คดีที่ดินคนจนกับปัญหาปลวกในบ้านเมือง

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

คดีที่ดินคนจนกับปัญหาปลวกในบ้านเมือง

จิตติมา บ้านสร้าง

ครั้งแรกที่เริ่มเขียนบทความให้เว็บไซต์โลกสีเขียว เมื่อเดือนตุลาคม 2552 ผู้เขียนเริ่มต้นด้วยเรื่องปัญหาทรัพยากรที่ดินที่คนจนเข้าไม่ถึง  ในชื่อเรื่อง “ปฏิรูปที่ดินชุมชน กว่าคนจนจะถึงฝั่งฝัน”  ตอนนั้นผู้เขียนเห็นว่า โฉนดชุมชนเป็นโมเดลที่น่าสนใจและน่าจะเป็นทางออกที่ช่วยบรรเทาปัญหานี้ได้ดี  ขณะนั้นรัฐบาลประชาธิปัตย์ก็มีท่าทีสนับสนุนเรื่องนี้ และเริ่มประกาศพื้นที่โฉนดชุมชนให้ได้เห็นบ้างแล้ว แม้ว่าจะแค่ 2 แห่ง จากที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาเป็นจำนวนมาก  แต่ผู้เขียนคิดไม่ถึงเลยว่า อีกกว่า 2 ปีถัดมา ต้องกลับมาเขียนถึงเรื่องนี้อีกครั้ง เนื่องจากปัญหามันบานปลายใหญ่โตกว่าเดิม เพราะไม่เพียงไม่มีการยึดที่ดินคนรวยที่ฉ้อฉล  ซ้ำกลับยังมาดำเนินคดีกับคนจนที่ไม่มีแม้เงินประกันตัวกว่า 430 คน เสียอีก

ในเรื่อง “ปฏิรูปที่ดินชุมชน กว่าคนจนจะถึงฝั่งฝัน”ผู้เขียนอ้างถึงข้อมูลที่ดินในประเทศไทยว่า “คนรวย 6.5 ล้านคนเป็นเจ้าของที่ดิน 117 ล้านไร่ ขณะที่คนจน 50 ล้านคน มีที่ดินรวมกันแค่ 13 ล้านไร่ พูดให้ชัดก็คือ คนรวยร้อยละ 10 ครอบครองที่ดินถึงร้อยละ 90 แต่คนจนร้อยละ 90 มีที่ดินเพียงร้อยละ 10 เท่านั้น ที่ดินในส่วนของคนรวยจำนวนไม่น้อยถูกขายไปสู่มือคนรวยด้วยกัน และด้วยจำนวนไม้น้อยนั้นได้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ด้วยการนำไปจดจำนองกับธนาคารในราคาที่เป็นจริงบ้าง สูงกว่าความจริงบ้าง โดยมีเจตนาที่ไม่ต้องการไถ่ถอนคืน”นี่แหละจึงกลายมาเป็นจุดเริ่มต้นของคดีและการเกิดขึ้นของ Pmove หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เพื่อเรียกร้องต่อกระบวนการยุติธรรมเป็นหลัก

ในจำนวนคนจนกว่า 430 คนนั้น ส่วนใหญ่ถูกดำเนินคดีในเรื่องที่ดินเป็นหลัก โดยแยกเป็น 2 ส่วน คือ

1. คดีที่รัฐฟ้องชาวบ้านในข้อหาบุกรุกที่ป่า เนื่องจากมีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ประเภทต่างๆ (ซึ่งชาวบ้านอ้างว่าประกาศทับพื้นที่ที่ตนเองอยู่มาก่อน) รัฐจึงฟ้องขับไล่ และฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ตัดไม้ทำลายป่าและทำให้ป่าเสื่อมสภาพ ที่รู้จักกันดีในนามคดีโลกร้อน

2. คดีที่เอกชนรายใหญ่ ฟ้องชาวบ้านในข้อหาบุกรุกที่ดินและในบางคดีก็ฟ้องเรียกค่าเสียหายด้วย

ส่วนแรกอาจเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันว่าใครอยู่มาก่อน-หลังอย่างไรการฟ้องเรียกค่าเสียหายเพราะทำให้โลกร้อน พิสูจน์ได้หรือไม่ เหมาะหรือไม่ ใช่หรือเปล่า อันนั้นไปว่ากันส่วนหนึ่ง

แต่ส่วนที่ 2 นี้ผู้เขียนคิดว่าสำคัญมาก  เพราะค่อนข้างชัดว่าเกี่ยวข้องกับคอร์รัปชั่น คือ พื้นที่ที่ชาวบ้านเคยอยู่อาศัย ไม่มีเอกสารสิทธิมาก่อน  อยู่มาวันดีคืนดี  มีบริษัทเอกชนแจ้งให้ชุมชนย้ายออก เพราะว่ามีเอกสารสิทธิ  ชาวบ้านไม่ออกก็ถูกฟ้องว่าบุกรุก  หรือบางกรณีชาวบ้านเข้าไปบุกรุกจริง  แต่มีมูลเหตุมาจากการออกเอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ ทั้ง 2 กรณี เกิดจากการที่เอกชนออกเอกสารสิทธิในที่ดินซึ่งได้มาจากการซื้อ สปก. บ้าง ที่สาธารณะบ้าง ที่ป่าบ้าง แล้วเอาไปเข้าจำนองธนาคาร รู้เห็นกับเจ้าหน้าที่ธนาคารด้วยบางส่วน จึงจำนองได้ในราคาสูงแต่แล้วก็ปล่อยให้หลุด  ทำให้ที่ดินเหล่านี้เป็น NPL เมื่อธนาคารต้องการขายทอดตลาดก็ให้บริษัทเจ้าของที่ดินมาฟ้องขับไล่ชาวบ้าน 

หลายคนบอกว่า  ผลกระทบของส่วนที่ 2 นี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธนาคารล้มและเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ส่วนผลกระทบต่อชาวบ้านก็คือ ต้องตกเป็นจำเลย บางคนติดคุกมากบ้างน้อยบ้าง  เพราะไม่มีเงินประกัน (แต่ถึงตอนนี้ทุกคนก็ได้รับความช่วยเหลือด้วยการประกันตัวออกมาหมดแล้ว) ในจำนวนนี้ทั้งหมดมี 1 คดี ที่ตัดสินแล้วผลคือ ชาวบ้านผิดในข้อหาบุกรุกที่ของบริษัทเอกชน และต้องติดคุกไปแล้วปีกว่า  เมื่อเร็วๆ นี้เพิ่งมาปรากฏในอีกคดีหนึ่งว่าศาลพิพากษาให้เพิกถอนเอกสารสิทธิที่บริษัทเอกชนนั้นมีอยู่ เพราะออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายคือ ไปฉ้อฉลที่ดินมาเหมือนกัน  แต่ชาวบ้านติดคุกไปแล้ว  เสียเงินเสียทองไปแล้ว  ยังไม่รู้จะเอาคืนได้หรือไม่อย่างไร  

สิ่งที่คนจนอีกนับร้อยที่ถูกดำเนินคดีในกรณีเดียวกัน หรือบางคนอยู่ในพื้นที่เดียวกันและพื้นที่ใกล้เคียงกับคดีที่กล่าวถึง  กำลังกังวลก็คือ  คดีที่พวกเขาเป็นจำเลยอยู่ จะเดินซ้ำรอยหรือไม่  รากเหง้าของปัญหาจะถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในคดีได้อย่างไร เพราะถ้ารัฐไม่ฟ้องเอกชนรายใหญ่ว่าได้เอกสารสิทธิโดยไม่ชอบ หรือไม่เพิกถอน  ก็จะทำให้เอกชนยังมีฐานะเป็นเจ้าของที่ดินอยู่  แต่ถ้าเพิกถอนเอกสาร  เอกชนก็ไม่ใช้โจทก์ที่จะฟ้องได้ ต้องยกฟ้องโดยปริยาย 

ผู้เขียนทำข่าวเรื่องทุจริตที่ดินมาก็มาก เชื่อไหมว่าไม่เคยเห็นคดีไหนประสบความสำเร็จในการเพิกถอนเอกสารสิทธิเลย  เพราะทัศนคติที่ผู้เขียนสัมผัสได้คือ การยอมเพิกถอนเท่ากับยอมรับว่าเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานทุจริตหรืออย่างน้อยก็โง่ที่ทำผิดพลาด  วิธีการบ่ายเบี่ยงที่จะไม่เพิกถอนก็คือให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนใหม่ ชุดแล้วชุดเล่า โดยไม่ส่งคดีไปที่ศาลเสียที

ประเด็นที่ Pmove เร่งรัดและเรียกร้องอยู่ก็คือ  ขอให้ศาลนำวิธีการไต่สวนข้อเท็จจริงมาใช้ในกระบวนการพิจารณา  แทนที่จะให้ชาวบ้านที่ไม่มีความสามารถทางการเงินเป็นผู้หาหลักฐานมาพิสูจน์ให้ตัวเองพ้นผิดอย่างในปัจจุบัน  กับอีกสิ่งที่สำคัญก็คือ ขอให้นำมาตรา66 ในรัฐธรรมนูญเรื่องสิทธิชุมชนในการบริหารจัดการและทรัพยากรอย่างยั่งยืนมาใช้  แต่ผู้เขียนก็ไม่แน่ใจว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกชำเราอยู่ในสภา (จนภาพโป๊ โผล่ออกมาเตือน) จะตัดสิทธิชุมชนหลายๆ เรื่องที่ขวางทางอำนาจผู้นำในการผูกขาดการเข้าถึงทรัพยากร อย่างที่ ส.ว. รสนา โตสิตระกูล ว่าไว้หรือไม่ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ไม่เพียงคนจนเหล่านี้เท่านั้นทีจะถูกย่ำยีสิทธิลงอีก แต่ทั้งเรา-ท่านไม่พ้นการถูกกดขี่ทางทรัพยากรแน่นอน

ที่น่าสนใจอีกประเด็นคือ ความเห็นของแสงชัย  รัตนเสรีวงษ์  นักกฎหมายที่บอกว่า  ปัจจุบันการต่อสู้ของชาวบ้านยังอยู่ในระดับเรียกร้องความเป็นธรรม  ไม่ได้เคลื่อนไปในลักษณะยกให้เป็นประเด็นสาธารณะคือ ไม่ได้ยกประเด็นเรื่องการทุจริตออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบขึ้นมาให้ชัดเจน  ทำให้สังคมเห็นแค่ว่าคนจนพวกนี้บุกรุกที่ดิน แล้วร้องขอความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีเท่านั้น  ก็เลยไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมจากคนในสังคมเท่าไหร่ เพราะไม่ใช่เรื่องของตัว  แสงชัยเห็นว่า Pmove ควรยกระดับประเด็นให้เป็นเรื่องคอร์รัปชั่นที่ดินที่กำลังกัดกร่อนสังคมเรา

ผู้เขียนเห็นด้วย  แต่เรื่องปลวกที่กำลังกัดกินบ้านที่เราอยู่ด้วยกันนั้น  จะปล่อยให้คนที่ตัวเล็กที่สุดในบ้าน มีปากเสียงน้อยที่สุด มีอำนาจน้อยที่สุด เป็นคนร้องแรกแหกกระเชอแต่เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น  บ้านเราน่าจะไม่รอด  งานเขียนชิ้นนี้จึงเป็นหน้าที่ตามบทบาทของผู้เขียนในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของบ้าน และหวังว่าจะสามารถชักชวนสมาชิกคนอื่นๆ ให้ลุกขึ้นมาช่วยกันกำจัดปลวก โดยเฉพาะปลวกกินแผ่นดิน ที่ทำให้แผ่นดินไทย กว่า 100 ล้านไร่ตกอยู่ในมือต่างชาติ

 

หมายเหตุ P Move หรือขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม เป็นการรวมตัวของเกษตรกรและคนจนเมืองที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมและได้รับผล กระทบจากนโยบายการพัฒนาประเทศ ประกอบด้วย 4 เครือข่าย คือ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทย (คปท.), เครือข่ายสลัม 4 ภาค, สมัชชาคนจน กรณีเขื่อนปากมูล, และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) โดยมีข้อเรียกร้องให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินที่เป็นธรรม การยอมรับสิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสิทธิความเป็นมนุษย์

ที่มาภาพ :
http://www.oknation.net/blog/landreformnetwork/2011/03/07/entry-1
http://prachatailand.blogspot.com/2011/03/prachatai3info_03.html