บทเรียนจาก “เนวิเกเตอร์”

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

บทเรียนจาก “เนวิเกเตอร์”

จิตติมา บ้านสร้าง

เมื่อสิบกว่าวันก่อนหน้านี้ มีข่าวดาราดัง ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี  ถูกแจ้งความจับในข้อหาพากองถ่ายรายการเนวิเกเตอร์รุกป่า ตามความผิดตาม พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 มาตรา 37 ที่ระบุว่า นอกจากพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องเข้าไปปฏิบัติการตามหน้าที่ ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ อีกทั้งผู้ได้รับอนุญาตต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง
.
.
.
.
.

เรื่องนี้ผู้เขียนยกให้เป็น “วีรกรรมมุมกลับ” ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช

มาดูที่มาของข่าวนี้กันหน่อย  นี่คือข่าวจาก อสมท.

“ดร.กาญจนา นิตยะ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว  ชี้แจงว่าทีมงานขออนุญาตเข้ามาถ่ายทำรายการสารคดีการท่องเที่ยวธรรมชาติของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว แต่ได้ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ทำข้อตกลงไว้ก่อนถ่ายทำ ให้ถ่ายทำได้เฉพาะบางจุด โดยทีมงานได้ลักลอบเข้าไปถ่ายทำส่วนของ “ป่าภูคิ้ง” อำเภอเกษตรสมบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ทั้งนี้ตามกฎหมาย พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปทำกิจกรรม หรือท่องเที่ยวในพื้นที่ดังกล่าวได้ มีเพียงป่าทุ่งกะมัง และป่าศาลาพรหม ที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางศึกษาเส้นทางศึกษาธรรมชาติบนภูเขียว และงานด้านวิจัยได้อยู่แล้วสำหรับป่าภูคิ้ง เป็นป่าที่มีความอ่อนไหว มีความสมบูรณ์ทางชีวภาพสูง สัตว์ป่า และพืชพรรณสมบูรณ์ ซึ่งเจ้าหน้าที่จำเป็นต้องอนุรักษ์ป่าผืนนี้ไม่ให้ใครเข้ามาบุกรุก”

และนี่คือข่าวจาก เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ ทางช่อง 3 (ช่องที่มีรายการเนวิเกเตอร์ออกอากาศในวันหยุดนักขัตฤกษ์)  ซึ่งไทยรัฐถอดความมา

ติ๊กชี้แจงว่า ได้ทำเรื่องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ และได้รับอนุญาตแล้ว โดยในสคริปต์มีน้ำตกตราดค้อ ทุ่งกะมัง และภูคิ้ง ตอนทำเรื่องขออนุญาตไม่มีปัญหาอะไร เพราะที่ภูคิ้งไม่ได้เป็นสถานที่ต้องห้าม จากการหาข้อมูลในกูเกิ้ลหรือเว็บไซต์ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว พบว่าภูคิ้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวมานานแล้ว และใครๆ ก็ขึ้นไปได้

ผู้เขียนเป็นสื่อมวลชนมาเกือบ 20 ปี ผู้เขียนก็ใช้กูเกิ้ลหรือเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาข้อมูลเบื้องต้นเช่นกัน  แต่หากผู้เขียนได้รับข้อมูลโดยตรงจากเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแล้ว  ก็จะถือว่าเป็นข้อมูลลำดับแรก ที่ต้องเชื่อถือ มากกว่ากูเกิ้ลที่เป็นเพียงข้อมูลลำดับรอง  “นี่คือความรับผิดชอบที่ต่างกันระหว่างสื่อมวลชนกับผู้ประกอบการธุรกิจผลิตสื่อ”

ติ๊กบอกว่า  ที่ภูคิ้งเป็นเพียงแค่พื้นที่บนภูเขา บริเวณตีนเขาเป็นพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน และชาวบ้านแถวนั้นยามว่างก็เดินขึ้นไปหาของป่า เก็บสมุนไพร เก็บหน่อไม้ต่างๆ  และกล่าวถึงกรณีที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียวอ้างว่าเป็นพื้นที่เปราะบางว่า ตนรู้สึกว่าไม่ได้เปราะบางอะไร

ผู้เขียนสงสัยว่า  ถ้าเช่นนั้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์และวิชาการป่าไม้จะมีความหมายอะไร  ถ้าความเปราะบางทางระบบนิเวศ  ใช้ความรู้สึกมาตัดสินก็ได้    นี่เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราถูกชักจูงให้อยู่กับความรู้สึก  โดยไม่ใช้ความรู้

แต่ประเด็นข้างต้นผู้เขียนก็ไม่ได้ให้น้ำหนักอะไร  เพราะก็วาดภาพได้ว่า  ผู้ประกอบการธุรกิจ จะมีจิตสำนึกอะไร  แค่ไหน

ประเด็นของผู้เขียนอยู่ที่นี่ 

นี่คือข่าวจากไทยรัฐ  โดยฝ่ายหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง  คือกรมอุทยานแห่งชาติฯ นายสุนันต์ อรุณนพรัตน์ อธิบดีบอกว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ไม่ได้ดำเนินคดีกับนายเจษฎาภรณ์ แต่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์ฯ ที่เป็นห่วงเกรงจะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จึงไปแจ้งความไว้  คดีดังกล่าวไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะเป็นคดีลหุโทษ ธรรมดา มีโทษปรับไม่เกิน 500 บาท แต่เมื่อเป็นคดีอาญาจึงยอมความไม่ได้ เข้าใจว่านายเจษฎาภรณ์ไม่ได้มีเจตนาไม่ดี

เรื่องนี้ผู้เขียนจินตนาการว่า  ถ้าผู้เขียนเป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว  ผู้เขียนคงรู้สึกหดหู่ใจ  เพราะฟังดูเหมือนโดนลอยแพ  คราวหน้าเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ดีกว่า

ส่วนรายการที่จะออกอากาศ  อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่า ตนและคณะกรรมการได้ดูเทปรายการแล้ว  ได้ขอให้ตัดบางส่วนออกไป เช่นที่นายเจษฎาภรณ์จับปูหรือหยิบต้นไม้เล็กๆขึ้นมา ทั้งนี้  บริเวณดังกล่าวเป็นทุ่งหญ้าตามธรรมชาติที่มีไม้พื้นล่าง พืช และสัตว์เล็กๆ อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่ง น.ส.กาญจนา นิตยะ หัวหน้าเขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว มีความเป็นห่วง เพราะที่ผ่านมาเคยเปิดให้ประชาชนเข้าไปในพื้นที่ได้ แต่ปิดพื้นที่มา 5-6 ปีแล้ว เพื่อให้ธรรมชาติได้ฟื้นฟูตัวเอง  และให้มีตัววิ่งว่าภูคิ้งไม่มีนโยบายให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ถ้าจะเข้ามา ต้องขออนุญาตจากกรมอุทยานแห่งชาติฯ ก่อน  และก็อนุญาตให้นำออกอากาศในวันที่ 12 ส.ค. นี้ได้

เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น  ผู้เขียนจะเล่าเรื่องที่ไม่ปรากฏในข่าวให้ทราบ

เทปนี้เดิมมีกำหนดจะออกอากาศวันที่ 18 กรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหยุดเข้าพรรษา  เดิมหัวหน้าเขตฯ ก็ไม่ทราบว่ามีการลักลอบเข้าไปถ่ายทำที่ภูคิ้ง  เพราะแจ้งให้ทีมงานของนายติ๊กทราบและรับปากตามนั้นแล้ว  แต่เห็นการจากโปรโมทโฆษณาก่อนออกอากาศ 1 วันว่ารายการจะออกอากาศเรื่องภูคิ้ง หัวหน้าเขตฯ จึงได้ปรึกษาและทำหนังสือถึงช่อง 3 ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือในการระงับการออกอากาศสำหรับตอนดังกล่าว  เรื่องน่าจะจบแค่นั้น  แต่ปรากฏว่ามีการล็อบบี้ผ่านผู้ใหญ่ (มาก) ในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  และแจ้งให้หัวหน้าเขตฯ ทำให้เป็นเรื่องการศึกษาธรรมชาติ  เพื่อให้ออกอากาศได้  สุดท้ายเรื่องก็เลยมาถึงระดับกรมอุทยานแห่งชาติฯ

ผู้เขียนได้เรียนปรึกษาเรื่องนี้กับผู้ใหญ่ในกรมอุทยานแห่งชาติฯ ท่านหนึ่งที่รับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรงเช่นกัน  ด้วยเหตุว่าทำอย่างไรจึงจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีก  เพราะจะเป็นการบั่นทอนกำลังใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่  แต่ก็ไม่ได้มีเจตนาว่าจะเข้าไปยุ่งอะไรกับการออกอากาศได้หรือไม่ได้  แต่ผู้เขียนถึงกับอึ้ง (กิมกี่) เพราะคำตอบที่ได้รับคือ  ท่านบอกว่าไม่รู้ว่าบริเวณภูคิ้งมีความเปราะบางอย่างไรถึงต้องห้ามเข้า  และเท่าที่รู้ก็เป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านเข้า-ออกอยู่แล้ว  (การเข้า-ออกที่ว่าคือการลักลอบเข้าไปเก็บหาของป่า  ลักลอบพานักท่องเที่ยวเข้าไป) แต่ก็ออกตัวว่า  ทางหัวหน้าเขตฯ อาจจะมีข้อมูลนี้ก็ได้  แต่ท่านไม่ทราบ

นอกจากนี้ยังมีการคุยกันในกรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่า  การให้ออกอากาศได้น่าจะเป็นการประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่เป็นประโยชน์  เป็นบวกกับกรม  และไม่อยากทะเลาะกับสื่อก็ควรจะให้ออกอากาศไป (ซึ่งผู้เขียนงงว่า  ผู้ใหญ่ท่านนั้นเข้าใจความต่างระหว่างสื่อมวลชนกับผู้ประกอบการธุรกิจผลิตสื่อหรือไม่  และต้องการประชาสัมพันธ์ไปเพื่ออะไรในเมื่อเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ใช่ที่ท่องเที่ยว)

และผลสุดท้ายที่เห็นตามข่าวก็คือ  เทปนี้ได้รับการอนุญาตให้ออกอากาศได้ในวันหยุดที่ 12 ส.ค. นี้   ทำให้ผู้เขียนมี 2 คำถามผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน 

1. ย้อนไปเมื่อเหตุการณ์แบล็กฮอล์คตก  และสื่อมวลชนนำเสนอประเด็นว่า  มีการทุจริตจนทำให้เกิดความบกพร่องของเครื่องบินหรือไม่  ซึ่ง ผบ.ทบ. ออกมาเอะอะกับสื่อว่า  การนำเสนอข่าวเช่นนี้หากเกิดผลกระทบบั่นทอนกำลังใจเจ้าหน้าที่ทหาร ใครจะรับผิดชอบ เพราะไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้โดยง่าย  กำลังสงสัยใช่ไหมว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ตรงไหน  เกี่ยวตรงที่ผู้เขียนเห็นความต่างว่า  การให้น้ำหนักในการให้และรักษากำลังใจกับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติ ช่างต่างกันราวฟ้ากับเหว  วิจารณญาณของกรมอุทยานแห่งชาติฯ เป็นเช่นนี้  เจ้าหน้าที่รักษาป่าจะเอากำลังใจจากไหนมาทำงาน 

2.ที่รู้กันอยู่ในพื้นที่ก็คือ  ภูคิ้งเป็นสุดยอดปรารถนาขององค์กรระดับจังหวัดที่ต้องการให้เปิดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเหมือนภูกระดึง  ทั้งที่ตามกฎหมายเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อการท่องเที่ยวเหมือนในอุทยานแห่งชาติ  แต่เป็นพื้นที่อนุรักษ์และอนุญาตสำหรับการศึกษาวิจัยบางกรณีเท่านั้น  เมื่อมีการถ่ายทำและนำเสนอพื้นที่นี้  แน่นอนว่าย่อมเสี่ยงต่อการเกิดกระแสการเรียกร้องให้เปิดพื้นที่เพื่อท่องเที่ยว  ทั้งที่เจ้าหน้าที่ใช้วิจารณญาณและวิชาการวิเคราะห์แล้วเห็นว่ายังไม่ควร เพราะพื้นที่ต้องการการบริหารจัดการให้ระบบนิเวศฟื้นตัว  ซึ่งผู้เขียนก็จินตนาการได้ว่า  ถ้ามีการเปิดท่องเที่ยว สภาพภูคิ้งที่ควรเป็นป่าต้นน้ำ (ทั้งที่เราก็เหลือน้อยเต็มทีและมีปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ทั้งน้ำท่วม-น้ำแล้ง) และพื้นที่สำหรับรักษาระบบนิเวศให้มีพื้นที่พอสืบทอดลมหายใจได้บ้าง  คงกลายเป็นที่ราบโล่งเลี่ยนเตียนเต็มไปด้วยเต็นท์ ผู้คน และขยะ จนจัดการไม่ได้  มีกวางคุ้ยขยะและช้างก้าวร้าวเพราะถูกคนรุกรานถิ่นที่อยู่อาศัยเหมือนกับแหล่งเที่ยวป่ายอดฮิต  ผู้เขียนสงสัยว่ากรมอุทยานแห่งชาติฯ ตระหนักถึงประเด็นนี้หรือเปล่า  จึงได้อนุญาตให้ออกอากาศและมีเพียงตัววิ่งว่าถ้าจะเข้าต้องขออนุญาต  ซึ่งถ้าคิดกันแง่ร้ายสุด ๆ ก็อาจจะเกิดการขออนุญาตกันอย่างมโหฬารจนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอย่างทีลอซูในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาหรือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวงที่เที่ยวกันจนกล้วยไม้หมดป่า ทั้งชนิดหาง่าย หายาก เฉพาะถิ่น ส่วนที่ใกล้สูญพันธุ์ก็ได้สูญพันธุ์ไปเลย

 

สองปัญหานี้ทำให้ผู้เขียนอยากตั้งคำถามดังๆ ว่า แล้วเราจะมีกฎหมายรักษาป่าไปทำไม ???

นอกจากนี้เมื่อพยายามสืบหาว่า  สถานภาพของภาพถ่ายที่ได้มาจากการกระทำผิดกฎหมายควรจะต้องถูกระงับการใช้หรือไม่  ด้วยกลไกใดของกฎหมาย  เท่าที่พบก็คือ  ไม่มี 

ถ้าวันหนึ่งผู้เขียนพลิกผันตัวเองไปเป็นผู้ประกอบการธุรกิจผลิตสื่อ  หรือผู้ประกอบการรายอื่นตอนนี้ก็ตาม  บอกว่า  อย่างนั้นก็ไม่ต้องขออนุญาตก็ได้  หาคนนำทางพาไป  ออกมาโดนจับปรับ 500 แล้วผู้เขียนก็เอาภาพไปใช้ทำสารคดีขายได้ 5 ล้าน  เท่านี้ก็จบ ไม่ใช่เรื่องใหญ่  เพราะเข้าไปแค่ถ่ายภาพ  ไม่ได้เข้าไปเผาป่า ล่าสัตว์สักหน่อย

มองเผินๆ แล้วอาจคิดว่ามาพูดอะไรกันยืดยาว  แค่คดีเล็กๆ  แต่ถ้าทุกเรื่องเป็นแบบนี้  ประเทศไทยจะอยู่กันได้อย่างไร  มีกฎหมายแต่ไม่เคารพ  ทุกคนหาช่องออกด้วยเส้นสาย  วันหน้าใครจะทำงานให้ประชาชน (ที่จริงเกือบทุกเรื่องในประเทศไทยก็เป็นแบบนี้นะ ไม่เชื่อท่านผู้อ่านลองนึกดูสิ  ว่าเคยได้รับความไม่เป็นธรรมเพราะเส้นสายหรือเพียงเพราะว่าแลดูเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือไม่)

เมื่อกลไกกฎหมายไม่มี  ผู้รับผิดชอบโดยตรงก็ไม่ตระหนัก  ผู้เขียนได้แต่หวังว่า  กลไกของธุรกิจและผู้บริโภคจะมีความตระหนักและร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคม  โดยปฏิเสธ  ไม่ยอมรับ  ไม่ใช้  ไม่บริโภค  สิ่งหรือคนที่บั่นทอนความเป็นธรรมในสังคมของเรา 

เพียงแต่ว่าบทเรียนเล็ก ๆ ที่สะท้อนภาพและปัญหาสังคมของเราอย่างมากมายเช่นนี้  จะถูกละเลยหรือนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์  เพื่อสังคมที่ดีขึ้น