้รับการดำเนินการไปเกินกว่าครึ่งแล้ว ขณะนี้มีการตรวจสอบพื้นที่จากภาพถ่ายทางอากาศที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่ใดมีผู้อยู่อาศัยเมื่อใด ผู้ที่เข้าอยู่ก่อนประกาศเป็นเขตพื้นที่ป่าจะได้รับโฉนดที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย หลังจากที่ตรวจสอบและกันพื้นที่ป่าอนุรักษ์แล้ว จะมีการพิจารณาจัดสรรพื้นที่ที่มีความเหมาะสมในการทำการเกษตรและพื้นที่ที่มีความเหมาะสมทางด้านเศรษฐกิจเพื่อจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่ชาวบ้านที่ไม่มีที่ดินทำกินต่อไป สำหรับผู้ที่ทำการบุกรุกใหม่จะไม่ได้รับสิทธิ์ดังกล่าวและจะต้องได้รับการดำเนินคดีตามกฎหมาย

ส่วนพรรคภูมิใจไทยเท่าที่ดูจากนโยบายในเว็บไซต์ของพรรค  ที่อาจจะพอเรียกได้ว่าเป็นนโยบายสิ่งแวดล้อมก็เห็นจะมีเรื่องเดียวก็คือ ถนนปลอดฝุ่นเท่านั้น 

นี่เป็นนโยบายสิ่งแวดล้อมของพรรคจากเว็บไซต์ของแต่ละพรรคที่เขียนไว้ตรงๆ นอกนั้นผู้เขียนยอมรับว่าไร้ความสามารถจริงๆ ที่จะหาได้เจอว่านโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของพรรคอื่นๆ อยู่ตรงไหนอย่างไร  นอกจากเห็นตามหน้าข่าวอื่นๆ ที่มีการพูดหรือแถลงจากลมปากจึงไม่ได้นำมาไว้ในที่นี้

ที่ผู้เขียนบอกว่าดูจะขี้เหร่กว่าการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว  เพราะไม่ว่านโยบายจะเข้าท่าหรือไม่ก็ตาม ครั้งนี้ก็ไม่มีการกล่าวถึงเท่าไรนักเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งครั้งที่แล้วที่ยังมีการพูดถึงมากกว่านี้ เรียกว่าหนนี้ไม่ค่อยให้ความสำคัญเลยก็ได้  และหากพิจารณาถึงนโยบายของการเลือกตั้งครั้งนี้ ทั้งที่พูดถึงและที่เขียนไว้อย่างที่ยกมา ก็มีแต่การส่งเสริม สนับสนุน  ส่วนของพรรคกิจสังคมเองก็เรียกได้ว่าเป็นการกินบุญเก่าที่ทำไว้เพราะหัวหน้าพรรคเคยเป็นรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งก็เป็นนโยบายเพียงด้านเดียว โดยไม่ได้แตะถึงปัญหาอย่างอื่นๆ

ผู้เขียนเห็นว่าสิ่งหนึ่งที่ฉายความไม่เป็นธรรมของสังคมไทยก็คือปัญหาสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งส่วนใหญ่ที่เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตก็คือ ความขัดแย้งระหว่างการพัฒนา  การอนุรักษ์  และสิทธิประชาชนทั้งที่อยู่ในท้องถิ่นที่มีความขัดแย้งและในระดับประชาชนทั่วไป 

ผู้เขียนอยากเห็นนโยบายที่ฟันธงง่ายๆ ว่าประเทศเราจะพัฒนาไปทางไหนในแง่มุมของสิ่งแวดล้อม อย่างมีรูปธรรมให้เห็นชัดเจน มีกรอบเวลาที่จับต้องได้ และที่สำคัญก็คือทำจริงเมื่อเป็นรัฐบาล

คำว่าประเทศเราจะพัฒนาไปทางไหนในแง่มุมของสิ่งแวดล้อมในความหมายของผู้เขียนแค่ง่ายๆ เช่น พลังงานเราจะพึ่งอะไรกี่เปอร์เซ็นต์ เกษตรของเราจะปลอดสารพิษกี่เปอร์เซ็นต์ในกี่ปี พื้นที่มลพิษจะได้รับการฟื้นฟูจนดัชนีชี้วัดแต่ละตัวดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ในกี่ปี เอายังไงกับเมกะโปรเจ็กต์ที่มีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างเซาท์เทิร์นซีบอร์ด ท่าเรือปากบารา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อะไรทำนองนี้  แน่นอนว่า การประกาศนโยบายแบบนี้ก็ต้องหาทางออกมาทดแทน ซึ่งหาได้ไม่ยากนักจากนักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน และที่สำคัญคนในพื้นที่ ซึ่งเขารู้ว่าเอาอะไรมาแทนอะไรแล้วประเทศจะไปได้ดี

แน่นอน...ผู้เขียนไม่ใช่นักการเมือง จึงอาจไม่เข้าใจวิธีการเขียนนโยบายว่าต้องกว้างไว้ก่อน จะได้ทำได้หรือไม่ได้ หรือทำเมื่อไหร่ ก็ไม่ผิด แต่ในฐานะประชาชนที่ไม่ได้มีโครงการอะไรมาสร้างใกล้บ้านผู้เขียนด้วยซ้ำ ก็ยังเห็นความขัดแย้งระหว่างการพัฒนา การอนุรักษ์ และสิทธิประชาชนมาตลอด  เช่น  เอ๊ะ! โรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาอีกแล้ว แล้วก็ต่อสู้กันระหว่างคนหนุนกับคนค้าน  เอ๊ะ! เซาท์เทิร์นซีบอร์ดมาอีกแล้ว แล้วก็ต่อสู้กันระหว่างคนหนุนกับคนค้าน  ซึ่งเป็นแบบนี้ทุกเรื่อง ทุกรัฐบาล ผู้เขียนจึงอยากเห็นนโยบายที่ชัดเจน จับต้องได้ มีกรอบเวลาอย่างที่ว่า เพราะผู้เขียนไม่อยากไปลุ้นแต่ละเรื่องอีกแล้ว...มันเหนื่อย