เปลี่ยนชีวมวลเป็นถ่านหินสวนกระแสโลก สวนทางอาเซียน

จิตติมา บ้านสร้าง

เปลี่ยนชีวมวลเป็นถ่านหินสวนกระแสโลก สวนทางอาเซียน

จิตติมา บ้านสร้าง

เพิ่งอ่านข่าวจากเว็บไซต์ Biothai (1ก.พ.55) เรื่องเกี่ยวกับนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ มีอยู่หน่อยหนึ่งในนั้นที่บอกว่า สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) ระบุว่ารัฐผลักดันให้ไทยเตรียมตัวสู่การเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์อาเซียนในอีก 3 ปีข้างหน้า

ผู้เขียนไม่เคยทราบมาก่อนว่ารัฐบาลมีการประกาศนโยบายอย่างนี้ด้วย แต่เอาล่ะ  ไม่ว่าจะเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการหรือเป็นเพียงการให้นโยบายแก่หน่วยปฏิบัติก็ตาม ก็ยังดีใจว่ามีแนวคิดการส่งเสริมการผลิตอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพทั้งของคนกิน คนผลิต พร้อมกับมีเป้าหมายที่จับต้องได้เสียด้วยว่า จะเป็นผู้นำด้านนี้ของอาเซียนในอีก 3 ปี ข้างหน้า

หลาย ๆ เรื่องที่รัฐบาลตั้งเป้าว่าจะเป็นผู้นำในอาเซียน (ที่ไม่รู้มองคู่แข่งหรือเปล่าว่าเพื่อนบ้านในอาเซียนของเรา แต่ละประเทศก็ล้วนต้องตั้งเป้าเป็นผู้นำด้วยกันทั้งนั้น) แต่ภาพรวมแล้วผู้เขียนมองเห็นแต่สิ่งกำลังสวนทาง เช่น

- เราจะเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจ แต่เรายังฟื้นตัวเองไม่ขึ้น ชาวบ้านยังต้องผจญกับข้าวยากหมากแพง หลังแทบหมดตัวเพราะน้ำท่วม อุตสาหกรรมยังไม่รู้จะย้ายเข้าหรือย้ายออก

- เราจะเป็นผู้นำอาเซียนในทุกด้าน แต่ ส.ส.ไล่ไปถึงนายกรัฐมนตรียังโดดประชุมสภา รัฐบาลและฝ่ายค้านยังขบกัดกันด้วยเรื่องส่วนตัว ด่าพ่อล่อแม่ ปรองดองยังคนละสูตร  ขณะที่พม่า ออง ซาน ซูจี พูดเรื่องทวายแทบเป็นเสียงเดียวกับเต็งเส่งแล้ว แม้ว่าจะแข่งกันทางการเมือง

แล้วเรื่องผู้นำอาเซียนด้านเกษตรอินทรีย์ เหตุไฉนจะไม่มีอะไรสวนทาง

เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปดำเนินการอภิปราย "จะตัดสินใจอย่างไร หากโรงไฟฟ้าชีวมวลจะเปลี่ยนเป็นถ่านหิน" ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดขึ้นที่สมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เนื่องจากโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 47.4 เมกกะวัตต์ ของบริษัทพาวเวอร์ซัพพลาย จำกัด ที่ตั้งอยู่ที่ ต.เขาหินซ้อน อ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา กำลังขออนุญาตเปลี่ยนไปใช้เชื้อเพลิงถ่านหินแทน ขณะที่พื้นที่โดยรอบเกือบ 90,000 ไร่ เป็นแหล่งปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองและพันธุ์อื่น ๆ ที่ส่งออกทำรายได้เข้าประเทศปีละ 600 ล้านบาท กับข้าวหอมมะลิอินทรีย์เพื่อส่งออกสหภาพยุโรปอีกราว 2,000 ไร่

สิ่งที่กำลังสวนทางการจะก้าวไปเป็นผู้นำอาเซียนด้านเกษตรอินทรีย์ฉายจากข้อเท็จจริงที่เห็นชัดในวันนั้น ข้อแรกก็คือ มีการใช้ถ่านหินอยู่แล้วแน่ๆ เพราะชาวบ้านยืนยันว่ามีการขนส่งถ่านหินเข้าไปในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมที่โรงไฟฟ้านั้นตั้งอยู่ แต่ยังไม่แน่ชัดว่าใช้ในโรงไฟฟ้าโรงนี้หรือไม่ ปริมาณเท่าใด หรือใช้ในโรงงานอื่นๆ เพราะยังไม่มีใครขอข้อมูลเรื่องใบอนุญาตเดิมมาได้ (ทั้งที่ชาวบ้านพยายามมานานแล้ว) ว่าใช้ชีวมวล 100% หรือใช้ถ่านหินบางส่วน ขณะที่มีการวิ่งเข้าออกของรถขนถ่านหินหลังจากที่โรงไฟฟ้านี้เกิดขึ้นแล้วในปี 2542

อีกข้อเท็จจริงที่มีการระบุชัดจากการศึกษาของกอบมณี เลิศพิชิตกุล นักวิจัยชุมชน ก็คือ ราวปี 2550 เป็นต้นมา มะม่วงออกช่อ แต่ไม่ติดผล หรือติดผลแต่ก็กระด่างกระดำจนส่งออกไม่ได้

โดยรัศมี 15 กม.รอบโรงไฟฟ้าพบว่า สวนมะม่วงในหลายกลุ่มบ้าน เช่น บ้านหนองล้างหน้า, บ้านม่วงโพรง, บ้านดอนขี้เหล็ก, บ้านห้วยสาม, บ้านหนองแหน เขตอำเภอพนมสารคาม บ้านกระบกเตี้ย, บ้านท่ากระดาน, บ้านหนองเหียง อำเภอสนามชัยเขต และ บ้านหัวสำโรง อำเภอแปลงยาว  มีอาการที่พบเด่นชัดคล้ายๆ กัน คือหลังฝนตกหากไม่ฉีดสารกันเชื้อราทันที ช่อดอกจะไหม้ เป็นสีดำ หลุดร่วง ไม่ติดผล ต้นที่ติดผลขนาดเท่าเมล็ดถั่วเหลืองแล้วก็ยังหลุดร่วง ซึ่งอาการนี้จะพบในช่วงลมเปลี่ยนทิศ และช่วงหลังฝนแรก และพบอาการรุนแรงช่วงฝนตก หรือน้ำค้างแรง ในทุกฤดู ขณะที่สวนมะม่วงที่ห่างออกไปจากรัศมีดังกล่าวไม่มีสิ่งผิดปกติใด ๆ

เกษตรกรจำนวนไม่น้อยที่สู้ด้วยสารพัดวิธีและสารพัดยา นั่นหมายถึงเงินที่ต้องทุ่มลงไปอีกไม่น้อย แต่ไม่ได้ผล ผลผลิตยังคงลดลงทั้งปริมาณ คุณภาพ และราคา จนที่สุดต้องโค่นมะม่วงทิ้ง ล่มสวนตัวเองหันไปปลูกยางและปาล์ม วันนี้สวนมะม่วงในรัศมีดังกล่าวที่มีราว 2,000 กว่าไร่ หายไปแล้วกว่า 500 ไร่

แต่ข้อเท็จจริงทั้ง 2 ข้อ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ที่จะเชื่อมโยงได้ว่าเป็นเหตุและผลของกัน เพียงแต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นถึงแนวโน้มว่าน่าจะมีความสัมพันธ์กันในเชิงพื้นที่และคาบเวลา

นั่นจึงทำให้เกิดข้อเท็จจริงที่ 3 ขึ้นคือ ชาวบ้าน พยายามขอเข้าถึงข้อมูลการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมของการที่จะเปลี่ยนจากเชื้อเพลิงชีวมวลเป็นถ่านหิน หรือการใช้ถ่านหินของโรงไฟฟ้าดังกล่าว แต่ไม่เคยได้รับ โดยอ้างว่าข้อมูลในรายงานเป็นความลับทางการค้า ชาวบ้านบอกว่าเหตุผลที่ได้ พวกเขารู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เพราะพวกเขาไม่ได้ต้องการข้อมูลไปสร้างโรงไฟฟ้าแข่ง พวกเขาต้องการรู้ว่ามีการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอะไรบ้าง มีประเด็นที่พวกเขากำลังกังวลหรือไม่ เพราะเพียงในปัจจุบันที่ยังไม่มีการเปลี่ยนเชื้อเพลิงอย่างเป็นทางการ สวนมะม่วงก็ล่มไปแล้วกว่า 500 ไร่ ถ้าเปลี่ยนเป็นถ่านหิน 100% มะม่วงส่งออกและเกษตรอินทรีย์ที่นี่คงล่มสลาย

จนกระทั่ง 1 ก.พ.55 เป็นวันที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณารายงานดังกล่าว ชาวบ้านก็ยังไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมได้ โดย สผ.เพียงแค่ขอข้อมูลไปประกอบ

ช่างยากลำบากเสียเหลือเกินเวลาชาวบ้านจะลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ ปกป้องในสิ่งที่กำลังจะร่วมนำพาประเทศไปเป็นผู้นำอาเซียนด้านเกษตรอินทรีย์

มีคำหนึ่งที่ผู้เขียนฟังแล้วสะท้อนใจ ชาวบ้านบอกว่าเจ้าหน้าที่เขาดูแต่เทคนิค มั่นใจในวิชาการว่ามีมลพิษน้อย เราไม่รู้หรอกว่ามีอะไรแค่ไหน แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น มันเกิดกับเราจริง เสียหายจริง ล่มจริง เจ๊งจริง

และนี่ไม่ใช่กรณีเดียวที่จะเกิดขึ้นกับชาวฉะเชิงเทรา และยิ่งไม่ใช่กรณีเดียวในประเทศเพราะมีโรงไฟฟ้าอีกหลายแห่งที่กำลังรอเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากชีวมวลเป็นถ่านหิน

นอกจากสวนทางโลกที่เขาต่างพยายามเปลี่ยนถ่านหินเป็นชีวมวลแล้ว  ที่เราโอ้อวดตัวว่าจะก้าวไปเป็นผู้นำเกษตรอินทรีย์ของอาเซียนใน 3 ปี แบบนี้ให้เวลาอีก 5 เท่าตัวก็ยังยาก

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม