น้ำท่วมใหญ่เพราะคนไทยไม่เคยใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

น้ำท่วมใหญ่เพราะคนไทยไม่เคยใช้ประโยชน์จากประวัติศาสตร์

จิตติมา บ้านสร้าง

.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

.
.
.
.
ปี 2553 ช่วงเดือนตุลาคม เกิดสถานการณ์น้ำท่วมใหญ่เกือบทั่วประเทศตั้งแต่ภาคเหนือ อีสาน กลาง และไล่เรื่อยลงไปถึงภาคใต้ ผู้เขียนจำได้ว่าสื่อมวลชนหลายสำนักขนานนามว่า เป็นเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ มีการระดมความช่วยเหลือจากสังคมทุกภาคส่วนอย่างมโหฬาร  ครั้งนั้นเราได้บทเรียนว่าอย่างไรเสียคนไทยก็ไม่ทอดทิ้งกัน เราได้บทเรียนเรื่องพิบัติภัยที่ใกล้ตัวมากขึ้น เราได้บทเรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกมาบ้าง เราได้เรียนรู้วิธีการระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุดและปัจจัยที่เป็นอุปสรรคที่เราเอาชนะไม่ได้อย่างน้ำทะเลหนุน เราได้เรียนรู้ว่ามนุษย์เราเองนี่แหละที่ทำให้ตัวเองเสียหายเพราะไปทำลายพื้นที่ซับน้ำที่ต้นน้ำ ทำการเกษตรในช่วงเวลาที่มีความเสี่ยงเพราะเผื่อได้ แต่ไม่เผื่อเสีย

เราได้ความคิดและความรู้มากมายจากน้ำท่วมครั้งที่แล้ว  แต่...เมื่อมาถึงปีนี้  เราได้รู้อีกอย่างหนึ่งว่า บทเรียนจากปีที่แล้ว มันไม่เพียงพอที่จะเอาตัวให้รอด  ทั้งทรัพย์สิน บ้านเรือน ข้าวของ สมบัติอันเป็นที่รักที่ได้สะสมมา แม้กระทั่งชีวิตสำหรับบางคน

พอมีพายุและฝนมาเร็วตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2554 เราได้รับการย้ำบทเรียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอีกครั้ง พอดินถล่ม เราก็ได้รับการย้ำบนเรียนเรื่องการทำลายสภาพธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินอีก พอน้ำท่วมที่ราบลุ่มภาคกลาง เราก็ได้เรียนบทที่เรียนไปแล้วเรื่องของการเกษตรผิดฤดู ไม่รวมกับบทเรียนเรื่องน้ำและการเมืองเป็นเรื่องเดียวกันที่ทำให้ต่างชาติงุนงงว่าประเทศไทยช่างเป็นได้ขนาดนี้  แต่พอมวลน้ำมหาศาลเริ่มกลืนนิคมอุตสาหกรรมแห่งแรก ตามมาด้วยแห่งที่ 2 และต่อไป และต่อไป และกำลังต่อไป เราเริ่มงุนงงว่า เราไม่เคยมีบทเรียนแบบนี้มาก่อน  ท่ามกลางความงงงวยว่าเกิดอะไรขึ้นและกำลังโทษกันไปมา ทัพน้ำก็เข้าตีเมืองหลวงแล้ว

ไม่น่าเชื่อว่าสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดจะยังมีให้ลิ้มรสได้ใน พ.ศ. นี้ แม้จะไม่ได้เพียงกระผีกของกรุงแตกสมัยอยุธยาราชธานีก็ตาม แต่ความเดือดร้อนก็แผ่ไปทุกหย่อมหญ้า ทั้งเมืองระงมไปด้วยเสียงด้วยคำถามว่าจะเหลือที่แห้งแค่ไหน หรือทำไมน้ำขังอย่างนี้ ไม่ออกทะเลเสียที กับความขัดแย้งในเรื่องการจัดการน้ำที่ต้องรักษาพื้นที่ส่วนใหญ่ แต่ไม่ทำให้คนที่ต้องเสียสละพึงพอใจในคำอธิบายต่างๆ และการชดเชย

นี่แหละทำให้เราเริ่มได้เรียนรู้บทเรียนที่สำคัญมากอีกอันหนึ่ง คือเรื่องการประโยชน์ที่ดินที่แทบไม่เคยใส่ใจผังเมือง เพราะเห็นว่าจะกันเอาไว้เป็นที่ว่างทำไม ไม่มีประโยชน์ ควรจะต้องเอามาใช้ประโยชน์ให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจถึงจะถูกต้อง ผู้เขียนก็เข้าใจเอาเองว่าคงมีคนไม่น้อยไม่อยากพูดถึงหรือกระโตกกระตาก เพราะมันไม่ใช่แค่การปลูกสร้างรุกล้ำคลองให้เป็นอุปสรรคกับการระบายน้ำเท่านั้น แต่มันเป็นเรื่องขนาดที่เอาที่ดินที่ถูกกำหนดให้เป็นทางน้ำผ่านเพื่อให้ลงสู่ทะเลโดยเร็วไปทำอย่างอื่นจนวันนี้น้ำไม่มีทางไป ในที่สุดก็เข้าท่วมเมืองและสิ่งที่กีดขวางทางที่มันจะไป

ความเสียหายที่อาจมีมูลค่านับล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว ไม่รู้ว่าเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ตั้งหน้าเอามาหาประโยชน์แล้วคุ้มค่ากันหรือไม่  เพราะที่สำคัญก็คือความเสียหายที่เกิดขึ้นกระจายถึงประชาชนทุกระดับชั้น ไม่ได้กระจุกเฉพาะกลุ่มเหมือนตอนร่ำรวยจากผลประโยชน์ที่แสวงเอาจากที่ดินที่ควรจะเป็นทางน้ำผ่านป้องกันเมืองเสมือนหอคูประตูรบป้องกันพระนคร

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเคยวางแนวทางการป้องกันพระนครยุคนี้เอาไว้แล้ว ที่ชัดเจนที่สุดครั้งหนึ่งก็คือเมื่อ 19 กันยายน 2538 คือต้องมีทางให้น้ำผ่านเพื่อป้องกันอันตรายให้ประชาชนพ้นจากภัยธรรมชาติซึ่งอาจถือว่าเป็นข้าศึกยุคใหม่ คือมีคันกั้นน้ำรักษาเมืองหลวง และกำหนดให้พื้นที่นอกแนวคันกั้นน้ำ เป็นทางน้ำผ่าน ซึ่งพระองค์ทรงบ่นเมื่อปี 2538 มีความว่าที่ดินบริเวณฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ติดไปทางแม่น้ำบางปะกงจากเดิมสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 มีพระบรมราชโองการให้เป็นที่สาธารณะถึง 5-6 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันที่สาธารณะดูเหมือนจะเหลือเพียงแค่ 3 พันไร่ ทำให้ flood way หายไป (วันนั้นทรงบอกว่าขอโทษที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ)

ผู้เขียนได้ให้น้องนักข่าวกรีนบีทนิวส์ สำนักข่าวสิ่งแวดล้อมแห่งใหม่ที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมตั้งขึ้น ไปตามเรื่องนี้ดู ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจและแผนที่มาหลายฉบับ กับข้อมูลจากอีกหลายคน อย่าง ศ.ตรึงใจ บูรณสมภพ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา และศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ นักวิชาการผังเมือง ให้ข้อมูลที่สอดคล้องกันว่า แต่เดิมนั้นกรุงเทพฯเป็นทางผ่านของน้ำ และมีลักษณะภูมิประเทศแบบราบลุ่ม จึงจำเป็นต้องมีคลองต่างๆ เพื่อรับน้ำไหลลงสู่ทะเลซึ่งในอดีตเคยมีการจ้างบริษัทลิชฟิลด์ของสหรัฐอเมริกาให้ศึกษาและวางรูปแบบผังเมืองเป็นกรอบการใช้ประโยชน์ที่ดินและแนวทางการพัฒนากรุงเทพฯ เมื่อปี 2500 ถึง 2503 โดยวางให้มีคลองหลักและคลองย่อยต่างๆ ทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกเพื่อใช้เป็น Flood way หรือทางด่วนน้ำ ระบายน้ำให้ไหลลงสู่ทะเลได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังมีการวางขอบเขตพื้นที่เกษตรกรรม ชุมชนที่อยู่อาศัยและโรงงานอุตสาหกรรมแยกไว้อย่างชัดเจน ซึ่งผังเมืองดังกล่าวได้มีการวางเผื่อการเติบโตในอนาคตถึง 30 ปี แต่กลับไม่มีการนำผังเมืองนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้เต็มที่ (ดูแผนผังลิชฟิลด์ที่มีทางด่วนน้ำรอบขอบเขตกรุงเทพฯ ในอดีต โดยมีการกำหนดสีในการใช้ประโยชน์ที่ดิน และภาพเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพฯ)

ศ.ตรึงใจ บอกว่า นอกจากไม่มีการนำแนวทางดังกล่าวมาใช้แล้ว ยังมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินโดยมีนายทุนหรือผู้มีอิทธิพลเข้ามากว้านซื้อที่ดินที่เป็นทางไหลผ่านของน้ำ และมีการถมคลองและถมดินให้สูงเพื่อนำไปปลูกสร้างอาคาร โรงงานอุตสาหกรรม และ บ้านจัดสรร

เมื่อดูจากแผนผังทางฝั่งตะวันออกของ thinkofliving.com จะเห็นได้ชัดเจนว่ามีพื้นที่สีขาวเส้นทะแยงเขียวที่ถูกกำหนดให้เป็นพื้นที่ประเภทอนุรักษ์เกษตรกรรมและชนบท คือจะใช้ประโยชน์ที่ดินได้ก็คือเป็นเกษตรกรรมและเป็นชุมชนแบบชนบท เพราะเมื่อถึงเวลาที่น้ำไหลผ่าน การปรับตัวก็จะง่ายและความเสียหายที่จะเกิดก็ไม่มากนัก การเยียวยาก็ไม่เป็นภาระกับงบประมาณซึ่งเป็นภาษีของคนทั้งประเทศ แต่จากแผนที่ประกอบชิ้นที่ 3 นี้บริเวณพื้นที่สีขาวเส้นทะแยงเขียวที่กินพื้นที่ตลอดตั้งแต่บริเวณคลองรังสิตประยูรศักดิ์จนถึงอ่าวไทย แม้ยังคงมีอยู่จริง  แต่มีอย่างน้อย 2 จุดที่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ตรงกลางในเขตคลองสามวามีสนามกอล์ฟขวางอยู่ ซึ่งหากจะตีความว่า ก็ยังมีสภาพเป็นพื้นที่เกษตรกรรมได้ ก็ควรจะต้องมีลักษณะให้เป็นทางน้ำผ่านได้เช่นกัน ไม่ใช่ถมสูงหรือสร้างเขื่อนป้องกันน้ำเข้า ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เป็นการสูญเสียพื้นที่ทางด่วนน้ำ

ถัดลงมาที่ชัดเจนกว่านั้นในพื้นที่สีขาวเส้นทะแยงเขียวตอนปลายก่อนถึงอ่าวไทยเห็นได้ว่ามีนิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังขวางอยู่เกือบเต็มช่องทาง ซึ่งผู้เขียนไม่เข้าใจจริงๆ ว่ามีการอนุญาตให้ดำเนินการไปได้อย่างไร ถ้านิคมฯลาดกระบังน้ำเข้าแล้วเสียหายในคราวนี้ ผู้เขียนไม่สงสัยเลย (แต่ไม่ได้สมน้ำหน้า) เพราะก็อยู่ในชะตากรรมเดียวกับ 5 นิคมที่อยุธยา คือไปสร้างในพื้นที่ลุ่มที่อย่างไรก็มีโอกาสสูงอยู่แล้วที่จะเกิดน้ำท่วม

และแน่นอนหนึ่งในจำนวนนี้ก็คือสนามบินสุวรรณภูมิที่มีการระดมสรรพกำลังป้องกันอย่างแข็งขัน เพราะถ้าสนามบินสุวรรณภูมิมีปัญหา ความเชื่อมั่นของประเทศไทยคงตกสุดขีด หนักกว่าน้ำท่วม 5 นิคม

แผนที่นี้ยังไม่แสดงให้เห็นว่าตรงไหนบ้างที่กลายเป็นคอนโดมิเนียมและหมู่บ้านจัดสรรที่เติบโตอย่างหนักหลังจากเกิดสนามบินสุวรรณภูมิ

แต่จากการสำรวจพื้นที่ฝั่งตะวันออกโดยกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อไม่นานมานี้ ก็พบว่ามีคลอง อย่างน้อย 26 คลองหายไปจากแผนที่ บ้างก็เหลือแต่ชื่อ ทำให้น้ำไม่มีทางไหลสู่ทะเลได้ ต้องไหลบ่าเข้าท่วมพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อหาทางออก

เมื่อไม่มีด่านหน้าป้องกันเมือง จึงเกิดสภาพการป้องกันอย่างกะพร่องกะแพร่ง สู้ตรงโน้นที สู้ตรงนี้ที อย่างที่เห็นท่ามกลางการโทษกันไปมา และความข้ดแย้งที่เกิดขึ้นประปราย แต่สุดท้ายก็ลงท้ายด้วยสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด และอีกไม่นานก็ต้องตามมาด้วยการเสียงบประมาณมหาศาลเพื่อกู้กรุง (เป็นช่องทางให้ได้ทุจริตกันอีก)

สำหรับทางแก้ปัญหาในระยะยาวนั้น ศ.ตรึงใจให้ความเห็นว่าเป็นเรื่องยากหากจะไปรื้อสิ่งปลูกสร้างที่ได้ดำเนินการไปแล้ว แต่สามารถปรับภูมิประเทศด้วยการขุดคลองระบายน้ำ ทำพื้นที่น้ำหลากหรือพื้นที่แก้มลิงเพิ่ม และห้ามไม่ให้มีการขยายและสร้างสิ่งก่อสร้างใดๆในพื้นที่ดังกล่าวอีก และจากนี้ไปอยากให้มีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการการวางแผนภาคและการวางผังเมืองขึ้นเพื่อที่จะได้ช่วยกันปรึกษาหารือและกำกับดูแลในเรื่องของผังเมืองโดยเฉพาะ

ขณะที่ศาสตราจารย์กิตติคุณ เดชา บุญค้ำ บอกว่า การแก้ไข จำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายผังเมือง และนำไปปฏิบัติอย่างเข้มงวดจริงจัง อาจจะต้องมีการเวนคืนที่ดินบางส่วนเพื่อทำทางด่วนน้ำโดยใช้พระราชบัญญัติจัดรูปที่ดินเพื่อการพัฒนาพื้นที่ พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยนำมาใช้ นอกจากนี้ยังต้องหยุดการเติบโตของกรุงเทพมหานครและรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ ส่วนวิธีการระบายน้ำ อาจจำเป็นต้องลงทุนสร้างอุโมงค์ยักษ์ใต้ดิน เพื่อระบายน้ำเหนือออกสู่อ่าวไทยโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นวิธีการที่ก่อให้เกิดข้อขัดแย้งจากการใช้ที่ดินน้อยที่สุด

ส่วนอีกแนวคิดหนึ่งที่ถูกนำเสนอต่อคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาการตั้งถิ่นฐานและการผังเมือง วุฒิสภา ก็คือการสร้างเมืองใหม่ที่เขาส่องกล้อง จ.นครนายก เนื่องจากเป็นพื้นที่สูงที่ปลอดภัยจากน้ำท่วม มีอาณาเขตหลายหมื่นไร่ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของทหารและหน่วยงานราชการ จึงไม่ยากต่อการขอใช้ และเคยมีการศึกษาไว้แล้ว นอกจากนี้ยังห่างจากเขตอุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพียง 40 กิโลเมตร ซึ่งรัฐบาลสามารถส่งเสริมและชักจูงให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตได้

การแก่งแย่งเป็นใหญ่ แตกความสามัคคี เห็นแต่เพียงประโยชน์ส่วนตัว ส่วนกลุ่ม เป็นสาเหตุหลักของการเสียกรุงศรีอยุธยาทั้ง  2 ครั้ง มาถึงวันนี้ประวัติศาสตร์พิสูจน์ตัวเองอีกครั้งว่าการซ้ำรอยเกิดขึ้นได้เสมอ ตราบเท่าที่คนได้แต่เรียนรู้ แต่ไม่เคยนำมาใช้ปรับความคิดและจิตใจจนเกิดการปฏิบัติอย่างจริงจัง เมืองหลวงและประชาชนตาดำๆ เสียหายในวันนี้ เพราะการเห็นแต่ประโยชน์ส่วนตัวของนักปกครองและพวกพ้องอีกครั้ง ทั้งจากการบริหารจัดการน้ำที่เอื้อแต่ผลประโยชน์ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองแล้ว ยังถูกซ้ำเติมให้หนักขึ้นจากการเล่นแร่แปรธาตุจนที่ดิน 5-6 หมื่นไร่ ที่เคยมีพระบรมราชโองการของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ให้เป็นที่สาธารณะ กลายไปเป็นสนามกอล์ฟ นิคมอุตสาหกรรม สนามบิน ที่ดินเอกชนที่เอามาปั่นกันแล้วพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรรหลอกชาวบ้านมาซื้อ และกลายเป็นผู้อพยพอยู่ตอนนี้

ผู้เขียนคิดว่า น้ำท่วมครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนี้ไม่ควรเป็นแค่บทเรียนสำหรับอนาคตอีกต่อไปแล้ว แต่ควรจะมีการปฏิบัติการจริงเสียที แต่ผู้เขียนก็ไม่ได้หวังว่านักการเมืองที่เป็นชนชั้นปกครองจะลุกขึ้นมามีจิตสำนึก ละทิ้งความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ยอมสละธุรกิจและที่ดินเพื่อเป็นทางน้ำผ่านไว้รับศึกจากภัยธรรมชาติที่นับวันจะหนักขึ้น ผู้เขียนคิดว่าประชาชนตาดำๆ อย่างเราๆ นี่แหละ จะต้องเป็นผู้ปลุกเร้าให้เกิดการดำเนินการเอาคืนในสิ่งซึ่งเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ เพราะนั่นคือสิ่งที่ชอบธรรม ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองเราก็จะมีลักษณะ "ยามสุขนักการเมืองเสพ ยามทุกข์ประชาชนจ่าย" ไม่รู้จักจบสิ้น

(เมื่อปี 2549 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจเคยเจาะเรื่องรุมฉีกฟลัดเวย์  ใครได้ประโยชน์บ้าง อยากรู้ตามดูได้ที่ http://www.reic.or.th/home_eng/news/news_detail.asp?nID=570&p=9&s=15&t=14)