แก้มลิงกระเพาะหมู หลักคิดง่ายๆ ป้องกันภัยดินถล่ม

จิตติมา บ้านสร้าง

แก้มลิงกระเพาะหมู หลักคิดง่ายๆ ป้องกันภัยดินถล่ม

จิตติมา บ้านสร้าง

ใกล้ปีใหม่ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านได้สัมผัสอะไรดี ๆ ดูมีความหวัง  เพราะตั้งแต่น้ำท่วมเรื่อยมาเรามักจะได้รับข้อมูลข่าวสารที่ทำให้น่าวิตกกังวลถึงชะตาชีวิตในปีหน้า อย่างที่ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการด้านสภาพอากาศมือหนึ่งของไทย ยืนยันว่า ปีหน้าและอีกในราว 10 ปีจากนี้ไป เราจะยังคงอยู่กับภาวะน้ำมากตามวงรอบ 30 ปี ที่ถือเป็นสถานการณ์ปกติที่เราจะมีน้ำมาก  แต่ ดร.อานนท์ก็บอกว่า สิ่งที่ทำให้เราเดือดร้อนจากภาวะน้ำมากเหมือนไม่เคยเห็นเมื่อ 30 หรือ 60 ปีก่อนหรือวงรอบก่อนหน้านี้ก็เพราะเราเองนั่นแหละที่ไปเปลี่ยนสภาพการใช้ประโยชน์ที่ดินจนเกิดทั้งภัยพิบัติดินโคลนถล่ม ดินไหล แผ่นดินทรุด และน้ำท่วม  เพราะปัจจุบันเมื่อน้องน้ำมา ก็กลับไม่มีที่ให้น้องน้ำอยู่เหมือนเมื่อวงรอบที่แล้วๆ มา  สุดท้ายน้องน้ำก็เลยต้องเข้ามาอยู่ในบ้านเรา

ก่อนที่จะเลยเรื่อยไปถึงเรื่องร้ายอีกแล้ว  เรากลับมาดูเรื่องดีๆ กันดีกว่า 

เมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมาผู้เขียนได้มีโอกาสออกสนามข่าวอีกครั้งหลังจากว่างเว้นมานานแสนนาน  คณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทยชวนไปงานมอบโครงสร้างป้องกันดินถล่มที่บ้านห่างทางหลวง ตำบลภูฟ้า อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน  ตอนแรกผู้เขียนก็เดาเอาเองว่า  คงเป็นเรื่องไปสร้างฝายชะลอน้ำนั่นแหละ  แต่อยากไปเพราะคิดว่าไปดูสถานการณ์ต้นน้ำน่านหน่อยก็ดี  เพราะไม่ได้เห็นมานานนับตั้งแต่บินสำรวจเมื่อครั้งทำ Sky News ของ ITV เมื่อปี 2549 ที่เกิดดินโคลนถล่มที่น่านและอีก 4 จังหวัดตอนล่างถัดลงมา

แต่พอไปดูพื้นที่โครงการแล้วต้องยอมรับว่าทึ่งมาก  ไม่ใช่เพราะไอเดียบรรเจิดหรือโครงการหรูเลิศ  แต่ทึ่งเพราะเป็นความคิดง่ายๆ บนหลักวิทยาศาสตร์ง่ายๆ ทำบนพื้นที่ง่ายๆ รูปแบบง่ายๆ  แต่ผลของมันคงจะสามารถขยายได้กว้างขวางทีเดียว

ดร.อดิชาติ สุรินทร์คำ ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรแร่ กรมทรัพยากรธรณี อธิบายหลักการที่ว่าง่ายๆ ก็คือ หัวใจคือต้องลดความเร็วของน้ำ  เพราะเมื่อฝนตกลงมาบนพื้นที่ภูเขาสูงที่ไม่มีป่าซับ แน่นอนว่าย่อมลงมาด้วยความรวดเร็วและรุนแรง  ทีนี้ก็มาคิดว่าทำอย่างไรจะลดความเร็วของน้ำลงได้  เพื่อลดความรุนแรงในการกัดเซาะดินลง  จากการศึกษาสภาพภูมิประเทศก็พบว่ามีทางน้ำ 2 สายที่ลงจากภูเขามาเจอกันแล้วรวมกันไปห้วยแม่ขมิ้นไหลลงสู่หมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างลงไป  ที่บอกว่าหมู่บ้านที่อยู่ด้านล่างลงไป อยากให้ผู้อ่านนึกภาพตามสักหน่อยว่าเป็นด้านล่างที่สูงชันจริงๆ ขนาดที่เมื่อปี 2549 ห้วยแม่ขมิ้นทำให้บ้านริมห้วยถล่มหายไปหลายหลัง 

บริเวณที่ทางน้ำ 2 สายไหลลงมาเจอกันมีสภาพเป็นแอ่งที่ราบเล็ก ๆ ซึ่งชาวบ้านอาศัยทำนาในฤดูแล้ง  แต่หน้าฝนเพาะปลูกไม่ได้เพราะน้ำ 2 สายพุ่งลงมาใส่อย่างรุนแรงทุกปี  จึงเกิดแนวคิดว่าถ้าทำให้บริเวณนี้เป็นแก้มลิงที่ลึกและใหญ่ขึ้นจนเป็นวังเหมือนกระเพาะหมู  น้ำ 2 สาย ที่ไหลลงมาจะปะทะกันในแก้มลิงจนเป็นวังวน  ก็จะเกิดการกระจายความเร็วออกไปด้านข้างจนเหลือ 0 (ซึ่งผู้เขียนจินตนาการถึงแอ่งน้ำตกที่เราไปเล่นกันสนุกสนาน  น้ำที่ไหลเทลงมาจากหน้าผา  พอลงสู่แอ่งก็ถูกดูดซับความเร็วจนไม่มีความรุนแรงอีกต่อไป) ส่วนทางออกของน้ำก็ใช้กระสอบทรายแบบมีปีกทำเป็นสันฝายมีทางออก 2 ด้านให้น้ำไหลลง  ดร.อดิชาติ บอกว่า  น้ำที่ไหลออกทั้ง 2 ทางลงไปสู่ด้านล่างก็เริ่มต้นมีความเร็วใหม่ซึ่งแน่นอน  ของที่เริ่มต้นใหม่ก็มีความรุนแรงน้อยกว่าน้ำที่มีการสะสมความเร็วมาตั้งแต่ยอดเขา  น้ำที่ไหลผ่านหมู่บ้านที่ตั้งเรียงรายริมห้วยทั้ง 2 ฝั่งยาวราว 1 กม. มีถึงกว่า 1,000 ครอบครัวซึ่งจะมีความปลอดภัยมากขึ้น 

การใช้ระบบน้ำวนในกระเพาะหมูลดความเร็วของน้ำนี้ต่างจากการสร้างฝายชะลอน้ำเพียงอย่างเดียว  เพราะตัวฝายชะลอน้ำที่ทำขึ้นจากวัสดุธรรมชาติจะต้องทำเป็นขั้นๆ ตามความสูงลดไล่กันลงมา  และเมื่อมีแรงปะทะของน้ำมากขึ้นฝายชะลอน้ำก็อาจพังลงได้  ซึ่งการสร้างแก้มลิงกระเพาะหมูนี้จะเสริมกับการสร้างฝายชะลอน้ำได้เป็นอย่างดี  คือทางตอนบนหรือบริเวณยอดๆ ของภูเขามีฝายชะลอน้ำ  และตอนกลางๆ ที่เริ่มมีแอ่งเป็นแหล่งรวมของน้ำ  ก็สร้างเป็นแก้มลิงกระเพาะหมูรับน้ำไว้อีกชั้นหนึ่ง  หลังจากนั้นล่างลงไปก็ยังสามารถสร้างฝายชะลอน้ำต่อได้อีก  ก็จะเป็นการช่วยกันลดความเร็วและความรุนแรงของน้ำลงได้มากขึ้น  สามารถใช้รูปแบบนี้สลับกันไปตามความเหมาะสมของพื้นที่ได้

ดร.อดิชาติ บอกว่า รูปแบบนี้ไม่ได้มาจากโต๊ะทำงานที่กรุงเทพฯ  แต่เกิดขึ้นจากสภาพภูมิประเทศ  ดังนั้นหลักการลดความเร็วของน้ำจะมีรูปแบบใด ใช้พื้นที่เท่าไหร่  ก็แล้วแต่สภาพภูมิประเทศ  อย่างบริเวณที่ทำนี้  ใช้พื้นที่เพียง 4 ไร่ ขุดเป็นตัวแก้มลิงที่มีความลึก  และมีการศึกษาสภาพโครงสร้างทางธรณีพบว่าตัวผนังของแก้มลิงค่อนข้างมีโครงสร้างทางธรณีที่แข็งแรง  เมื่อน้ำไหลลงมา ปะทะกัน และเกิดการหมุนวนอย่างรุนแรง ก็สามารถรับแรงปะทะได้  และบางจุดเสริมความแข็งแรงด้วยกระสอบทรายมีปีกเพื่อช่วยรับแรงปะทะของน้ำอีกชั้นหนึ่ง 

กระสอบทรายมีปีกนี่ก็เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง  ถามว่าทำไมต้องผลิตพิเศษแบบมีปีก  (ไม่ใช่กันซึมเปื้อนแน่นอน)  เพราะตัวปีกของกระสอบทรายทั้ง 2 ด้านจะเป็นตัวที่ถูกกระสอบที่วางเรียงต่อกันทับยึดไว้  ทำให้ไม่หลุดหรือพังไปตามแรงกระแทกของกระแสน้ำ  ดังนั้นในพื้นที่ที่มีสภาพทางกายภาพที่ต่างกันออกไปก็จะมีรูปแบบการดำเนินการหรือปรับพื้นที่ที่ต่างกันไปด้วย

แต่ความเข้าใจและความร่วมมือของชุมชนก็เป็นหัวใจที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง  เพราะน่านเป็นจังหวัดที่มีพื้นที่ราบน้อยราวๆ 30% ของพื้นที่ทั้งหมดของจังหวัดเท่านั้น  ดังนั้นที่ราบแทบทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นซอกหลืบเขาลูกไหน  ชาวบ้านก็ครอบครองใช้ประโยชน์อยู่ทั้งสิ้น  การที่จะได้มาซึ่งพื้นที่ราบที่ใช้พัฒนาเป็นแก้มลิงกระเพาะหมูได้ จึงต้องได้รับความร่วมมือจากชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งนายอภิวัฒน์  งามนิธิปัญญากุล ผู้ใหญ่บ้านห่างทางหลวงบอกว่า  ได้พาชาวบ้านเข้ามาเรียนรู้แนวคิดจนเข้าใจ  และเกิดความคิดร่วมกันว่าจะต้องเสียสละที่ดินคนละเล็กน้อยเพื่อทำเป็นแก้มลิงกระเพาะหมูอย่างพื้นที่ 4 ไร่ที่ถูกขุดให้เป็นแก้มลิงก็ได้มาจากที่ดินของผู้ใหญ่อภิวัฒน์เองประมาณ 1 ไร่เศษ นอกนั้นก็เป็นของลูกบ้านอีก 2-3 คนที่มีที่ดินติดต่อกันในพื้นที่ที่จะต้องขุดเป็นแก้มลิง  แต่ผู้ใหญ่อภิวัฒน์ก็บอกว่าคุ้มค่า  เพราะทำให้หมู่บ้านลดความเสี่ยงลงได้มาก  และในฤดูแล้งแก้มลิงแห่งนี้ยังทำให้ชาวบ้านมีน้ำใช้ไม่ขาด  เพราะต่อท่อพีวีซีเอาไว้ในลักษณะโยกเอียงลงน้ำก็ไหลออกลงไปตามลำห้วย  โยกตั้งขึ้นก็เป็นอันปิดน้ำไม่ให้ไหล  ชาวบ้านบริหารจัดการน้ำในแก้มลิงกันเองได้อย่างง่ายๆ ไม่ต้องอาศัยม็อบทุบประตูระบายน้ำเหมือนที่อื่นๆ

โครงการนี้มองที่น่านเป็นพื้นที่นำร่องเพราะเป็นจังหวัดที่กรมทรัพยากรธรณีเป็นห่วงเรื่องดินถล่มมากที่สุด  เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน นอกจากสภาพทางธรณีมีความเสี่ยงแล้ว  การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ทำให้ป่าหายไปกลายเป็นพืชเชิงเดี่ยวยังเร็วมากด้วย  เพราะเห็นชัดในระยะเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น 

แก้มลิงกระเพาะหมูนี้กำลังรอพิสูจน์ตัวเองในฤดูฝนถัดๆ ไปว่าจะทำให้หมู่บ้านห่างทางหลวงกว่าพันครอบครัวพ้นจากภัยดินโคลนถล่มได้มากน้อยแค่ไหน  แต่ ดร.อดิชาติก็มั่นใจว่าหลักการนี้น่าจะได้ผลดีทีเดียว  แล้วหลังจากนั้นพื้นที่นี้น่าจะเป็นแหล่งถ่ายทอดความรู้ให้พื้นที่ใกล้เคียงและกว้างออกไปนำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแต่ละแห่ง  ซึ่งที่นี่น่าจะสามารถกระจายความรู้นี้ไปได้มากเพราะเป็นพื้นที่ที่อยู่ในการบริหารจัดการของศูนย์ภูฟ้าพัฒนาที่มีภารกิจในการดูแลเรื่องการเกษตร สิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติเพื่อถ่ายทอดความรู้อยู่แล้วด้วย  หากแนวคิดนี้ได้รับการพิสูจน์  ท่าทางปัญหาดินถล่มที่ต้นน้ำ  เราก็น่าจะเห็นทางออกรำไร

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม