ก่อนจะได้น้ำเต็มเขื่อน...ที่ป่าแม่วงก์

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

ก่อนจะได้น้ำเต็มเขื่อน...ที่ป่าแม่วงก์

จิตติมา บ้านสร้าง

แม้เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จะมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2555 ที่อนุมัติให้เดินหน้าสร้างเขื่อนแม่วงก์  ด้วยเหตุผลว่าไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายให้ครบถ้วนก่อน  คือรายงานการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังไม่แล้วเสร็จและยังไม่ผ่านการพิจารณา  ยังไม่รู้ว่าศาลปกครองจะมีคำสั่งอย่างไร  แต่เราลองมามองดูวันข้างหน้าของป่าแม่วงก์จากบทเรียนในวันที่ผ่านมาของเขื่อนรุ่นพี่

อดิศักดิ์ จันทวิชานุวงศ์ หรือพี่กิ้น อดีตนักล่าสัมปทานตัดไม้จากพื้นที่สร้างเขื่อนและนักค้าไม้รายหนึ่ง ที่วันนี้พลิกชีวิตตัวเองสุดขั้วมาเป็นประธานมูลนิธิสืบศักดิ์สิน แผ่นดินสี่แคว นครสวรรค์  พูดถึงตัวเองว่า

“ตอนนั้นผมรู้สึกตัวเองก็เป็นหัวหน้าโจรแก๊งหนึ่งในบรรดาหลายๆ แก๊งที่หาประโยชน์ทุกทางที่หาได้  ไม่มีอะไรที่ไม่เถื่อน ทุกกลุ่ม ทุกสี ทั้งมีเครื่องแบบและไม่มีเครื่องแบบ เป็นโจรเหมือนกันหมด”

พี่กิ้นฉายอดีตที่ตัวเองยังคงเห็นชัด

“ตอนนั้นประมาณปี 28-29 ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เป็นลูกช่วง  ไปรับสัมปทานตัดไม้ออกจากพื้นที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนเชี่ยวหลานที่สุราษฎร์ธานี ก่อนที่ผมจะเข้าไปเจ้าถิ่นเขาก็แบ่งสรรพื้นที่ตัดไม้กันหมดแล้ว  ผมเข้าไปทีหลังและเป็นบริษัทเล็กๆ ก็เข้าไปหาเจ้าถิ่นที่นั่นที่จะช่วยได้  เขาก็ช่วยและบอกเจ้าหน้าที่ว่า ช่วยหาพื้นที่ให้หน่อย ให้เด็กๆ มันหากิน  เจ้าหน้าที่ก็พาไปชี้ที่ข้างนอกให้กว้าง-ยาวสัก 5 กิโล  ผมก็งงว่าอยู่คนละฟากถนนกับพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำ  แต่เขาก็ชี้ให้ตรงนั้น โดยมีข้อแม้ว่าตัดไม้แล้วก็ต้องชักลากไม้มากองรวมกันไว้ฝั่งที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำซึ่งห่างออกไปสัก 10 กิโลได้มั้ง  จะได้เป็นไม้ที่ตัดออกจากพื้นที่ที่เป็นอ่างเก็บน้ำเหมือนกัน”

เมื่อถูกถามว่าแล้วพี่กิ้นรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ที่ตัดไม้  ไม่ได้เป็นอ่างเก็บน้ำ  เพราะตอนตัดไม้  น้ำก็ยังไม่ท่วม  อาจจะเป็นพื้นที่ในอ่างจริงๆ ก็ได้  คำตอบที่ได้รับกลับมาทำให้ผู้เขียนถามต่อไม่ถูก

“ก็มันจะเป็นอ่างเก็บน้ำได้ยังไง  เพราะตอนนี้ผมก็ยังจำได้  พื้นที่ที่ผมตัดไม้ตอนนี้ก็ยังเป็นเนินเขาลูกเดิม  ไปเมื่อไหร่ก็เห็น  และมันก็อยู่คนละฝั่งถนนกับอ่างเก็บน้ำจริงๆ”

   

ส่วนเรื่องการล่าสัตว์ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำ  พี่กิ้นเล่าให้ฟังว่า

“การล่าสัตว์มีมาตั้งแต่เริ่มสร้างเขื่อน พอมีคนเข้าไปก็ล่ากิน ล่าขาย ไม่ได้มากนัก  แต่ก็เห็นได้เรื่อยๆ ผมยังเคยซื้อลูกชะนีมา มันยังไม่ตาย แต่พอตอนเริ่มเก็บน้ำ คุณเอ๊ย...มันต้องเรียกว่าล่าทิ้งล่าขว้างเลย เพราะสัตว์ป่ามันติดเกาะ มันไม่รู้จะไปทางไหน  ผมเคยเข้าไปสำรวจ คือลูกน้องก็ตัดไม้ไป ผมอยากรู้อยากเห็น ก็นั่งเรือเข้าไป ทั้งชาวบ้านทั้งคนในเครื่องแบบ  มีทุกสี ล่าออกมามากมายเหลือเกิน  นั่นแหละทำให้พี่สืบ (นาคะเสถียร) ทำโครงการช่วยชีวิตสัตว์ป่า  แต่ผมว่านะ  พี่สืบอาจจะช่วยได้สักพันตัว  แต่ที่ถูกล่ามันมากมายกว่านั้นหลายเท่า”

อีกครั้งหนึ่งที่เสียงพี่กิ้นฉายชัดว่าภาพเมื่อเกือบ 30 ปีที่ผ่านมายังติดอยู่ในความทรงจำ  และทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงการให้สัมภาษณ์ของผู้มีความรู้ท่านหนึ่ง ท่านเคยบอกว่า สัตว์มันมีขา น้ำมามันก็หนีไปเอง  ซึ่งจนวันนี้ผู้เขียนไม่รู้ว่าท่านพูดติดตลก  หรือวิเคราะห์ว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ไม่ใช่แค่ป่าและสัตว์ป่าเท่านั้น  พี่กิ้นบอกว่า

“เวลาสร้างเขื่อน  คนงานเป็นหมื่น  เงินสดสะพัด พกกันเป็นฟ่อนๆ อะไรต่อมิอะไรก็เกิดขึ้นมาเพื่อตอบสนองคนที่ทะลักเข้าไปเป็นเรือนหมื่น ไม่มีอะไรที่ไม่เถื่อน ไม่ใช่แค่ไม้เถื่อน ล่าสัตว์เถื่อน รวมถึงมีบ่อนเถื่อน ซ่องเถื่อน ยาเสพติด (อันนี้ไม่มีเถื่อน เพราะปกติก็ไม่มีของถูกกฎหมายอยู่ก่อน) อบายมุขทุกชนิดมีหมด

ตอนนั้นถึงรู้สึกตัวเองไม่ต่างจากโจร  คือเราต้องพกปืน  คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน อย่างกับคาวบอย  พกเงินไว้แจกจ่ายลูกน้อง  พวกที่อยู่กับเราโจรก็มี ลูกพี่ถูกยิงตายแล้วมาอยู่กับเราบ้างก็มี  ตอนนั้นไม่ว่าเป็นข้าราชการหรือไม่ สีไหนหรือเปล่า ทุกคนเป็นโจรเหมือนกันหมด ทำไมมันเหมือนโจร  เพราะทุกอย่างเถื่อนหมด อยู่กันด้วยปืนและเงิน”

เมื่อถามว่าเงินสะพัด ส่วนหนึ่งก็น่าจะดีกับชาวบ้าน แล้วของเถื่อน พอเขื่อนเสร็จก็น่าจะหมด  พี่กิ้นตอบว่า

“ก็ดูเหมือนจะใช่  แต่ตกค่ำมีนักศึกษาเข้าไปขายบริการข้างในพื้นที่ล่ะ  พอเขื่อนเสร็จน้องผู้หญิงเหล่านี้จะเป็นอะไร  ที่สำคัญหลังเขื่อนเสร็จ  ที่ดินก็จะถูกเปลี่ยนมือไปเป็นของนายทุน  คือมีทำเลดีๆ ก็จะกลายเป็นที่ท่องเที่ยว  นายทุนก็กว้านซื้อไว้  ชาวบ้านขายที่ก็หายไป ย้ายไป  ไปเป็นลูกจ้างรีสอร์ทบ้าง จากที่เคยมีชีวิตอิสระ ก็กลายมาเป็นลูกจ้าง อิสระในชีวิตที่เป็นเจ้าของที่ดินเอง เป็นนายตัวเองก็หมดไป  ถัดจากนั้นผมมาวิ่งรับซื้อไม้จากเขื่อนเขาแหลมที่กาญจนบุรี  ตอนนั้นไม่ได้ตัดเอง  แค่รับซื้อ  ผมก็เห็นภาพเดียวกันเลย  ทั้งตัดไม้นอกอ่าง  ล่าสัตว์  สารพัดอบายมุข  ของเถื่อน  ยาเสพติด”

ผู้เขียนหวังว่าทุกอย่างที่พี่กิ้นย้อนอดีตให้ฟัง  จะไม่เกิดขึ้นที่แม่วงก์หากมีการสร้างเขื่อนจริง  เพราะปัจจุบันมีกลไกมากมายในการตรวจสอบความโปร่งใส แต่พี่กิ้น ผู้ซึ่งเข้าใจวิญญาณของนักค้าไม้แย้งว่า

“คุณไม่รู้อะไร  นักค้าไม้ไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน  เพียงแต่เขาไม่มีโอกาสทำไม้ขนาดใหญ่ๆ อย่างสมัยก่อน  มีแต่ทำกระจ๊อกกระแจ๊กกันไป  แต่เมื่อไหร่ที่มีโอกาสให้ทำไม้ขนาดใหญ่  สมมติว่ามีการสร้างเขื่อนแม่วงก์และมีการตัดไม้ในพื้นที่อ่างอะไรแบบนี้  ก็เป็นการปลุกผีนักค้าไม้ดีๆ นี่เอง  เพราะพวกนี้เขามีความรู้อยู่เต็มอก  มีความเชี่ยวชาญในการทำไม้  และยิ่งเดี๋ยวนี้เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัยกว่า ประสิทธิภาพดีกว่า  เอาเข้าจริงหลังกำแพงเขื่อนที่สูงหลายสิบเมตรการตรวจสอบทำได้จริงหรือเปล่า

แล้วยิ่งอบายมุข นึกเหรอว่าจะไม่มี  ยาเสพติดเดี๋ยวนี้ยิ่งหนัก เป็นข่าวก็เห็นๆ กันอยู่  และที่สำคัญคนเป็นหมื่นทะลักเข้าไป  เงินสะพัดอย่างรวดเร็ว  สังคมจะเกิดอะไร ผมคิดว่าไม่เป็นเหมือนในอดีตหรอก  แต่จะหนักกว่า”

ผู้เขียน...ไม่มีอะไรจะสรุป

 

ภาพประกอบ :  ภาพที่ 1 จาก http://thaisurat.com/seub_main.htm
                   ภาพที่ 2 จาก http://thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=241959&st=31