ลุ้นระทึก “ใคร รมว. กระทรวงทรัพย์ฯ”

จิตติมา บ้านสร้าง

ลุ้นระทึก “ใคร รมว. กระทรวงทรัพย์ฯ”

จิตติมา บ้านสร้าง

ตอนนี้แต่ละวงการก็คงลุ้นทั้งนั้นแหละว่า ใครน้า...จะมาเป็นรัฐมนตรีที่รับผิดชอบกระทรวงที่ตัวเองมีความเกี่ยวข้อง  แน่นอน...ผู้เขียนก็สนใจว่าใครจะมาเป็น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และอนาคตสิ่งแวดล้อมไทยจะเจออะไร  ลองมาฟังความเห็นของผู้ที่อยู่ในวงการนี้กันดูบ้าง

ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ซึ่งเชี่ยวชาญด้านภัยพิบัติ เดาว่าน่าจะเป็น ดร.ปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย  เพราะเมื่อพูดถึงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ก็จะเป็น ดร.ปลอดประสพพูดในทุกเวที  และ ดร.ปลอดประสพก็มีประสบการณ์ด้านนี้มากที่สุด  แต่ ดร.เสรีก็ให้ความเห็นว่า  การจัดการสิ่งแวดล้อมต้องการคนที่มีความเข้าใจมากกว่านี้  มีการพูดคุยเจรจาได้  ไม่เช่นนั้นคงทำงานกับเอ็นจีโอ ชาวบ้าน แม้กระทั่งภาคเอกชนลำบาก  โดยเฉพาะนโยบายแรงๆ อย่างถมทะเลสร้างพื้นที่เศรษฐกิจหรือการสร้างเขื่อนป้องกันการกัดเซาะ  เพราะตอนนี้ภาคเอกชนเองก็หันมาเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อมกันดีขึ้น และมีแนวทางการปรับตัวที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมไปในทางที่ดีขึ้นแล้วด้วย

ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล นักวิจัยหน่วยวิจัยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ และอาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ก็เดาว่าน่าจะเป็น ดร.ปลอดประสพ เพราะมองแล้วไม่มีคนอื่น  และคาดหวังว่าก็น่าจะดีกว่า รมว. คนเก่า เพราะอย่างน้อยก็มีความรู้ด้านนี้โดยตรง  และเคยทำงานในกระทรวงนี้มายาวนานก่อนหน้านี้  แต่ปัญหาก็คือ ดร.ปลอดประสพ จะเอาใครมาใช้  จะเอาคนรู้จริงหรือพรรคพวก  อีกปัญหาก็คือจะฟังประชาชนหรือสังคมเปล่าเพราะโดยบุคลิกก็เป็นคนแข็งกร้าวเอาเรื่อง

ไพจิตร ศิลารักษ์ ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (Pmove) ก็เดาว่าน่าจะเป็น ดร.ปลอดประสพเช่นกัน ด้วยเหตุผลเดียวกันคือไม่มีคนอื่น  แต่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมเอง ก็ไม่ปลื้มนัก  ด้วยเหตุผลว่า ดร.ปลอดประสพ เป็นคนที่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของชาวบ้าน ไม่เชื่อว่าชาวบ้านจะจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ด้วยกระบวนการของประชาชน จึงเป็นคนขวาง พ.ร.บ.ป่าชุมชน และเชื่อว่ากลไกของรัฐเท่านั้นที่จัดการได้ 

ที่ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรมกังวลมากกว่านั้นก็คือ  นโยบายของพรรคเพื่อไทยจะเดินย่ำซ้ำรอยกับพรรคไทยรักไทยที่ทำลายกระบวนการภาคประชาชน  ทำให้ภาคประชาชนอ่อนแอลง  โดยการพยายามตัดตอนองค์กรพัฒนาเอกชนออกไปจากกระบวนการของภาคประชาชน  และใช้นโยบายประชานิยมพุ่งเข้าหาประชาชนเองโดยตรง  ซึ่งประชานิยมที่ส่งเข้าไปให้ประชาชนเสพ  ทำให้ประชาชนมีความต้องการเป็นปัจเจกมากขึ้น  ไม่มีการรวมกลุ่มเพื่อการผลักดันประโยชน์สาธารณะของชุมชน  สุดท้ายกระบวนการภาคประชาชนก็จะอ่อนแอลงและเสพแต่วัตถุนิยมที่รัฐบาลส่งให้  สุดท้ายอีกทีก็ทำให้ประชาชนเสพติดพรรคและนักการเมืองที่นำประชานิยมมาให้อย่างถาวรคือ เรียกว่าเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็ได้เมื่อนั้น  โดยที่ประชาชนเองไม่มีความยั่งยืนเพราะไม่ได้คิดเองทำเอง  รอเพียงแต่การหยิบยื่นให้ไปวันๆ

ประเด็นนี้มีพูดถึงในโลกไซเบอร์ไม่มากนัก ในบล็อกโอเคเนชั่น  คุณเม็ดฝุ่นเดาไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่าเลือกเพื่อไทยจะได้ ดร.ปลอดประสพเป็น รมว. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แถมพ่วงท้ายผลงานเด่นมาให้ด้วยคือ บอกว่า “ ตำนานที่สร้างชื่อเสียง ส่งเสือลายพาดกลอน 100 ตัวไปจีน”

ขณะที่ความเห็นที่ตามมาก็รำลึกถึงผลงานเด่นๆ ของท่านเหมือนกัน เช่น สร้างไนท์ซาฟารีที่เชียงใหม่ (นี่อาจเป็นผลให้ได้มาอยู่พรรคเพื่อไทยได้ทุกวันนี้)  และมีแนวคิดขายเนื้อสัตว์ป่าควบคู่ไปด้วย  ริเริ่มแนวคิดสร้างโครงการกระเช้าไฟฟ้า เชียงดาว ดอยสุเทพ  จัดตั้งพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยเลือกเอาเฉพาะพื้นที่ที่มีความโดดเด่นทางธรรมชาติและ “ขายได้” ที่การจัดตั้งมีแนวโน้มว่าเอกชนรายใหญ่จะได้ประโยชน์  แต่ชาวบ้านอาจจะต้องถูกจัดระเบียบหรืออยู่ไม่ได้  เพราะเป็นภาพไม่น่าดูสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวอินเตอร์สุดหรู  ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกต่อต้านอย่างหนักทั้งจากประชาชนในพื้นที่และนักวิชาการ  และยังคงมีการเฝ้าจับตามองตลอดมา

เมื่อครั้งที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยจัดเสวนานโยบายพรรคการเมืองด้านสิ่งแวดล้อมก่อนเลือกตั้ง  ดร.ปลอดประสพ ก็เป็นตัวแทนพรรคมาพูด  และบอกว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาลก็จะดูแลกระทรวงนี้เอง  แต่ก็ไม่ได้ถึงกับบอกว่าอยากเป็นรัฐมนตรีเสียเองหรือไม่

แต่หลังจากเลือกตั้งได้เพียงวันเดียวที่รู้ผลแล้วว่าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งและจะได้เป็นรัฐบาล ผู้เขียนฟัง ดร.ปลอดประสพให้สัมภาษณ์ทางรายการวิทยุสถานีหนึ่ง เขาถามเหมือนกันว่าจะเป็นรัฐมนตรีดูแลกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหรือไม่  ดร.ปลอดประสพหัวเราะอย่างสบอารมณ์มากๆ แล้วบอกทำนองว่า ไม่หรอกครับ ผมแก่แล้ว เห็นอะไรมาเยอะ ทำงานมาเยอะ ไม่ได้อยากเป็นอะไร เพียงแค่อยากมาทำงานการเมือง ทำงานให้พรรค และก็ได้ทำแล้ว ก็พอใจ พูดแบบพระก็คือแก่แล้ว  แต่ถ้าทางพรรคเห็นว่าผมมีความสามารถอะไรอย่างอื่นหรือมากกว่านั้นผมก็ยินดีทำ

ผู้เขียนก็เลยเดาเอาเองที่ค่อนข้างต่างจากท่านอื่นๆ ก็คือ มาถึงวันนี้ ดร.ปลอดประสพ ที่มีตำแหน่งเป็นถึงรองหัวหน้าพรรค  อาจไม่ได้ต้องการเพียงแค่รัฐมนตรีว่าการเสียแล้ว  แต่อาจกำลังมองถึงตำแหน่งรองนายกฯ ที่คุมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกต่อหนึ่งด้วยซ้ำไป 

ผู้เขียนก็เลยเป็นห่วงว่า  ถ้าไม่พอเพียงอย่างนี้ คนแก่อาจจะเหนื่อยหนักอีกรอบ เพราะตอนนี้ไม่ใช่แค่ขายฝันให้ประชาชนเชื่อว่าพรรคตนเองดีกว่าพรรคอื่นแล้ว  แต่อาจกำลังต้องขึ้นเวทีฟัดกับบรรดาท่านๆ ที่อยากมี อยากเป็น  ด้วยกันทั้งนั้น

อยากทิ้งท้ายว่า ท่านผู้อ่านลองนึกภาพเวทีมวยหมู่ อยู่กลางอัฒจันทร์ที่มีประชานซึ่งทิ้งบัตรลงคะแนนไปแล้วเปลี่ยนสถานภาพมาเป็นคนนั่งดู ทำตาปริบๆ ด้วยความรู้สึกลุ้นระทึกว่าใครจะได้อะไรไป  (ยุคนี้ไม่ได้ใช้คำว่าใครรับผิดชอบกระทรวงอะไรแล้ว เขาใช้คำว่า ใคร “ได้” กระทรวงอะไร)  แล้วหลังจากนั้นก็ต้องลุ้นระทึกต่อไปว่า  ประชาชนจะ “ได้” เศษชิ้นเนื้ออะไรกลับมาตอบแทนบัตรเลือกตั้งบ้าง...เฮ้อ!!!  ประชาธิปไตย

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม