น้ำท่วม 2554 โกลาหลที่เป็นโอกาส

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

น้ำท่วม 2554 โกลาหลที่เป็นโอกาส

จิตติมา บ้านสร้าง

หลังจากเฝ้าติดตามสถานการณ์น้ำท่วมมาตั้งแต่ที่ไทยได้รับผลกระทบจากพายุนกเต็นและไหหม่าราวปลายเดือนสิงหาคม และเกิดสถานการณ์น้ำไหลหลากเข้าท่วมหลายพื้นที่ และดินโคลนถล่มทางภาคเหนือ จนมาถึงวันที่ความโกลาหลเริ่มมาเยือนผู้เขียน เมื่อมีรายงานข่าวชัดเจนว่าวันที่ 17 ตุลาคมจะต้องเฝ้าระวังปริมาณน้ำที่คลองหกวา ซึ่งเป็นคลองรับน้ำที่แผ่ออกไปท่วมทุ่งอยุธยาแล้วจะไหลบ่าลงมาทางนี้  ทำให้เขตสายไหมเป็นพื้นที่เสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด
 
แม้ว่าบ้านของผู้เขียนจะอยู่สูงกว่าถนนกว่าครึ่งเมตร  ก็ยังอดหวั่นไหวไปตามกระแสข่าวไม่ได้  แค่เพียงวันเดียว ผู้เขียนคิดกลับไปกลับมาเกือบ 8 ตลบว่าจะก่ออิฐกั้นน้ำดีหรือไม่ เห็นเพื่อนบ้านก่ออิฐกันก็นึกอยากจะป้องกันบ้าง  แต่พอมาคิดว่าบ้านที่เขาทำเป็นบ้านต่ำกว่าถนนทั้งนั้น มาเดินสำรวจในบ้านชั้นล่างก็พบว่าไม่ได้มีสมบัติพัสถานอะไรมากมาย  แต่ละอย่างก็อยู่บนโต๊ะ ตั่ง เตียงทั้งนั้น  ก็ใจชื้น แล้วก็คิดว่าไม่ทำดีกว่า  เดินไปเดินมา อ้าวบ่อปลาทำไงดีถ้าน้ำเข้า  มีปลั๊กไฟติดอยู่ด้วย เพราะต้องเติมอากาศกับกรองน้ำให้ปลา ถ้าน้ำท่วมก็ต้องตัดสายไฟ  ยุ่งยากและกลัวอันตรายอีก  กับหมาอีก 2 ตัวก็จะไม่มีที่อยู่ เพราะมันไม่อยู่ร่วมเตียงเดียวกันแน่ๆ  เครื่องซักผ้าที่ตอนแรกคิดว่าช่างมัน ก็นึกเสียดายขึ้นมาเพราะเพิ่งซื้อใหม่ยังไม่ถึง 3 เดือน ก็ยังไม่เท่าไหร่  แต่พอมาเห็นข่าวสั่งอพยพคนที่นวนคร แม้ว่าเส้นทางน้ำอาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่นัก เพราะน้ำนวนครจะลงไปทางดอนเมือง  แต่ในใจก็โกลาหลอีกแล้ว คราวนี้โทรสั่งช่างให้ซื้อของมาก่ออิฐพรุ่งนี้เช้า  อีกพักเดียวกรรมการหมู่บ้านก็บอกว่าผู้ว่า กทม. มายืนยันเองว่าบล็อกน้ำที่คลองหกวาไว้ได้แล้ว  แล้วเพื่อนบ้านก็บอกว่า “โอ๊ยถ้าบ้านน้องท่วม  บ้านอื่นก็ครึ่งหน้าต่างแล้ว  เขาโทรเช็คทุกจุดแล้ว  น้ำมาไม่ถึงหรอก  ไปยกเลิกช่างเถอะ”  

สรุปว่าความโกลาหลในสมองของผู้เขียนก็จบลงเท่านี้  พร้อมกับปลงว่าถ้าน้ำมากถึงกับเข้าในตัวบ้านชั้นใน  ก็ขึ้นไปอยู่ชั้น 2   นอกนั้นค่อยจัดการปัญหาตามสถานการณ์เอาก็แล้วกัน

นี่แค่ความโกลาหลส่วนตัว  ก่อนหน้านี้ผู้เขียนพบความโกลาหลตั้งมากมายหลายอย่าง  ทั้งความโกลาหลในการหนีน้ำท่วม  การเข้าช่วยเหลือ  การอพยพผู้คน  การจัดการรองรับ  มาจนถึงความโกลาหลที่เกิดจากความหวังดีของท่านปลอดประสพ  จนชาวบ้านตั้งชื่อ ศปภ. ให้ใหม่ว่า “ศูนย์ปั่นป่วนผู้ประสบอุทกภัย”  แต่ผู้เขียนก็ยังเห็นว่าเป็นความหวังดีของท่านปลอดประสพจริงๆ และก็คิดว่าความโกลาหลที่เกิดขึ้นก็คงเป็นโอกาสที่ดีในการเรียนรู้ว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลจะต้องเป็นการทำงานที่เคารพระบบ และก็ดีใจที่เห็นการทำงานของ ศปภ. มีระบบมากขึ้นจนเป็น “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” ที่ชาวบ้านตั้งใจฟังและได้รับประโยชน์มากขึ้น

ความโกลาหลอีกอย่างที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุดก็คือ  ความโกลาหลของข้อมูลทางวิชาการ  นับแต่หลังได้รับผลกระทบจากพายุไห่ถางเป็นต้นมา  ก็มีความเห็นทางวิชาการมากมายจากนักวิชาการหลายสาขาที่ระยะหลังต่างหันมาสนใจศึกษาเรื่องนี้  ทั้งในประเด็นภัยพิบัติและความแปรปรวนของธรรมชาติ สภาพอากาศ ประเด็นการอ่านสถานการณ์ และการจัดการน้ำที่เข้าขั้นอุทกภัยเต็มรูปแบบ  และความโกลาหลนี้ก็ปรากฏออกมาตามสื่อต่างๆ ที่แล้วแต่ว่าสื่อจะจับเอานักวิชาการคนใดมาให้ความเห็นหรือวิเคราะห์ในเรื่องใด  

ที่เห็นได้ชัดก็เช่น ความเห็นที่ไม่ตรงกันในเรื่องความรุนแรงและผลกระทบจากพายุ  ความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างความรุนแรงของสถานการณ์น้ำท่วม  ความเห็นที่ไม่ตรงกันของปริมาณน้ำว่ามากน้อยหรือรุนแรงกว่าปีอื่นๆ แค่ไหน ซึ่งเรามักจะได้ยินว่ามีการเทียบเคียงกับปี 2538 และ 2549 เป็นต้น

โดยส่วนตัวผู้เขียนรู้สึกว่า  ครั้งนี้มีนักวิชาการที่เกี่ยวข้องด้วยมากจริงๆ ซึ่งที่จริงแล้วเป็นเรื่องดี  เพราะแสดงว่ามีความตื่นตัวเรื่องภัยพิบัติมากขึ้น และมีความพยายามที่จะหาทางบรรเทาความเสียหายให้ได้มากที่สุด

ผู้เขียนได้มีโอกาสพูดคุยกับนักวิชาการหลายๆ คน  ก็พบว่านักวิชาการแต่ละท่านต่างก็ใช้ข้อมูลอย่างเดียวกันบ้าง  แตกต่างกันบ้าง  มีการวิเคราะห์และให้เหตุผลที่ใกล้เคียงกันบ้าง  แตกต่างกันบ้าง  การเฝ้าระวังหรือการเตือนจึงมีความแตกต่างมากบ้าง น้อยบ้าง ตั้งแต่ไม่มีอะไรน่าวิตก ไปจนถึงเป็นเรื่องที่จะเป็นวิกฤตมหาศาล  ซึ่งผู้เขียนคิดว่าสร้างความโกลาหลได้ไม่น้อยทีเดียว  เพราะประชาชนไม่รู้จะเชื่อใครดี  จะเตรียมตัวมากน้อยอย่างไรดี  (รวมถึงผู้เขียนเองด้วย ที่สมองโกลาหลมาวันเต็มๆ) แถมความเห็นที่ไม่ตรงกันเหล่านี้  บางครั้งยังอาจถูกเติมด้วยความสับสนหรือความเชื่อของสื่อมวลชนเอง เพิ่มความโกลาหลของข้อมูลให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

จนกระทั่งเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ความโกลาหลก็ยังเกิดขึ้นหลายอย่างดังที่กล่าวมาข้างต้น  ไหนยังจะมีความโกลาหลที่เกิดขึ้นเพราะความเห็นที่ไม่ตรงกันในการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำ  ทั้งระหว่างชาวบ้านกับชาวบ้าน  ชาวบ้านกับภาครัฐ  และภาครัฐกับภาครัฐด้วยกัน  ซึ่งความเห็นที่ไม่ตรงกันบางส่วนยังเจือด้วยกลิ่นอายของการแบ่งสี  ทั้งที่เป็นวิกฤตของคนชาติเดียวกัน และทุกสีก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยหน้ากัน

ผู้เขียนเห็นว่าความหลากหลายเป็นเรื่องดี  ทำให้เราเห็นวิชาการในหลายแง่มุม  ได้เรียนรู้การคิดวิเคราะห์ในหลายแง่มุมเช่นกัน  แต่ก็คิดว่าการเตือนภัยหากมีความหลากหลายจนเกินไปถึงขนาดที่ประชาชนไม่รู้จะเชื่อใครดี  ก็อาจกลายเป็นปัญหา  

ภาพฝันของผู้เขียนก็คือ อยากเห็นนักวิชาการทุกสาขาที่เกี่ยวข้องนั่งลงคุยกันบนโต๊ะประชุม งัดข้อมูลออกมาถกเถียงและวิเคราะห์กัน ไม่ต้องเป็น War Room แต่อยากให้เป็น Peace Room แม้ว่าวิเคราะห์ร่วมกันออกมาแล้วจะมีการให้ความหมายที่มากกว่าหนึ่ง แต่ผู้เขียนคิดว่าประชาชนก็จะเห็นข้อมูลที่เป็นชุดเดียวกัน  และสามารถใช้วิจารณญาณบวกกับภูมิปัญญาในแต่ละท้องถิ่นได้  เช่นมี 10 พื้นที่คือ ก. ข. ค. ง. จ. ฉ. ช. ฌ. และญ.เสี่ยงมากในระดับระหว่าง 1 – 5 แบบนี้ก็คงเรียกว่าบูรณาการนั่นแหละ  แทนที่จะเป็นนักวิชาการท่านหนึ่งบอกถึงพื้นที่หนึ่ง ในระดับความเสี่ยงอย่างหนึ่ง  แต่นักวิชาการอีกท่านก็บอกถึงอีกพื้นที่หนึ่ง ในระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน พอมีหลายๆ ท่าน หลายๆ สื่อเข้า  ก็เลยกลายเป็นความโกลาหลของข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่การเตือนภัยไปจนถึงการจัดการภัยพิบัติ

แต่ผู้เขียนก็คิดว่านักวิชาการเหล่านี้ จะโคจรมาจับมือกันเองคงไม่ง่ายนัก อาจต้องการเจ้าภาพ  ซึ่งจะเกิดเป็นคุณูปการแก่ประเทศชาติและประชาชนมากขึ้น ในภาวะที่เราอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่ธรรมชาติจะเริ่มเอาคืน