เขื่อนแม่วงก์กับรถด่วนขบวนสุดท้าย

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

เขื่อนแม่วงก์กับรถด่วนขบวนสุดท้าย

จิตติมา บ้านสร้าง

ในเมื่อพลาดการออกเรือนมานานแล้ว หากสาวคนไหนมาเจอเนื้อคู่เอาตอนเกือบสาย ก็คงต้องรีบคว้าไว้  เพราะเป็นรถด่วนขบวนสุดท้าย

เขื่อนแม่วงก์ที่จะมีผลทำให้น้ำท่วมป่าสมบูรณ์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ก็คงทำนองเดียวกัน ต่างกันตรงที่ว่าสาวคนนี้ ผู้ (มีอำนาจ) ปกครองยัดเยียดให้ออกเรือน  โดยไม่สนใจว่าเป็นการข่มขืนหรือไม่  เมื่อรถไฟมา ผู้ (มีอำนาจ) ปกครองที่อยากได้สินสอดทองหมั้น  ก็ต้องรีบกวดให้ทันชนิดวิ่งกันตีนขวิด

รถไฟด่วนซึ่งกำลังวิ่งมาลิ่วๆ ที่ว่าก็คือ “งานหลักและโครงการที่ต้องจัดทำตามยุทธศาสตร์การบรรเทาอุทกภัยในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาแบบบูรณาการและยั่งยืน” ซึ่งจัดทำโดยคณะอนุกรรมการด้านวางแผนและกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน  คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) สรุปง่ายๆ ก็คือแผนจัดการน้ำของ กยน. นั่นแหละ (ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็น คณะกรรมการนโยบายน้ำและอุทกภัยแห่งชาติ - กนอช.)

ในแผนนี้ระบุ 8 ยุทธศาสตร์หลัก  ทั้งการฟื้นฟู อนุรักษ์ป่าและดิน ทางน้ำผ่าน (Flood Way) การปรับปรุงระบบชลประทาน แต่หนึ่งในนั้นที่สำคัญก็คือ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืนในพื้นที่ลุ่มน้ำ ปิง ยม น่าน สะแกกรัง และป่าสัก สรุปภาษาชาวบ้านก็คือการสร้างเขื่อนใน 5 ลุ่มน้ำนี้ ได้แก่

ลุ่มน้ำปิง  มีโครงการเขื่อนแม่แจ่ม  (อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์) เขื่อนคลองวังเจ้า (อยู่ในอุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้าและลานสาง จังหวัดกำแพงเพชร)

ลุ่มน้ำยม  มีโครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น (ในอุทยานแห่งชาติแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ , ล่าสุดมีรายงานว่าปรับเป็นเขื่อนเล็ก 2 ตัว ล่าง-บน เปลี่ยนชื่อ แต่ยังไม่ชัดเจนว่ายังคงอยู่ในอุทยานแห่งชาติหรือไม่)

ลุ่มน้ำน่าน  มีโครงการเขื่อนน้ำปาด  (ยังไม่ชัดเจนว่าอยู่ในป่าอนุรักษ์หรือไม่) เขื่อนคลองชมพู (ในอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง จังหวัดพิษณุโลก)

ลุ่มน้ำสะแกกรัง  มีโครงการเขื่อนแม่วงก์ (ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ จังหวัดนครสวรรค์)

ลุ่มน้ำป่าสัก  มีโครงการเขื่อนป่าสักตอนบน (มีเขื่อนย่อยๆ 13 เขื่อน บางส่วนอาจอยู่ในอุทยานแห่งชาติน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์)
 

ผู้เขียนยังนึกไม่ออกว่าการสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน  จะเหมาะสมและยั่งยืนอย่างแท้จริงได้อย่างไร  ในเมื่อแต่ละเขื่อนทำให้สูญเสียพื้นที่ดูดซับและกักเก็บน้ำที่ชัดเจนว่าเป็นของยั่งยืนแท้ๆ

งบประมาณของทั้งแผน  300,000 ล้านบาท  เป็นงบประมาณสำหรับการสร้างเขื่อนใน 5 ลุ่มน้ำนี้ 50,000 ล้านบาท  สินสอดขนาดนี้  ทำให้ผู้ (มีอำนาจ) ปกครองต้องรีบประแป้งแต่งตัว  หอบข้าวของพะรุงพะรังวิ่งตีนขวิดชนิดนุ่งผ้ายังไม่เสร็จก็ต้องรีบออกมากวดให้ทันไปก่อน  

ผ้านุ่งกระรุ่งกระริ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ  ขณะการทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ตามมาตรา 67 ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ  เนื่องจากเป็นโครงการที่อาจมีผลกระทบรุนแรง ยังไม่เสร็จสิ้น คณะรัฐมนตรีนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ชิงอนุมัติให้ดำเนินโครงการเสียแล้ว  สุดท้ายกรมชลประทานต้องออกมาแก้เกี้ยวเองว่า ไม่ใช่การอนุมัติให้ก่อสร้าง  แต่เป็นการอนุมัติให้ศึกษาและเตรียมความพร้อมในสิ่งที่ทำได้  ซึ่งที่จริงการทำ EHIA ก็เริ่มต้นมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว (2554) โดยจะเสร็จสิ้นเดือนกรกฎาคมปีนี้ (2555) ก็ไม่เห็นต้องพึ่งมติ ครม. เพื่อให้เกิดการดำเนินการเสียหน่อย

เช่นเดียวกับเวทีรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงร่างรายงาน EHIA เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2555 ก็เป็นอีกความพยายามหนึ่งในการประแป้งแต่งตัว  ซึ่งการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนครั้งนี้ก็เพื่อให้ประชาชนเสนอความเห็นต่อหัวข้อต่างๆ ที่ได้ศึกษาไว้ ว่ามีความสมบูรณ์หรือไม่อย่างไร  แต่ปรากฏว่ากลับไม่มีตัวรายงานที่จะต้องส่งให้ประชาชนอ่านก่อนมาให้ความคิดเห็น เมื่อประชาชนเข้ามาลงทะเบียน  เอกสารที่ชาวบ้านได้รับแจกคือแผ่นพับประชาสัมพันธ์โครงการ ใบกล่าวรายงานของข้าราชการหลายคนที่เกี่ยวข้องกับการเปิดงาน  นี่คือเอกสารที่ให้อ่าน  เพื่อแสดงความเห็นว่า EHIA ต้องปรับปรุงอย่างไร  เหมือนให้คนตาบอดอ่านหนังสือให้ฟัง  ขณะที่องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมรายเดียวที่ได้รับเชิญคือมูลนิธิสืบนาคะเสถียร แม้ว่าจะได้รับร่างรายงานแต่เนื้อหาด้านในกลับระบุเพียงวิธีการและกระบวนการศึกษา  โดยไม่มีผลการศึกษาว่าพบอะไร อย่างไรบ้าง

ส่วนในด้านเนื้อหาคงมีหลายประเด็นที่อาจจะยังต้องถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่  โดยเฉพาะที่ว่าเขื่อนแม่วงก์สามารถแก้แล้งป้องกันน้ำท่วมได้จริงหรือเปล่า  ทางเลือกอื่นทำไม่ได้จริงหรือ  การใช้งบประมาณที่เป็นภาษีของคนทั้งประเทศสมเหตุสมผลหรือไม่  

นี่ยังไม่รวมว่าบริษัทที่ปรึกษาได้ออกมายอมรับเองว่าการศึกษาผลกระทบต่อสัตว์ป่าทำได้ไม่ดีนัก  เนื่องจากมีงบประมาณการศึกษาและเวลาจำกัด  เพิ่งจะขอเข้าพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์เพื่อทำการศึกษาได้เมื่อ 6 เดือนที่แล้ว นักวิชาการที่ศึกษาบอกว่ามีการวางแผนการเข้าพื้นที่ 2 ครั้ง เพื่อศึกษาสัตว์  2 ประเภทคือ นกอพยพและสัตว์สะเทินบกสะเทินน้ำ  (ผู้เขียนสงสัยมากว่าทำไมถึงเลือกศึกษานกอพยพ แม้มันจะเป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ  แต่มันก็มาชั่วคราวเท่านั้น) ส่วนสัตว์อื่นๆ โดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  ผู้ศึกษาบอกว่าเมื่อเข้าไปศึกษาใน 2 ครั้งนี้ก็จะศึกษาไปพร้อมกันด้วย (เรื่องนี้ผู้เขียนคิดว่ามีปัญหาเรื่องของการให้ความสำคัญ) พร้อมทั้งบอกว่านอกจาก 2 ครั้งนี้ก็ใช้วิธีสัมภาษณ์ชาวบ้านว่าพบสัตว์อะไรบ้าง  โดยอ้างว่าเป็นการเปิดกว้าง ผู้ศึกษาไม่ต้องพบด้วยตัวเองก็ได้คือ มีคนบอกว่าพบสัตว์ชนิดใดก็จะยอมรับว่ามีอยู่จริง (เรื่องนี้ก็สร้างความสงสัยอีกเหมือนกัน)

นี่คือสภาพที่บอกว่าวิ่งจนตีนขวิด เพราะถ้าเกาะขบวนนี้ไม่ทัน คงยากที่จะหวังขบวนหน้า  ที่น่าเห็นใจมากกว่านั้นก็คือชาวบ้านตาดำๆ ที่คิดว่าจะหายแล้ง หายท่วม ต้องกลายมาเป็นบันไดให้เขาเหยียบเพื่อเหวี่ยงลูกสาวให้เข้าทันขบวน