อยู่อย่างไรในยุคภัยคุกคามชายฝั่ง

จิตติมา บ้านสร้าง

อยู่อย่างไรในยุคภัยคุกคามชายฝั่ง

จิตติมา บ้านสร้าง

หลังน้ำท่วมใหญ่ เมื่อปลายปี สังคมไทยก็แตกตื่นฮือฮาจากคลื่นสูงซัดชายฝั่ง  บางแห่งมีรายงานคลื่นสูงถึง 5 เมตรเข้าซัดบ้านเรือนจนหายไปเกือบทั้งหลัง ที่ผู้เขียนได้ไปเห็นมาก็อย่างเช่นที่แหลมตะลุมพุก  อ. ปากพนังฝั่งตะวันออก จ. นครศรีธรรมราช ข้าวของเครื่องใช้ถูกกวาดลงไปอยู่ในทะเล  ขณะที่บ้านทั้งหลังเหลือเพียงฝาบ้านแหว่งๆ เพียง 2 ด้านเท่านั้น  จนกำนันตำบลตะลุมพุกต้องเรียกร้องให้รัฐเข้ามาช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน โดยอพยพชาวบ้านกว่า 600 ครอบครัว จำนวนกว่า 2 พันคน ให้ถอยร่นเข้าไปอยู่ตอนใน ห่างจากชายฝั่งเข้าไปถึง 200 เมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าชายเลนสมบูรณ์  กำนันบอกว่าแม้คณะรัฐมนตรีจะอนุมัติหลักการให้ใช้พื้นที่ราว 133 ไร่แล้วตั้งแต่เมษายน 2554 แต่ก็ยังไม่สามารถย้ายเข้าไปได้  เพราะต้องรอประสานกับกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช และกรมป่าไม้ด้วย 

กำนันตำบลตะลุมพุกกล่าวอีกว่า ตั้งแต่ปี 2505 ที่มีพายุแฮเรียตพัดเข้าตะลุมพุก ก็มีครั้งนี้ที่คลื่นสูงสร้างความเสียหายให้ชาวบ้าน แม้ไม่หนักหนาเหมือนคราวปี 2505 เพราะไม่มีผู้เสียชีวิต และคลื่นซัดอยู่เพียงระยะหนึ่งเท่านั้น แต่ 50 ปีที่ผ่านมา ชาวตะลุมพุกต้องเผชิญกับการกัดเซาะชายฝั่งมาตลอดจนพื้นที่หายไป 2 จุดเป็นระยะทางราว 1.5 กม. แล้ว  ที่ดินส่วนที่มีเอกสารสิทธิ สค.1 ที่มีอยู่เพียงราว 30 แปลงนั้น  ก็ถูกทะเลกลืนหายไป  และท่ามกลางสถานการณ์ที่ใครๆ ก็บอกว่าสภาพอากาศนับวันจะรุนแรงมากขึ้น  ชาวตะลุมพุกยิ่งวิตกกังวลมากขึ้น

ส่วนหาดทุ่งวัวแล่น  จ. ชุมพร ชาวบ้านที่นั่นบอกว่า  ไม่เคยเห็นคลื่นสูงและรุนแรงมากเท่านี้มาก่อน  ถนนหนทางถูกกัดเซาะจนแหว่งวิ่น  ต้นสนชายหาดล้มไปหลายต้น  แม้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชายหาดจะไม่มากนัก และบ้านเรือนชาวบ้านก็ไม่ได้รับอันตรายหรือเสียหาย  แต่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวก็บอกว่า  ข่าวคลื่นสูงซัดฝั่ง ทำให้นักท่องเที่ยวหดหายและยกเลิกการจองห้องพักไปเป็นจำนวนมากจนวันที่ผู้เขียนไปเยือน เรียกได้ว่าเงียบเหงา

ขณะที่หาดสมิหรา จ. สงขลา หาดท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ของภาคใต้ฝั่งตะวันออก  วันนี้ชายหาดที่สวยงามกลับเต็มไปด้วยบิ๊กแบ็กทะเล (อันนี้ผู้เขียนตั้งชื่อเอง) เพราะมีกระสอบทรายยักษ์มาปูเป็นแนวยาวตามชายหาดป้องกันคลื่นที่รุนแรงกัดเซาะไม่ให้ชายฝั่งหายไป    

นอกจากทุกพื้นที่เรียกร้องให้มีการเตือนภัยที่สามารถบ่งบอกภัยที่จะเกิดขึ้นเฉพาะพื้นที่แล้ว  ยังเรียกหาการจัดการชายฝั่งที่จะสามารถอยู่ได้อีกด้วย

ภัยจากคลื่นกำลังคุกคามชายฝั่งทะเลไทยจนเสียกระบวนจริงหรือ???

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) บอกว่า การกัดเซาะชายฝั่งเป็นแค่ปัญหาที่เรามองเห็นชัดเจนเหมือนภูเขาน้ำแข็งที่เราเห็นแต่ยอด  ขณะที่น้ำแข็งใต้น้ำนั้นมีอีกมหาศาล  เพราะชายหาดมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งโดยธรรมชาติ และโดยการใช้ประโยชน์และการปรับแต่งของมนุษย์  แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปกระทบการใช้ประโยชน์ของมนุษย์อยู่ก็เกิดความไม่พอใจ

เมื่อมีความจำเป็นจะต้องจัดการชายหาด เพราะนับวันชายหาดจะมีความเปลี่ยนแปลงรุนแรงมากขึ้นทั้งจากการใช้ประโยชน์  ธรรมชาติ  และที่สำคัญจากการปกป้องชายหาดนั้นเอง ดร.อานนท์ บอกว่า การจัดการมี 2 รูปแบบ คือ ยอมรับและปรับตัว กับถ้าไม่สามารถยอมรับและปรับตัว ก็ต้องใช้โครงสร้างทางวิศวกรรมเข้ามาช่วย

อย่างพื้นที่ที่ไม่มีการใช้งานหนาแน่น  มีมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่มากนัก  มีความเป็นชุมชนสูง  อาจจะรับการเปลี่ยนแปลงได้ง่าย  การจัดการก็อาจจะใช้วิธีการยอมรับและปรับตัว  คือมีระยะถอยร่น  ปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เป็นต้น แต่ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีการใช้งานหนาแน่น  มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง เช่นเป็นเมือง และไม่สามารถยอมรับการปรับตัวหรือระยะถอยร่นได้  ก็คงไม่พ้นต้องใช้งานโครงสร้างวิศวกรรมเข้ามาช่วย  แต่ที่ผ่านมางานวิศวกรรมเป็นผู้ร้ายเพราะก่อให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังพื้นที่ข้างเคียง  ภูมิทัศน์ไม่สวยงาม  ไม่มีความเป็นธรรมชาติ  เพราะไม่มีการออกแบบที่ดีหรือคิดถึงผลกระทบสืบเนื่อง  แนวคิดในการใช้วิศวกรรมนับแต่นี้ต่อไป  ต้องไม่ใช้โครงสร้างแบบใดแบบหนึ่ง ต้องผสมผสานหลายแบบ เช่น สร้างกำแพง ร่วมกับหินกันคลื่น ร่วมกับกรอยน์ ร่วมกับเบรกวอเตอร์  และสร้างเล็กๆ จะกลมกลืนง่ายขึ้น อย่างน้อยก็ในแง่ความรู้สึก  สิ่งเหล่านี้จะทำให้ส่งผลกระทบน้อยลง 

แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ  การตัดสินใจว่าจะจัดการชายหาดอย่างไร  ควรดูที่การใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและมองภาพในอนาคตอย่างมีเหตุมีผลว่าเราจะใช้ชายหาดตรงนั้นเพื่ออะไร  อันดับต่อมาก็ต้องมองเรื่องของความยอมรับ เช่น เรื่องของต้นทุน ราคา ภูมิทัศน์  และสุดท้ายที่สำคัญก็คือการจะจัดการชายหาดที่หนึ่งจะต้องคิดถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอีกพื้นที่หนึ่งที่อยู่ห่างออกไปด้วย  คือต้องให้เกิดผลกระทบลูกโซ่ที่น้อยที่สุด  ดังนั้นการศึกษาการจัดการชายหาดต้องมองเป็นระบบชายหาดหรือ Unit ของชายหาดซึ่งอาจจะมีความกว้าง-ยาวไม่เท่ากัน เหมือนกับการจัดการน้ำที่มองเป็นลุ่มน้ำ 

แต่ที่แย่ก็คือ  ตอนนี้เรายังไม่มีใครที่คิดว่าจะจัดการชายหาดอย่างเป็นระบบหรือเป็น Unit อย่างที่ว่า คิดแต่จะป้องกันหน้าบ้านตัวเอง สุดท้ายชายหาดอาจจะไม่เหลืออะไรในยุคที่มีภัยคุกคามชายฝั่งแบบนี้ทั้งจากธรรมชาติ  การใช้ประโยชน์  และการจัดการของมนุษย์ 

มนุษย์เราเองนั้นแหละที่จะต้องยอมรับว่า  ไม่มีอะไรที่ได้ทั้งหมด  และอาจจะต้องยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่  ดีกว่าไม่ได้อะไรติดมือ

+++++++++++++++++++++

ศัพท์น่ารู้

เขื่อนกันคลื่น (breakwater) เป็นการทิ้งหินหรือแท่งคอนกรีตขนาดต่างๆ กันไว้ในทะเลโดยใช้ก้อนหินขนาดตามที่ออกแบบ เพื่อยับยั้งความเร็วของคลื่นที่จะเคลื่อนที่เข้าปะทะฝั่ง

กำแพงริมหาดกันคลื่นขนานกับฝั่ง (sea wall) เป็นโครงสร้างที่ใช้ป้องกันพื้นที่ด้านในชายฝั่ง ก่อสร้างได้ทั้งแบบที่เป็นหินทิ้ง หรือคอนกรีต 

เขื่อนกันทรายและคลื่น (jetty) เป็นการกันทรายปากแม่น้ำสำหรับท่าเรือ ทำเพื่อป้องกันไม่ให้ร่องน้ำเข้าท่าเรือ

แนวรอดักทราย หรือกรอยน์ (groin) ไม่ได้มีไว้กันคลื่น แต่สร้างตั้งฉากยื่นลงไปในทะเล เพื่อดักทรายที่ไหลมาตามกระแสน้ำ เพื่อให้ตะกอนสะสมตัวอยู่ระหว่างโครงสร้างแต่ละแนว  ซึ่งมีหลายรูปแบบ ทั้งแบบตัวไอ ตัววาย  และตัวที

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม