ถึงเวลาภาษีภัยพิบัติ ???

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

ถึงเวลาภาษีภัยพิบัติ ???

จิตติมา บ้านสร้าง

น้ำท่วมสุโขทัยและพิษณุโลกปีนี้ ได้รับคำอธิบายจากรัฐบาลว่า เพราะฝนตกใต้เขื่อนทำให้เขื่อนที่พร่องน้ำไว้รอฝนเป็นหม้ายขันหมากไปโดยปริยาย และทำให้ความวิตกกังวลว่าน้องน้ำจะบุกพี่กรุงอีกหรือไม่ เกิดขึ้นอีกครั้ง

เริ่มมีการตั้งคำถามประปรายจนถึงหนาหูว่า "ปีนี้น้ำจะท่วมไหม"  "จะเอาอยู่แบบปีที่แล้วอีกหรือเปล่า" ฯลฯ จนดูเหมือนว่าจะกลายเป็นคำถามประจำฤดูกาลแทนคำว่า "ไปไหนมา" หรือ "กินข้าวหรือยัง" ไปแล้ว

เท่านั้นยังไม่พอ เมื่อสถานการณ์ที่สุโขทัย-พิษณุโลก เริ่มคลี่คลายให้หายใจหายคอกันพอโล่ง หวยก็มาออกที่ภาคตะวันออกและกรุงเทพฯ เสียนี่ หลายคนพูดถึงฝนในกรุงเทพฯ เหมือนกับเป็นของแปลกประหลาด "มันมาอีกแล้ว"  "จะตกแรงไปไหน"  "4 ชั่วโมงบนถนน"  "ตกแป๊บเดียว ท่วมซะ แล้วจะรอดมั้ยปีนี้"  "กทม.บอกอะไรบ้างนอกจากฝนตกหนักต้องใช้เวลาระบายน้ำ 2-3ชั่วโมง เพราะเมืองออกแบบมารองรับฝนได้ไม่มาก"

ท่ามกลางคำถามและความสับสนเหล่านั้น ผู้เขียนมีความสนใจส่วนตัวอีกเรื่อง คือทำไมเม็ดฝนใหญ่จัง และตกแรงมาก ทั้งกระจุกตัวในพื้นที่แคบๆ การตกแต่ละครั้งอาจใช้เวลาแค่ 20-30 นาที แต่ก็ทำให้น้ำท่วมถนนได้

ในบ่ายวันว่างที่ท้องฟ้าแห้งสนิท ผู้เขียนโทรหา ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อาจารย์บอกว่าสังเกตเหมือนกันว่า ปีนี้ฝนเม็ดใหญ่

ก่อนหน้านี้หลายปีอาจารย์อานนท์เคยคาดการณ์รูปแบบของฝนภายใต้อิทธิพลของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกหรือโลกร้อนว่าฤดูฝนจะสั้นลง โดยฝนจะตกกระจุกตัวเป็นที่ๆ และตกอย่างรุนแรง ในระยะเวลาอันสั้น ปริมาณน้ำฝนโดยรวมจะมากขึ้น และฤดูแล้งจะยาวนานมากขึ้น ทำให้โดยรวมเราจะเจอทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง การที่รูปแบบของฝนในระยะหลัง(ตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปีนี้) ตกแบบกระจุกตัวในช่วงสั้นๆ มีแนวโน้มเป็นไปตามที่เคยคาดการณ์ไว้ คือฝนตกหนัก และตกแบบกระจุกตัว

ส่วนเรื่องฝนเม็ดใหญ่นั้นมีสาเหตุมาจากการที่เมฆหนาและลอยตัวต่ำ อาจารย์อานนท์บอกว่า  ทำให้สันนิษฐานได้เช่นกันว่า ในร่องมรสุมที่พาดผ่านประเทศไทยอยู่มีความไม่เป็นเนื้อเดียวกัน หรือ inhomogeneous คือมีความแตกต่างแปรปรวนอยู่ในแถบร่องมรสุมนั้นมาก  จากเดิมที่คาดว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้อุณหภูมิพื้นผิวดินมีความร้อนสูงขึ้น ขณะที่ความร้อนจากมหาสมุทรหรือทะเลจะมีน้อยกว่า ทำให้มีความต่างกันมากระหว่างอุณหภูมิบกกับทะเล  เมื่อลมจากทั้ง 2 ส่วนเคลื่อนตัวเข้าหากันน่าจะเกิดการยกตัวสูงขึ้น  แม้จะมีฝนมากแต่ก็จะตกจากระดับที่สูงกว่านี้  แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นคือมีฝนเม็ดใหญ่ที่แสดงถึงการลอยตัวต่ำของเมฆ  ไม่เป็นไปตามรูปแบบที่เคยคาดว่าน่าจะเกิดขึ้น  


ประกอบกับการตกของฝนเกิดขึ้นเป็นบริเวณแคบๆ เป็นย่านๆ จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าเกิดอะไรขึ้นในแถบร่องมรสุมที่มีความต่างกัน  หรือมีความไม่เป็นเนื้อเดียวกันอย่างมากมาย  ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าความต่างกันของอุณหภูมิบกและทะเลมีสูงมากจนทำให้เกิดความปั่นป่วนและความแปรปรวนของลมในระดับต่างๆ ที่อยู่ในร่องมรสุมแยกออกเป็นกลุ่มๆ ก้อนๆ เมื่อบวกกับกรุงเทพฯ เป็นเมืองที่สะสมความร้อน ยิ่งเป็นปัจจัยเสริมให้มีความแปรปรวนของลมกลุ่มย่อยๆ ในร่องมรสุมที่พาดผ่านกรุงเทพฯ อยู่ด้วย

สอดคล้องกับ ดร.สธน วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า  ฝนเม็ดใหญ่เพราะมีความชื้นสูงมากและเมฆลอยต่ำ นอกจากนี้เมืองกรุงเทพฯ ที่สะสมความร้อนมาตลอดทั้งวันยังทำให้ฝนกรุงเทพฯ มีลักษณะเป็นฝนราชการ คือตกตามเวลา เพราะราวบ่ายสามโมงอากาศร้อนจะสะสมเต็มที่จนเกิดกระแสอากาศในแนวดิ่งเสริมอิทธิพลร่องมรสุมทำให้เกิดฝนตกได้ค่อนข้างตรงเวลาคือช่วงสี่ถึงห้าโมงเย็น

ส่วนฝนแบบนี้เกิดจากอิทธิพลของความเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกหรือไม่นั้น อาจารย์สธนให้ความเห็นว่า  โลกร้อนน่าจะมีอิทธิพลต่อระบบภูมิอากาศของโลกอยู่แล้วแน่นอน แต่เป็นไปในลักษณะโดยรวม  หรือมาเสริมความแปรปรวนของภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น  แต่สำหรับประเทศไทยที่อยู่ในแถบเส้นศูนย์สูตร  ปรากฏการณ์ท้องถิ่น หรือภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น  หรือ Local Climate มีอิทธิพลสูงกว่าจนไม่สามารถมองเห็นผลกระทบจากระดับภูมิอากาศโลก หรือ Global  Climate ได้ชัดเจนมากเท่ากับบริเวณที่ค่อนไปทางขั้วโลกเหนือและใต้

อิทธิพลของปรากฏการณ์ในระดับท้องถิ่น  ไม่ใช่แค่เพียงลมมรสุมประจำฤดูคือตะวันตกเฉียงใต้ ตะวันออกเฉียงเหนือ ความกดอากาศสูงจากจีน พายุในทะเลอันดามันและทะเลจีนใต้เท่านั้น  แต่ยังหมายรวมถึงการบริหารจัดการน้ำ การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินด้วย  โดยเฉพาะการเปลี่ยนป่าให้เป็นสวนยาง สวนผลไม้ ไร่ข้าวโพด รีสอร์ท การถมที่ดิน ฯลฯ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติที่หนักหนาและรุนแรงขึ้น 

อย่างไรก็ตามการเตือนภัยที่ดีที่สุดคือการพยากรณ์ที่แม่นยำและการบริหารจัดการที่สอดคล้องกับการพยากรณ์  อาจารย์อานนท์มีความเห็นว่า  ควรต้องมีการพยากรณ์ภูมิอากาศในระดับท้องถิ่น เช่น มีหน่วยพยากรณ์อากาศของกรุงเทพฯ เชียงใหม่ แพร่ น่าน หาดใหญ่ และจังหวัดต่างๆ ไม่ใช่หน่วยพยากรณ์เฉพาะในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงเท่านั้น  แต่ควรมีในทุกพื้นที่  เพราะปัจจุบันสภาพภูมิอากาศมีความสัมพันธ์กับความเป็นอยู่และวิถีชีวิตอย่างใกล้ชิด อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ซึ่งการพยากรณ์ในระดับท้องถิ่นแบบนี้  อาจไม่ใช่ภารกิจของกรมอุตุนิยมวิทยา  แต่จะต้องเป็นหน้าที่ของแต่ละเมืองที่จะต้องลงทุนทางวิชาการเหล่านี้  โดยวิธีการง่ายๆ ในการส่งบอลลูนตรวจอากาศขึ้นไปให้มากเพียงพอที่จะเก็บข้อมูลในระดับพื้นที่เล็กๆ ตามขนาดเมือง หรือจังหวัด  เพียงในช่วงฤดูฝน และทำเพียงครั้งเดียวก็จะได้ข้อมูลพื้นฐานนำมาวิเคราะห์ว่ามีองค์ประกอบอะไรบ้างที่ทำให้เกิดฝน รูปแบบการเกิดเป็นอย่างไร จะทำให้การพยากรณ์ในระดับพื้นที่ย่อยๆ มีความเป็นไปได้  ซึ่งใช้งบประมาณไม่ถึงหลักสิบล้านบาท  เมื่อได้ข้อมูลบวกกับชุดความรู้ในการคำนวณที่มีอยู่จะสามารถพยากรณ์ได้อย่างแม่นยำมากขึ้นถึงพื้นที่ที่ฝนจะตก  ช่วงเวลาและปริมาณฝน ซึ่งสามารถนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยง และนำมาวางแผนบริหารจัดการในการรับมือเป็นจุดย่อยๆ ได้  ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำที่ทั้งประเทศ รวมทั้งกรุงเทพฯ มีอยู่แล้วอย่างพรั่งพร้อม

แต่ปัจจุบันปัญหาก็คือ  ไม่มีการคิดถึงการลงทุนทางวิชาการ  ไม่ว่าพรรคการเมืองใด  ผู้บริหารยุคไหน  เพราะอาจหมายถึงประชาชนจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าไม่มีนักการเมืองคนไหน ระดับใดอยากพูดถึงการเก็บภาษีเพิ่ม

นักวิชาการรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยกำลังมีแนวคิดในเรื่องนี้ว่า อนาคตประชาชนควรจะต้องมีความรับผิดชอบร่วมกันในเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติเหล่านี้ ซึ่งภาษีอาจะเป็นรูปแบบหนึ่ง  เมื่ออยู่ในเมืองที่มีความเสี่ยงก็จำเป็นจะต้องจ่ายค่าป้องกันภัยความเสี่ยงนั้น  ตามระดับความเสี่ยงของแต่ละเมืองที่เป็นอยู่และจำเป็นจะต้องใช้เงินเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการ  แต่ความจริงวันนี้ก็คือ ประชาชนต้องการอยู่ในเมืองที่ตอบสนองความต้องการได้สูง  และมีความคาดหวังสูงต่อนักการเมืองหรือผู้บริหารว่าจะต้องรับผิดชอบความเสี่ยงนั้นให้สมบูรณ์แบบ ให้สมกับที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา

เชื่อว่าเป็นประเด็นที่อาจจะต้องถกเถียงกัน เมื่อเราไม่สามารถคาดหวังจากนักการเมืองได้ และความเสี่ยงต่อภัยพิบัติมีแต่จะเพิ่มขึ้น

 

ภาพประกอบ :  แผนที่อากาศกรมอุตุนิยมวิทยา