ตามล่าทุ่ง 2 ล้านไร่ รับมือน้ำท่วม คนไม่รู้ อาจอยู่ไม่รอด

จิตติมา บ้านสร้าง

ตามล่าทุ่ง 2 ล้านไร่ รับมือน้ำท่วม คนไม่รู้ อาจอยู่ไม่รอด

จิตติมา บ้านสร้าง

ทัวร์นกขมิ้นที่กำลังเป็นวาระแห่งชาติของ ครม. ปูลงดูพื้นที่ทั้งสัปดาห์ (13-17 ก.พ.55) ตั้งแต่ต้นน้ำที่อุตรดิตถ์จนถึงที่ราบลุ่มภาคกลาง เพื่อหาทางรับน้ำที่จะมาในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้อย่างเร่งด่วน

แนวคิดพื้นฐานก็คือ ตั้งสมมติฐานว่าจะมีน้ำจากฟ้าลงมาทั้งหมด 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเทียบเคียงจากปี 2554 ในช่วงที่มีน้ำมากที่สุด แนวคิดหลักในการบริหารจัดการก็คือ ระบายครึ่งหนึ่ง เก็บครึ่งหนึ่ง ที่ว่าระบายครึ่งหนึ่งก็คือเป็นการปล่อยระบายไปตามระบบคูคลองตามธรรมชาติ 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  ซึ่งเป็นไปตามศักยภาพของการระบายน้ำตามแม่น้ำลำคลองออกสู่ทะเล  ส่วนอีก 10,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  ที่เกินกว่าศักยภาพในการระบายก็จะต้องหาที่จัดเก็บซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ การเก็บในอ่างเก็บน้ำครึ่งหนึ่งคือ 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  และเก็บในแก้มลิงและทุ่งต่างๆ ราว 20 ทุ่ง อีก 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร  ซึ่งทุ่งที่จะใช้เก็บน้ำนี้ก็แยกออกเป็นอีก 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติอยู่แล้ว  อย่างห้วย หนอง บึง ต่างๆ แต่มีไม่เพียงพอ  จึงจำเป็นที่จะต้องหาทุ่งเพิ่มอีก 2 ล้านไร่ ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนที่มีประชาชนใช้ประโยชน์ที่รัฐต้องจ่ายเงินชดเชย  ซึ่งยังไม่เปิดเผยว่าเป็นที่ไหนบ้าง นี่จึงเป็นที่มาของการทัวร์นกขมิ้นครั้งนี้

ก่อนหน้านี้มีแผนพร่องน้ำออกจากเขื่อนขนาดใหญ่อย่างเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์เพื่อให้เหลือน้ำน้อยกว่าครึ่ง  ให้สามารถรับน้ำฟ้าที่จะมาได้  จนเกิดปัญหาน้ำท่วม อ.เสนา จ.พระนครศรีอยุธยา จนนาข้าวและทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย โดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า โยนไปโยนมาสุดท้ายก็เป็นเพราะไม่มีการบริหารจัดการที่ดีระหว่างคนปล่อยที่อยู่ต้นทางน้ำกับคนรับน้ำที่ควรเปิดประตูระบายออกให้กระจายไปตามที่ต่างๆ ประกอบกับเป็นช่วงน้ำทะเลหนุนสูงทำให้ปลายน้ำเอ่อ  ไม่สามารถระบายออกสู่ทะเลได้โดยง่าย สิ่งที่ถูกตั้งคำถามตามมาก็คือ  “แล้วไม่รู้หรือ”  “แล้วทำไมไม่คุยกัน”  “เรื่องเล็กๆ อย่างนี้ยังบริหารไม่ได้  แล้วน้ำใหญ่มา  ประชาจะเหลืออะไร” และอื่นๆ อีกมากมายที่ต่างสะท้อนความไม่เชื่อมั่นในการรับมือเพื่อบรรเทาปัญหาของรัฐบาลปู

ครั้นเมื่อถึงการลงพื้นที่ดูความพร้อมของพื้นที่รับน้ำตามธรรมชาติอย่างหนองบึงทั้งหลาย ก็พบว่าศักยภาพของพื้นที่รับน้ำเหล่านี้ไม่เต็มร้อย บึงหลายแห่งถูกบุกรุก อย่างบึงสีไฟ บึงบอระเพ็ด ที่ถูกบุกรุกจนแคบเล็กและตื้นเขิน และยังไม่มีทางดำเนินการกับผู้บุกรุกได้อย่างรวดเร็วทันกับน้ำที่จะมา

ส่วนผลของการตามล่าหาทุ่ง 2 ล้านไร่ที่ต้องการขยายด้วยการนำพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์มาเป็นพื้นที่รับน้ำ  ชาวบ้านที่อาจจะพอรู้ตัวบ้างต่างก็เรียกร้องหาค่าชดเชยที่ต้องคุ้มค่ากับทุนรอนที่ลงไป  และแน่นอนว่า ชาวบ้านหัวหมอก็มี  จนถึงวันนี้วันเกือบสุดท้ายของการลงพื้นที่ที่รัฐบาลเล็งพื้นที่ไว้ได้แล้วเกือบ 1 ล้าน 5 แสนไร่  แต่บอกเพียงตำบล อำเภอ จังหวัดของทุ่งนั้นๆ โดยยังไม่ระบุอย่างเฉพาะเจาะจงลงไปว่า 2 ล้านไร่คือพื้นที่ตรงไหน ซึ่งอาจเป็นเพราะกลัวแรงกระเพื่อม  กลัวการต่อรองค่าชดเชย  กลัวการลงทุนเกษตรแบบเก็งกำไรเกินปกติ  หรือ ฯลฯ

นี่ยังไม่รวมกับว่าเมื่อได้ทุ่งครบแล้ว  จะใช้กลไกของคณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ (กนอช.) คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) และสำนักนโยบายและการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (สนอช.) ที่นายกตั้งขึ้นมาใหม่และนั่งเป็นประธานเอง แก้ปัญหาการสั่งการไม่ได้ทั้งนักวิชาการ  นักการเมือง และข้าราชการประจำอย่างที่เกิดขึ้นมาเมื่อครั้งน้ำท่วมปีที่แล้วไปจนถึงหลังการตั้งกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. หรือไม่

ในเชิงปฏิบัติการ  นอกจากการตามล่าหาที่เก็บน้ำแล้ว  ยังสำรวจดูว่าจะสามารถส่งน้ำลงทะเลและส่งส่วนเกินความสามารถในการระบายลงทุ่งเป้าหมายให้รวดเร็วที่สุดได้อย่างไร ซึ่งหลักๆ ก็เป็นการสร้างฝายชะลอน้ำ  ขุดลอกแหล่งน้ำ คู คลอง เปิดช่องทางการเดินทางของน้ำไม่ให้มีสิ่งกีดขวาง  จึงมีการสำรวจแผนรับมือน้ำของแต่ละจังหวัดว่ามีอะไรบ้าง  ส่วนใดที่สอดคล้องกับแผนดังกล่าวก็จะได้รับงบประมาณสนับสนุนให้ดำเนินการทันที  แต่ส่วนใดที่มุ่งตอบสนองประโยชน์เฉพาะถิ่นก็อาจจะต้องถูกพักไว้ก่อน  และโครงการเหล่านี้ก็จะต้องเป็นโครงการระยะสั้นที่สามารถลงมือทำและเสร็จภายใน 3-6 เดือน ซึ่งหลังจากเริ่มปฏิบัติการแล้ว ระบบการตรวจสอบว่ามีการดำเนินการตามแผนหรือไม่จะถูกกำหนดขึ้นอีกชุดเพื่อเกาะติดให้มีการดำเนินงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ

ดูเหมือนว่าเป็นแผนที่ค่อนข้างรอบด้าน และน่าจะเกิดผลจริง  แต่ก็มีอุปสรรคและปัญหาอย่างที่กล่าวข้างต้น  ขณะที่ ดร.อานนท์  สนิทวงศ์ ณ อยุธยา หนึ่งในกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หรือ กยน. บอกว่า  แม้การดำเนินการในเชิงการจัดการโครงสร้างพื้นฐานหรืองานด้านวิศวกรรมจะมีความจำเป็นและเลี่ยงไม่ได้ในสถานการณ์ที่ต้องมีการรับมืออย่างเร่งด่วนเช่นนี้  แต่ก็ยังขาดแผนการดำเนินการมิติทางสังคม  คือ ณ วันนี้ ไม่มีองค์ความรู้ที่จะบอกได้ว่าประชาชนจะเตรียมตัวอย่างไรเพื่อให้สามารถปรับตัวได้อยู่รอดในภาวะน้ำท่วม

ผู้เขียนประหลาดใจว่า โดยปกติคนในที่ราบลุ่มน้ำท่วมถึงย่อมมีภูมิปัญญาในการปรับตัวอยู่กับน้ำและสามารถอยู่รอดได้อยู่แล้ว  แม้จะเดือดร้อนแต่น่าจะน้อยกว่าคนที่ไม่เคยอยู่กับน้ำมาก่อน  แต่ ดร.อานนท์ บอกว่า ปัญหาก็คือภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ว่า ไม่สามารถใช้ได้อย่างแม่นยำอีกต่อไปในยุคสมัยที่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมไปแล้วเกือบหมด เพราะมีการใช้ประโยชน์ที่ดินที่เปลี่ยนไป มีการสร้างพนังกั้นน้ำ หรืออื่นๆ จนไม่สามารถคาดเดาการหลากไหลของน้ำได้ว่าจะไปทิศทางใด หรือรวดเร็ว รุนแรงแค่ไหน  และปัญหาที่ต่อเนื่องมาก็คือแผนนี้ไม่มีการสร้างองค์ความรู้ใหม่ตามสภาพแวดล้อมใหม่ให้ประชาชนรู้สภาพการณ์ที่น้ำจะท่วม ทั้งที่สามารถนำข้อมูลที่มีอยู่มาสังเคราะห์ วิเคราะห์ได้ และกระจายให้ความรู้และคำแนะนำเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตให้อยู่รอดได้ 

“เหมือนกับเรื่องโลกร้อนนั่นแหละ การปรับตัวเป็นเรื่องสำคัญ  เพราะเราไม่สามารถสู้ได้ทุกเรื่องหรือไปหยุดปัญหาได้ทั้งหมด  ดังนั้นสิ่งที่จะทำให้คนไม่เดือดร้อนมากก็คือการปรับตัวให้สามารถอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ที่ไร ไม่รู้ทำไม ไม่เคยมีใครสนใจ”

ฟังอาจารย์จบ  ผู้เขียนเห็นภาพจริงๆ เลยว่า แต่ละจังหวัดก็จะตั้งหน้าตั้งตา ขุด เจาะ ลอก สร้าง โดยมีประชาชนนั่งมองตาปริบๆ แล้วก็คาดหวังลมๆ แล้งๆ ว่า มันคงไม่ท่วมแล้วแหละ เอ๊ะ...หรือยังไงดีนะเรา...

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม