ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน กว่าคนจนจะถึงฝั่งฝัน

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

ปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน กว่าคนจนจะถึงฝั่งฝัน

จิตติมา บ้านสร้าง

ถ้าไม่มองเฉพาะความวุ่นวายทางการเมืองในตอนนี้ว่าเป็นเพราะเกมการเมืองของคน 2 พวก แต่มองไปให้ลึกถึงรากฐานของปัญหาประเทศที่แท้จริงและเป็นมาทุกยุคทุกสมัย นั่นคือ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งก็คือความเหลื่อมล้ำของการครอบครองทรัพยากรที่ดินที่คงปฏิเสธได้ยากว่าเป็นทรัพยากรพื้นฐานของชีวิตโดยเฉพาะของเกษตรกร ก็นับว่านี่จะเป็นประเด็นร้อนต่อไปที่อาจเกิดขึ้นได้หลังจากที่เหตุการณ์วุ่นวายทางการเมืองลดลงและไม่ว่าขั้วไหนจะขึ้นมาเป็นรัฐบาล

เมื่อรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ก้าวเข้ามาในการบริหารประเทศอีกครั้ง มีการปลุกนโยบายที่ดูเหมือนว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจรากหญ้าได้ตรงจุดคือพยายามให้มีที่ดินทำกิน โดยโยนหินถามทางในการปฏิรูปที่ดินอีกครั้ง ในขณะที่สื่อมวลชนต่างออกมาค้นหา เจาะ วิเคราะห์ข้อมูลการปฏิรูปที่ดิน โดยพบว่าที่ดินของประเทศไทยทั้งหมด 320 ล้านไร่ เป็นที่ดินป่าไม้ 82 ล้านไร่ ที่น้ำและทะเล 28 ล้านไร่ เอกชนครอบครอง 130 ล้านไร่

ในอดีตที่เคยมีนโยบายปฏิรูปที่ดินให้เกษตรกรราว 44 ล้านไร่ โดยมอบหมายให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) นำไปปฏิรูป โดยมีหลักเกณฑ์ว่า ให้แก่เกษตรกรยากจนที่ไม่มีที่ดิน หรือมีแต่ไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร โดยรายบุกรุกป่าและครอบครองทำกินอยู่จริงมีอยู่เป็นจำนวนเท่าใดก็ให้เท่านั้น แต่ไม่เกิน 50 ไร่ ในขณะที่ผู้ที่ไม่มีที่ดินจะได้รับการจัดสรรราว 15 ไร่ แต่หลักเกณฑ์ที่ชัดเจนกลับถูกใช้อย่างบิดเบือนจนกลายเป็นความล้มเหลวที่ล้มรัฐบาลประชาธิปัตย์มาแล้วเมื่อปี 2544 เพราะทำให้นายทุนและนักการเมืองได้ที่ดิน สปก.ไปกันจำนวนมาก

เมื่อนโยบายนี้จะกลับมาอีกครั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ได้อาศัยสื่อมวลชนเป็นช่องทางที่จะบอกว่าไม่มีที่ดินสำหรับการปฏิรูปอีกแล้ว เพราะ สปก. ส่งพื้นที่คืนกรมป่าไม้ราว 11 ล้านไร่ เนื่องจากบางแห่งเป็นพื้นที่ป่า บางแห่งมีความลาดชันสูง หรือเป็นที่ที่ไม่เหมาะกับการทำเกษตร โดยมีพื้นที่เหลือที่ยังไม่สามารถปฏิรูปได้กว่า 3 ล้านไร่ เพราะมีการครอบครองที่ดินเป็นจำนวนมากซึ่งอยู่ในระหว่าการเจรจาและฟ้องร้อง

ในขณะที่ข้อเท็จจริงอีกฝั่งหนึ่งแสดงว่า โดยการปฏิรูปที่ดินของรัฐหรือไม่ก็ตาม ที่ดินจำนวนไม่น้อยทั้งที่ดิน สปก. และที่ป่าสงวนที่ถูกนายทุนนำมาออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ ในขณะที่ชาวบ้านบางแห่งกลับยังคงเดือดร้อนจากการประกาศเขตอนุรักษ์ทับที่ทำกิน ทำให้คนรวยในประเทศ 6.5 ล้านคนมีที่ดินรวมกัน 117 ล้านไร่ คนจน 50 ล้านคน มีที่ดินรวมกันแค่ 13 ล้านไร่ พูดให้ชัดก็คือคนรวยร้อยละ 10 ครอบครองที่ดินถึงร้อยละ 90 แต่คนจนร้อยละ 90 มีที่ดินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ดินในส่วนของคนรวยจำนวนไม่น้อยถูกขายไปสู่มือคนรวยด้วยกัน และจำนวนไม่น้อยกลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยนำไปจดจำนองธนาคารในราคาที่เป็นจริงบ้าง สูงกว่าความจริงบ้างโดยมีเจตนาที่ไม่ต้องการไถ่ถอนคืน

เมื่อรัฐพูดถึงการปฏิรูปที่ดิน ภาคประชาชนจึงเสนอการปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนที่พวกเขาบอกว่าประสบความสำเร็จและชาวบ้านสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่เบื้องต้นคงต้องยอมรับว่า เป็นวิธีการที่ไม่ได้รับรองตามกฎหมาย และอาจนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกันได้ อย่างที่เพิ่งเกิดการลอบยิงแกนนำที่สุราษฎร์ธานีเมื่อราวเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

อะไรคือปฏิรูปที่ดินโดยชุมชน...

ถ้าจะพูดให้ง่ายคือชาวบ้านยึดเอาที่ดินมาจัดสรรแบ่งปันกันเอง ซึ่งมีทั้งยึดที่ดินเอกชนและที่ดินของรัฐ ซึ่งมีเครือข่ายปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนแบบนี้กระจายอยู่เกือบทั่วประเทศ

ตัวอย่างเช่นชุมชนบ้านโป่ง ต. แม่แฝก อ. สันทราย จ. เชียงใหม่ มีชาวบ้านจำนวน 79 รายที่ไม่มีที่ดินทำกินเนื่องจากในปี 2527-2530 มีนายทุนเข้าไปกว้านซื้อที่ ซึ่งบางรายขายไปด้วยความต้องการเงิน แต่บางรายก็ถูกบังคับขายเพราะไม่มีทางออก สนนราคาสำหรับที่ดินมีเอกสารสิทธิไร่ละ 30,000 บาท ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิไร่ละ 4,000-5,000 บาท ทำให้ที่ดินทั้ง 500 ไร่ตกอยู่ในมือนายทุนราว 3-4 ราย และถูกออกเป็นเอกสารสิทธิทั้งหมด บางส่วนถูกขายต่อ แต่มากกว่าครึ่งหลุดจำนองสถาบันการเงิน และถูกปล่อยเป็นที่รกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์

ปี 2546 ชาวบ้านโป่งซึ่งไม่มีที่ดินทำกินกว่าร้อยรายได้จัดตั้งกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนและเข้าแผ้วถาง ตีแปลงและขอบเขตแบ่งจัดสรรเป็นที่ดินทำกินคนละ 2 ไร่ ที่อยู่อาศัยคนละ 2 งาน รวม 360 ไร่ อีกกว่าร้อยไร่เป็นที่ดินส่วนกลาง ที่สาธารณประโยชน์ของชุมชน แหล่งน้ำลำธาร แต่ภายหลังเหลือเพียง 79 คน เพราะความกลัวกฎหมาย เนื่องจากที่เหลือได้ถอนตัวไปหมด

ลอม ปัญญาทิพย์ หนึ่งในชาวบ้านที่ร่วมเข้ามาปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบอกว่า ตอนที่ไม่มีที่ดินทำกินก็ไปทำงานในโรงงานได้วันละ 170 บาท แต่อยู่ได้ไม่นานเพราะทนกับกลิ่นและมลพิษไม่ไหว จึงออกมารับจ้างทำงานทั่วไป มีรายได้วันละ 120-150 บาท แต่ก็ไม่ได้มีงานทุกวัน ตอนนั้นเลี้ยงตัวเองไม่ได้ เมื่อชาวบ้านบ้านเดียวกันชวนกันมาจับจองที่ก็มาร่วมด้วย

วันนี้ที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้ 2 ไร่ของลอม ปลูกชะอมไม่มีหนามเป็นส่วนใหญ่ เก็บขายได้เกือบทุกวัน วันละ 20-30 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 5 - 7 บาท ในช่วงราคาไม่ดี แต่ถ้าช่วงราคาดีอย่างฤดูหนาว จะได้ราคาถึงกิโลกรัมละ 70 บาท รายได้ของลอมจึงแตกต่างกันในแต่ละช่วง แต่ลอมก็บอกว่าดีกว่าตอนที่รับจ้าง เพราะในช่วงราคาไม่ดีก็พอได้กินได้ใช้ พอช่วงราคาดีก็เริ่มมีเงินเก็บ นอกจากนี้ก็เริ่มปลูกยางพารา ลำไย มะม่วง และพืชผักจำพวกพริก มะเขือ และอื่น ๆ อีกอย่างละไม่มาก พอเป็นอาหารในครัวเรือนได้โดยไม่ต้องซื้อ

เพื่อนบ้านของลอมก็เหมือน ๆ กัน เพราะที่นี่ปลูกชะอมเป็นอาชีพหลักทุกราย ไม่มีต้นทุนสารเคมี เนื่องจากแมลงไม่กิน บางรายก็พัฒนาไปถึงการทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ทำให้ยิ่งลดการพึ่งพาภายนอกลงได้อีก ความมั่นคงทางอาชีพของคนบ้านโป่งจึงกำลังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในขณะที่พวกเขากำลังพยายามทำให้มีความมั่นคงในที่ดินที่ไปยึดมา เพราะแกนนำบางคนกำลังถูกสถาบันการเงินดำเนินคดี การสร้างฐานที่มั่นคงในที่ดินของสมาชิกจึงต้องเป็นมาตรการตามมาเพื่อไม่ให้ที่ดินหลุดมือไปจากชาวบ้านกลุ่มเดียวกัน โดยมีการออกเอกสารที่ชุมชนรับรองกันเองเป็นโฉนดชุมชน และมีหลักเกณฑ์ดังนี้

1. สมาชิกต้องใช้ประโยชน์ในที่ดินที่ได้รับการจัดสรรอย่างจริงจัง ห้ามปล่อยทิ้งร้างว่างเปล่า

2. ถ้ามีความจำเป็นต้องขายที่ดิน ต้องแสดงความจำนงค์ต่อคณะกรรมการที่ดินฯ ในการสละสิทธิ เช่น ไม่มีทายาททำต่อ ต้องการย้ายถิ่นฐาน เป็นต้น ผู้จะเข้ามาซื้อหรือสวมสิทธิได้ต้องเป็นสมาชิกเดิมที่อาจมีสมาชิกครอบครัวจำนวนมาก ไม่เพียงพอที่จะทำกิน หากไม่มีสมาชิกเดิมให้พิจารณาจากชาวบ้านในบ้านโป่งที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นลำดับต่อมา ซึ่งยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้ต้องผ่านความเห็นชอบของสมาชิกทั้งหมด และไม่พิจารณาขายที่ดินให้คนต่างหมู่บ้าน

3. หากมีการเปลี่ยนมือที่ดิน ราคาที่ดินจะถูกตั้งไว้แปลงละ 30,000 บาท โดยคืนให้เจ้าของที่ดินเดิมเพียง 10,000 บาท นำเข้าธนาคารที่ดิน 14,000 บาท ซึ่งมีไว้เพื่อให้สมาชิกกู้ยืมไปลงทุนทำเกษตร พัฒนาระบบสาธารณูปโภค และรับซื้อที่ดินไว้ในกรณีที่มีผู้สละสิทธิแต่ยังไม่มีผู้สวมสิทธิ และเข้ากองทุนเพื่อใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ และการขับเคลื่อนกลุ่ม 6,000 บาท

ทั้งนี้เพื่อพิสูจน์ความยั่งยืนในการใช้ประโยชน์ที่ดินที่ถูกทิ้งร้างจากความเป็นหนี้ NPL เพื่อที่จะนำไปสู่การเจรจากับภาครัฐ ดิเรก กองเงิน ประธานกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนบ้านโป่ง บอกว่า แนวทางในการยื่นข้อเสนอต่อรัฐก็คือที่ดินส่วนที่มีการนำไปออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้รัฐเพิกถอนและนำมาจัดสรรให้ชาวบ้าน

แต่ส่วนที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องขอให้รัฐเจรจาและใช้งบประมาณซื้อที่ดินจากนายทุนและสถาบันการเงินกลับมาจัดสรรให้พวกเขาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยสมาชิกกลุ่มปฏิรูปที่ดินโดยชุมชนจะผ่อนใช้เงินคืน 1 ใน 3 ของราคาที่รัฐซื้อในระยะเวลา 30 ปี

การยื่นข้อเรียกร้องยังไม่รู้ว่าจะทำได้เมื่อใดท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองแบบนี้ แต่หากได้ยื่นแล้วรัฐบาลจะดำเนินการได้หรือไม่ เพราะเท่ากับเป็นการรับรองการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและยังต้องใช้งบประมาณอีกไม่น้อย รวมทั้งจะทำอย่างไรกับเอกสารสิทธิที่ดินที่ถูกต้องเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้มีการใช้ที่ดินให้เกิดประโยชน์จริงโดยไม่มีการเปลี่ยนมือกลับไปสู่วงจรเดิมอีกหากได้มีการนำมาจัดสรรจริง

ไม่ว่าขั้วไหนจะไปหรือขั้วไหนจะมา คงหนีไม่ออกสำหรับภาษีที่ดินเพื่อควบคุมการมีที่ดินในครอบครองเกินความจำเป็น และการปฏิรูปที่ดินที่แท้จริงคือนำที่ที่ไม่ใช้ประโยชน์มาจัดสรรให้เกิดประโยชน์ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม ไม่ใช่การนำที่ป่ามาแจก หาไม่แล้วการชุมนุมอาจไม่ได้มีเหตุผลทางการเมืองอีกต่อไป และไปถึงขั้นนั้นการยุติการชุมนุมคงหนีไม่พ้นความรุนแรง เพราะแน่นอนว่าเกษตรกรต้องสู้เท่าชีวิต