ประเทศหนองสาหร่าย VS ประเทศไทย

จิตติมา บ้านสร้าง

ประเทศหนองสาหร่าย VS ประเทศไทย

จิตติมา บ้านสร้าง

...พ.ศ. 2504  ผู้ใหญ่ลีตีกลองประชุม

ชาวบ้านต่างมาชุมนุม  มาประชุมที่บ้านผู้ใหญ่ลี
 
ต่อไปนี้ผู้ใหญ่ลีจะขอกล่าว  ถึงเรื่องราวที่ได้ประชุมมา
 
ทางการเขาสั่งมาว่า  ให้ชาวนาเลี้ยงเป็ดและสุกร
 
ฝ่ายตาสีหัวคลอน  ถามว่าสุกรนั้นคืออะไร
 
ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด  สุกรนั้นไซร้คือ หมาน้อยธรรมดา...หมาน้อย...หมาน้อย ธรรมดา...
 
เพลงผู้ใหญ่ลี เป็นเพลงลูกทุ่งเสียดสีสังคม แต่งโดย พิพัฒน์ บริบูรณ์หัวหน้าวงพิพัฒน์ บริบูรณ์ ซึ่งเป็นสามีของศักดิ์ศรี ศรีอักษร ผู้ขับร้องและโด่งดังในช่วงประมาณ พ.ศ. 2504 ในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารระหว่างข้าราชการกับชาวบ้านอย่างมีอารมณ์ขัน
 
ผู้เขียนได้ยินเพลงนี้อีกครั้งเมื่อไปดูงานชุมชนพึ่งตนเองของตำบลหนองสาหร่าย อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี  โดยนายศิวโรฒ จิตนิยม ประธานกรรมการสถาบันการเงินชุมชนตำบลหนองสาหร่าย เป็นผู้เกริ่นขึ้นในการเริ่มต้นเล่าเรื่องราวของชุมชนแห่งนี้ให้ฟัง และชี้ให้เห็นความหมายโดยนัยของเพลงนี้อีกครั้งว่า ผู้ใหญ่ลีเมื่อปี 2504 รับนโยบายจากรัฐบาลมาให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ โดยไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้  และหลับหูหลับตาทำตามที่ได้รับการบอกมาเช่นนั้น  ซึ่งในยุคนั้นเป็นการเริ่มต้นของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับแรก  ที่อาจารย์ศิโรฒให้ความหมายว่าเป็นการตามก้นฝรั่งอย่างไม่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย  จนทำให้ประเทศไทยหันไปเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ละทิ้งการเติบโตอย่างยั่งยืนที่เต็มไปด้วยความสุข
 
หนองสาหร่ายเมื่อ 30 ปีก่อน ที่นโยบายการเติบโตด้วย GDP แพร่กระจายไปถึง ทำให้ราวปี 2524 มีคลองชลประทานสายแรก ซึ่งเป็นทั้งนโยบายและความหวังของชาวบ้านในการทำเกษตรเพื่อตอบสนองตลาดมากกว่าเพื่อกินและแลกเปลี่ยนในชุมชนอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต 
 
จากนั้น...เมล็ดพันธุ์ ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง พ่อค้าคนกลาง ก็ทยอยเข้ามาที่ชุมชนเล็กๆ แห่งนี้
 
ราวปี 2527 ไฟฟ้าก็เข้ามาถึง และสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างก็ตามเข้ามา ทั้งโทรทัศน์ พัดลม ตู้เย็น ฯลฯ แน่นอนว่าสิ่งอำนวยความสะดวกพวกนี้มีอย่างอื่นตามมาด้วย
 
คำว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ถูกแทนด้วยคำว่า  ในน้ำมียา (ฆ่าแมลง) ในนามีหนี้  เพราะการผลิตที่ต้องลงทุนมากขึ้น  และการบริโภคที่ขยายตัวตามสังคมสมัยใหม่ที่ผ่านการถ่ายทอดมาจากสื่อ ทำให้วัฒนธรรมของชุมชนที่สั่งสมมาเริ่มหดหาย  การพึ่งพาตัวเองด้วยภูมิปัญญาเริ่มถดถอย เหลือเพียงการเรียกร้อง พึ่งพาการช่วยเหลือจากรัฐส่วนกลาง ไม่ว่าเพราะผลผลิตตกต่ำ คุณภาพสังคมย่ำแย่  ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ทั้งขยะ น้ำเสีย อากาศเป็นพิษจากสารเคมี รวมทั้งอาหารที่บริโภคกันในชุมชนก็ปนเปื้อนด้วยสารพิษที่คนในชุมชนเองก็เป็นผู้กินผู้ใช้
 
แต่อ้อมแขนของรัฐไม่สามารถโอบอุ้มได้เหมือนเมื่อครั้งสยายปีกทุนนิยม
 
สุดท้ายสิ่งที่ทำให้หนองสาหร่ายกลายมาเป็นชุมชนต้นแบบในการพึ่งตัวเองก็คือ  ความตระหนักตื่นตัวของผู้นำและคนในชุมชน จึงขอแยกชุมชนเป็นตำบลหนองสาหร่าย ทำให้สามารถมีแผนพัฒนาและงบประมาณเป็นของตนเองได้  ต่อมาในปี 2540 กฎหมายรัฐธรรมนูญให้มีการกระจายอำนาจและหนองสาหร่ายได้กลายเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล  จึงยิ่งเสริมให้การบริหารจัดการตัวเองมีความคล่องตัวมากขึ้น 
 
โจทย์ของคนที่นี่ก็คือ หาคำตอบว่าอะไรเป็นความสุข  อะไรเป็นความทุกข์  และก็หาเจอได้ไม่ยาก  เมื่อพบว่าหนี้...เป็นความทุกข์ที่รุมเร้าทุกคนในชุมชนจนความสุขขาดหาย  การแก้สมการก็ง่ายๆ เพียงแค่เอาความทุกข์ออกไปให้มากที่สุด  ความสุขก็จะกลับมามากเท่าที่ความทุกข์หายไป
 
การสร้างกลไกกำจัดทุกข์ก็เริ่มจาก  การสร้างฝัน ในที่นี่คือฝันถึงความสุขที่ต้องการและสร้างจิตนาการต่อว่า ทุกคนทำได้ 
 
เมื่อความเห็นตรงกัน  ปฏิบัติการขั้นแรกก็คือ มีสำรวจสำมะโนประชากรอย่างละเอียด  โดยการเก็บข้อมูลที่แท้จริงจากประชากรกว่า 3,000 คน ซึ่งพบว่าทั้งตำบลประชากรมีรายได้ราว 150 ล้านบาท มีรายจ่ายราว 130 ล้านบาทและมีหนี้ราว 106 ล้านบาท  นอกจากนี้ข้อมูลในรายละเอียดยังทำให้รู้ว่าใครมีอาชีพอะไร มีรายได้เท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง นอกระบบ ในระบบเท่าไหร่  มีค่าใช้จ่ายอะไรที่จำเป็นและไม่จำเป็น 
 
เมื่อพบว่าค่าใช้จ่ายหรือที่มาของหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดคือราว 30 ล้านบาทต่อปีมาจากการซื้อปุ๋ยเคมี จึงเกิดความคิดในการลดรายจ่ายส่วนนี้ด้วยการตั้งโรงงานปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตจากวัสดุเหลือใช้และเศษอาหาร  ดำเนินการในลักษณะวิสาหกิจชุมชน ขายปุ๋ยราคาถูกให้สมาชิก  จนโรงงานปุ๋ยสามารถอยู่รอดได้ และทำให้รายจ่ายของคนในตำบลลดลงได้จริง 
 
ค่าใช้จ่ายอีกส่วนที่มากับการซื้อน้ำดื่มตามสังคมสมัยใหม่ หลังจากที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงสังคมไร้พรมแดนได้  โรงงานน้ำดื่มจึงเกิดขึ้นตามมาด้วยแนวคิดแบบเดียวกัน หลังจากนั้นกิจการอื่นๆ ก็ทยอยเกิดขึ้น เช่น โรงงานผลิตน้ำยาเอนกประสงค์ที่ไม่มีสารพิษ  ธนาคารขยะ ขนมที่ผลิตจากทรัพยากรในท้องถิ่นแทนขนมกรุบกรอบ ฯลฯ รวมทั้งการรวมกลุ่มเพื่อสร้างกำลังการต่อรองในการส่งออกสินค้าโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง 
 
ที่จริงการพึ่งพาตัวเองด้วยการผลิตจากภายในชุมชนแบบนี้อาจไม่ใช่สิ่ง  ที่หาดูหรือศึกษาได้ยากในปัจจุบัน แต่สิ่งที่อาจดูล้ำไปกว่านั้นก็คือมีระบบการเงินของชุมชนเอง ในลักษณะสถาบันการเงินชุมชน มีการดำเนินการคล้ายกับธนาคาร มีการฝากเงิน มีการบริหารสินเชื่อ ที่ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนเกือบ 50 ล้านบาทและมีกำไร แต่กำไรนี้นอกจากปันผลในลักษณะดอกเบี้ยแล้ว  ยังนำไปใช้เป็นสวัสดิการสังคม  สำหรับผู้สูงอายุ คนป่วย คนพิการ งานบุญ แต่งงาน ลูกคนแรก  ทุนการศึกษา ฯลฯ
 
ปัจจุบัน...หลายคนมีความภูมิใจที่จะประกาศตัวว่าเป็นประเทศหนองสาหร่าย  แต่ไม่ใช่ด้วยแนวคิดทางการเมือง  แต่เพราะคนที่นี่สามารถผลิตทั้งเพื่อเลี้ยงคนในชุมชนและส่งออก รู้เท่าทันการนำเข้า มีการจัดการระบบการเงิน  ทั้งยังกำลังเดินหน้าสู่การจัดระบบการศึกษาและหลักสูตรของตัวเองที่เหมาะสมกับท้องถิ่น  มีแผนบริหารชุมชนที่สอดคล้องกับศักยภาพและทรัพยากรที่มีในท้องถิ่น  โดยมีความสุขเป็นยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนมากกว่าความเติบโตทางตัวเลขการเงิน
 
หันมาดูประเทศไทยที่เริ่มตกอยู่ในกับดักทุนนิยมมาตั้งแต่ปี 2504 เช่นกัน  ดูและดูเหมือนว่าจะหายุทธศาสตร์แห่งความสุขพบด้วยเศรษฐกิจพอเพียงที่บรรจุอยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับล่าสุด  แต่ในทางปฏิบัติยังไม่เห็นประเทศไทยจะก้าวหน้าเท่าประเทศหนองสาหร่าย
 
ผู้เขียนเล่าเรื่องนี้  เพราะเห็นว่าสิ่งแวดล้อมกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องเดียวกันมาตลอด
 
 
ที่มาภาพประกอบ :  ภาพที่ 1 จาก http://p-power.org/learnDetail.php?l_id=0040  
                        ภาพที่ 2 จาก คลิปรายการ ล้วงลับตับแตกโชว์ วันพฤหัสบดี ที่ 7 มิถุนายน 2555  
                               
             

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม