สภาพแวดล้อมภายใต้การครอบงำของ “เสถียรจำลอง”

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

สภาพแวดล้อมภายใต้การครอบงำของ “เสถียรจำลอง”

จิตติมา บ้านสร้าง

หลังจากที่กลับมาอยู่ที่ Thai PBS ผู้เขียนมีโอกาสไปช่วยดูแลการรายงานสดข่าวน้ำท่วมบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลาง หรือที่เรียกว่าลุ่มเจ้าพระยา  สิ่งที่ได้ยินจากชาวบ้านตรงกันในหลายพื้นที่ก็คือ ปีนี้น้ำมาเร็ว ทุกปีน้ำจะไปท่วมก็ราวเดือนตุลาคม แต่ปีนี้ท่วมตั้งแต่ต้นๆ กันยายน  ความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งกับทรัพย์สินต่างๆ และข้าวในนา ก็เพราะเก็บและเกี่ยวกันไม่ทัน หลายพื้นที่ทวงถามถึงการเตือนภัยของหน่วยงานราชการ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือ เพราะปีนี้น้ำมาแรงมากทั้งที่ปริมาณก็ไม่ได้มากไปกว่าปีอื่นๆ นี่คือ 2 สิ่งที่ชาวบ้านบอกว่ารับไม่ไหว

ในประเด็นที่ว่าทำไมปีนี้น้ำท่วมเร็ว นายสมชาย ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา  บอกว่า  เพราะปีนี้เรามีฝนมากตั้งแต่ช่วงต้นฤดู  คือเมื่อ 23 มิถุนายน มีพายุดีเปรสชั่นไหหม่า ซึ่งแม้จะมีศูนย์กลางอยู่ที่ลาวและขึ้นฝั่งที่จีน แต่ก็ทำให้ฝนตกหนักในไทยจนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากใน 4 จังหวัด คือ  เชียงราย ตาก พะเยา และน่าน  ถัดมาปลายเดือนกรกฎาคม พายุโซนร้อนนกเต็นก็พัดถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักใน ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันออก ทำให้น้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่อีก

ฝนจากพายุ 2 ลูกนี่เอง ที่ทำให้เป็นน้ำเหนือสะสม  เมื่อมารวมกับร่องความกดอากาศต่ำที่ยังคงวนเวียนพาดผ่านประเทศไทยอยู่อย่างต่อเนื่องไม่เคลื่อนไปไหน จึงทำให้ยังคงมีฝนตกไม่หยุดหย่อน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่มหาสมุทรแปซิฟิกกลับมามีปรากฏการณ์ลานินญ่าอ่อนๆ อีกครั้ง หลังจากที่คลายตัวลงไปเมื่อราวต้นปี จึงทำให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง  

รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา ยืนยันว่าหลังจากวันที่ 20 กันยายนนี้ไปแล้ว ความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากจีนก็จะดันให้ร่องความกดอากาศต่ำเลื่อนต่ำลงมาพาดผ่านภาคกลางและอีสานตอนล่าง ฝนที่ตกลงมาจึงจะไม่ใช่เป็นการเติมน้ำเหนือให้มีมวลน้ำก้อนใหญ่ลงมาอีก  สถานการณ์ฝนอาจจะมีผลซ้ำเติมน้ำท่วมตอนกลางของประเทศให้มากขึ้นบ้าง แต่คาดว่าการระบายน้ำออกสู่ทะเลจะทำได้ไม่ช้านัก  

ประเด็นสำคัญก็คือรองอธิบดีสมชายย้ำว่า ฤดูฝนของเรายังคงเกิดขึ้นในช่วงปกติ ไม่ได้มาเร็วกว่าที่เคย จึงยังไม่มีความผิดเพี้ยนในเรื่องช่วงเวลาของการเกิดฤดูกาล

ส่วนอีกประเด็นที่ชาวบ้านบอกว่าปีนี้น้ำมาแรงมาก คือมีความรุนแรงและเชี่ยวกราก  นักวิชาการหลายคนให้ความเห็นค่อนข้างตรงกันว่า  นอกจากพื้นที่ต้นน้ำและแก้มลิงตามธรรมชาติต่างๆ จะถูกเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์จนไม่สามารถซับน้ำไว้ได้แล้ว แม่น้ำยังถูกทำให้กลายเป็นทางด่วน เพราะแต่ละเมืองก็ก่อสร้างพนังกั้นน้ำเพื่อป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ เมื่อน้ำแผ่ออกข้างไม่ได้ ประกอบกับไหลปะทะพนัง 2 ฝั่งมาตลอดเวลา จึงยิ่งเพิ่มทั้งมวล  ความเร็ว  และความรุนแรงมากขึ้น  สิ่งเกิดขึ้นตามมาก็คือ ที่ไหนที่พนังกั้นน้ำไม่แข็งแรงพอ ก็จะถูกกระแทกจนพังทลาย  สุดท้ายน้ำก็ทะลักเข้าเมืองเร็วอย่างชนิดที่ชาวบ้านตั้งตัวไม่ทัน  อย่างที่เมืองอ่างทองเพิ่งประสบมา  

แต่ดูเหมือนว่านักบริหารทั้งหลายจะมองบทเรียนนี้เพียงว่า  ต่อไปต้องสร้างพนังให้แข็งแรงขึ้นกว่านี้  

ผู้เขียนคิดว่าบางทีเราอาจขาดการยอมรับในพลังของธรรมชาติ  เราอาจขาดการยอมรับว่ามนุษย์เอาชนะธรรมชาติได้เพียงบางช่วง บางตอน บางเรื่อง และบางสถานการณ์ แต่ไม่สามารถชนะทุกอย่างได้ในท้ายที่สุด  ผู้เขียนคิดว่าการอยู่อย่างเข้าใจและกลมกลืนน่าจะทำให้เราทุกข์น้อยที่สุด  การปรับเปลี่ยนมุมมองและแนวความคิดการดำรงชีวิตในฐานะที่เราเป็นองค์ประกอบเล็กๆ ของธรรมชาติ  ผู้เขียนคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ

ก่อนหน้านี้ผู้เขียนได้สนทนากับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่าคนเราตอนนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีความเสถียรจำลอง หมายถึงว่าเรารับรู้ด้วยความรู้สึกว่าไม่ค่อยเดือดเนื้อร้อนใจหรือได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศในระดับที่เป็นจริงมากนัก เช่น ร้อนก็เปิดแอร์ อยากชื่นชมธรรมชาติก็ไปสวนสัตว์ น้ำท่วมก็มีพนังกั้น (เหมือนที่เราเห็นว่าคนเดินอยู่ริมพนังกั้นน้ำที่สูงท่วมหัว ขณะที่น้ำในแม่น้ำก็สูงเลยหัวคนไปแล้วอย่างน่ากลัว) เป็นต้น  ทั้งที่สภาพจริงๆ ไม่มีอะไรเสถียร เพราะธรรมชาติมีความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวตลอดเวลา  สภาพการณ์แบบนี้ทำให้คนแยกออกจากธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ จนลืมความเคลื่อนไหวของธรรมชาติและลืมปรับตัว  เมื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เข้ามากระทบจึงมองว่านั่นคือสิ่งคุกคามที่ต้องต่อต้าน  

เฉพาะในเรื่องน้ำ ดร.อานนท์บอกว่า ถ้าย้อนรอยดูสถิติแล้ว สภาพฝนของไทยมีลักษณะเป็นลูกคลื่น ยอดสูงสุดคือมีฝนมากที่สุด แล้วจะทยอยลดลงจนต่ำสุดคือฝนน้อยที่สุด แล้วก็จะค่อยๆ มีฝนเพิ่มมากขึ้นจนมีฝนมากที่สุดอีกครั้ง จากฝนมากที่สุด ลงมาถึงมีฝนต่ำสุดและกลับมามีฝนมากที่สุดกินระยะเวลาราว 30 ปี และตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นที่มีฝนมากมาได้ราว 5 ปีแล้ว  ดังนั้นเรากำลังอยู่ในช่วงที่จะมีฝนมากขึ้นอีกราว 10 ปี จึงจะเป็นจุดที่มีฝนมากเต็มที่ แล้วจากนั้นจึงจะเริ่มลดลง  นี่ยังไม่รวมกับอีกปัจจัยหนึ่งอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก ที่ทำให้ประเทศไทยมีแนวโน้มว่าจะมีฝนเพิ่มสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยอีกปัจจัยหนึ่ง

30 ปีจึงเป็นระยะเวลาที่ยาวนานสำหรับช่วงอายุของคน จากเด็กเป็นผู้ใหญ่ จากวัยรุ่นเป็นวัยกลางคน จากผู้ใหญ่ก็กลายเป็นผู้สูงอายุ และคนๆ หนึ่งก็อาจมีช่วงอายุที่สะสมประสบการณ์ตามวงรอบของฝนแบบนี้ได้เพียง 2 รอบเท่านั้น  ความรู้หรือภูมิปัญญาเหล่านี้จึงอาจถูกลบให้เลือนจางไปด้วยความเปลี่ยนแปลงอย่างอื่นๆ ที่เกิดขึ้นและส่งผลกระทบรวดเร็วกว่า  โดยเฉพาะความเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ  เศรษฐกิจ  สังคม  และอื่นๆ เมื่อประกอบกับมุมมองที่ถูกหล่อหลอมมาจากความเสถียรของธรรมชาติแบบจำลอง  ทำให้น้ำท่วมกลายเป็นภัยคุกคามที่ต้องเอาชนะให้ได้จึงต้องทุ่มทั้งงบประมาณ กำลังคน และอื่นๆ ไปเพื่อการนี้  แต่ผู้เขียนก็ยังคงเชื่อว่าวิธีการเช่นนั้นเอาชนะธรรมชาติได้เพียงบางช่วง บางตอน บางเรื่อง และบางสถานการณ์เท่านั้น

อย่างไรก็ตาม จากการออกไปพบปะผู้คนที่เดือดร้อน เห็นว่าชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเข้าใจและกำลังพยายามใช้ชีวิตให้อยู่รอดให้ได้  แต่ก็ไม่แน่ใจว่าความพยายามที่จะเอาชนะของอีกแนวคิดหนึ่ง จะสร้างอะไรที่ยิ่งส่งผลกระทบมากขึ้นกับคนที่พยายามอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติหรือไม่