โลกร้อน…น้ำแข็งละลาย กับประเทศซึ่งเป็นแค่ถั่วเขียว

จิตติมา บ้านสร้าง

โลกร้อน…น้ำแข็งละลาย กับประเทศซึ่งเป็นแค่ถั่วเขียว

จิตติมา บ้านสร้าง

วงการวิทยาศาสตร์โลกต้องตื่นเต้นตกใจอีกครั้งหลังมีการรายงานข่าวล่าสุดเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 ของศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (The National Snow and Ice Data Center (NSIDC)) ที่ระบุว่าเดือนกันยายนที่ผ่านมา  แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกเหนือจับตัวกันน้อยที่สุดตั้งแต่เคยบันทึกด้วยระบบดาวเทียมมานับแต่ปี 2522 หรือในรอบ 33 ปี  โดยมีพื้นที่น้ำแข็งเฉลี่ยทั้งเดือนอยู่ที่ 3.61 ล้านตารางกิโลเมตร 

วันที่มีน้ำแข็งจับตัวกันน้อยที่สุดคือวันที่ 16 กันยายน คือมีพื้นที่น้ำแข็งเพียง 3.41 ล้านตารางกิโลเมตร  ซึ่งน้อยกว่าเมื่อเดือนกันยายน ปี 2550 ที่เคยทำให้ตื่นเต้นตกใจกันเป็นครั้งแรกเสียอีก เพราะข่าวใหญ่เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ยังมีน้ำแข็งจับตัวกันมากกว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตร และที่จริงสัญญาณการทำลายสถิติปีนี้ก็เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคมแล้ว (จากกราฟ)
นักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติอธิบายว่า การละลายปีนี้ต่างกับการละลายเมื่อปี 2550 ตรงที่ปีนี้ไม่ได้มีปัจจัยพิเศษทางสภาพอากาศ เช่น ลมแรง  แต่อาจเป็นเพราะชั้นน้ำแข็งสะสม (หมายถึงน้ำแข็งเก่าที่มีการทับถมกันมานานหลายปี ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่าน้ำแข็งรายปี หรือน้ำแข็งที่มีอายุการสะสมตัวน้อยกว่า) ทยอยหายไป จึงทำให้น้ำแข็งที่เกิดขึ้นใหม่รายปี ไม่สามารถจับตัวกันได้ และทำให้น้ำแข็งที่สะสมตัวอยู่ยิ่งทยอยละลายไปมากขึ้นเนื่องจากไม่มีน้ำแข็งมาเพิ่มเพื่อช่วยรักษาความเย็น

นักวิทยาศาสตร์เคยคำนวณว่าน้ำแข็งขั้วโลกเหนือในช่วงสิ้นสุดฤดูร้อนคือเดือนกันยายนจะมีอัตราการลดลงราวร้อยละ 13 ต่อ 10 ปี เนื่องจากการที่น้ำแข็งละลายเป็นการลดพื้นที่สีขาวของน้ำแข็งที่ทำหน้าที่สะท้อนความร้อนกลับออกไปนอกโลก ความร้อนจึงมีอิทธิพลมากขึ้น และการที่น้ำแข็งละลายยังเป็นการเปิดพื้นที่ให้มหาสมุทรซึ่งมีสีเข้มดูดซับความร้อนเข้ามามากขึ้น  ทำให้น้ำในมหาสมุทรยิ่งมีอุณหภูมิสูงขึ้น อีกทั้งน้ำแข็งขั้วโลกเป็นน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรล้วนๆ ไม่ได้เป็นน้ำแข็งอยู่บนแผ่นดินเหมือนขั้วโลกใต้ จึงมีแต่อัตราการละลาย ทำให้โอกาสที่จะจับตัวเพิ่มขึ้นมีน้อยมาก และคาดว่าเมื่อสิ้นฤดูร้อนในปี ค.ศ.2100 หรือ พ.ศ. 2643 หรืออีก 88 ปี จะไม่มีน้ำแข็งขั้วโลกเหนือเหลืออยู่เลย
 
แต่วันนี้นักวิทยาศาสตร์กลับมีความตื่นตระหนกใหม่  เพราะการละลายของน้ำแข็งในปีนี้ทำให้นักวิทยาศาสตร์เห็นว่าฤดูร้อนของขั้วโลกเหนืออาจจะไม่เหลือน้ำแข็งให้เห็นในอีกไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า หรืออาจในราวปี 2593 คือเร็วขึ้นครึ่งหนึ่งจากที่เคยคำนวณไว้
 
Ted Scumbos หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของศูนย์ข้อมูลหิมะและน้ำแข็งแห่งชาติระบุว่า การที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจากการที่อุณหภูมิสูงขึ้นและมีความชื้นเพิ่มมากขึ้น  ซึ่งหมายถึงระบบภูมิอากาศที่น้ำแข็งขั้วโลกเหนือเคยควบคุมอยู่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากและรุนแรง
 
จากขั้วโลกเหนือกลับมาที่ประเทศไทย สมชาย  ใบม่วง รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยาบอกว่า ถ้าเทียบกับโลกแล้วไทยก็เหมือนเมล็ดถั่วเขียว  ผลกระทบในด้านภูมิอากาศโดยตรงถึงประเทศไทยจึงไม่ชัดเจน นอกจากนี้การคาดการณ์ในระยะยาวยังเป็นการคาดการณ์จากแบบจำลอง  แต่การพยากรณ์อากาศจะพิจารณาจากปัจจัยในระดับท้องถิ่น เช่น ลมมรสุม ร่องความกดอากาศ  และมองระยะสั้นๆ ในระดับ 3-7 วัน ที่แม่นยำมากกว่าในการพยากรณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่การคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงลักษณะภูมิอากาศในภาพใหญ่แบบนั้นจะมีประโยชน์สำหรับการวางแผนของประเทศที่จะเห็นแนวโน้มว่าลักษณะภูมิอากาศจะเป็นเช่นไร และจะต้องวางยุทธศาสตร์เพื่อรับมือหรือปรับตัวอย่างไร
 
สอดคล้องกับ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ที่เห็นว่าข้อมูลที่บอกแนวโน้มเช่นนั้นควรจะใช้สำหรับการวางแผนประเทศในระยะยาว
 
ขณะสิ่งที่ดร.อานนท์ เห็นว่าเป็นประเด็นเกี่ยวกับโลกร้อนและเป็นเรื่องใกล้ตัวประเทศไทยมากที่สุด  แต่ยังไม่มีสัญญาณตอบรับก็คือ  การให้ความสำคัญกับการศึกษาแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงแหล่งความชื้นหรือแหล่งฝนของไทย โดยเฉพาะมหาสมุทรอินเดีย เนื่องจากฝนที่ตกและเป็นแหล่งน้ำในไทยร้อยละ 70-80 หรือราวหมื่นล้านลูกบาศก์เมตรมาจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดพามาจากมหาสมุทรอินเดีย ขณะที่เพียง 2-3 พันล้านลูกบาศก์เมตรหรือร้อยละ 20-30 เท่านั้นที่มาจากมหาสมุทรแปซิฟิกในรูปของพายุ  ซึ่งปัจจุบันมีข้อมูลว่า อุณหภูมิของพื้นผิวมหาสมุทรแปซิฟิกที่สูงขึ้นจะทำให้พายุเลื่อนตัวสูงขึ้น และมีโอกาสที่พายุจะเลยประเทศไทยขึ้นไป ทำให้อนาคตไทยจะได้น้ำน้อยลงจากพายุที่มาจากแปซิฟิก
 
แต่เรายังไม่มีข้อมูลหรือการศึกษาว่าถ้าอุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลของมหาสมุทรอินเดียสูงขึ้นจะเกิดผลอะไรตามมา  ลมมรสุมจะลอยตัวสูงขึ้นจนทำให้ฝนเลยประเทศไทยขึ้นไปจนมีน้ำน้อยลงหรือไม่  หรือจะกลับมีฝนมากขึ้นเพราะน้ำระเหยไปในอากาศมากขึ้นและพัดมาตกในประเทศไทย  หรือจะมีแนวโน้มในรูปแบบอื่น  ซึ่งถ้าหากมีการศึกษาทางสมุทรศาสตร์จะทำให้ประเทศไทยมองเห็นแนวโน้มของตัวเองว่า  ในอนาคตอีก 20-30 ปี  น้ำ สภาพภูมิอากาศและฤดูกาลจะเป็นอย่างไร แล้วจะต้องวางยุทธศาสตร์ประเทศอย่างไร
 
“ทุกวันนี้เราก็แก้ปัญหาแบบสุกเอาเผากิน ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง ถ้าได้ผลก็ถือว่าดีไป แต่ไม่ได้เป็นการวางแผนรับมือกับปัญหาในระยะยาว  ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่การรับมือภัยพิบัติไปวันๆ” ดร.อานนท์กล่าว
 
นอกจากผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศแล้ว  อาจมีผลกระทบในเชิงชีววิทยาด้วยคือ  เมื่อน้ำแข็งหายไป  พื้นที่มหาสมุทรก็จะเปิดกว้างมากขึ้น มีการไหลเวียนของกระแสน้ำมากขึ้น  อาจมีการเคลื่อนย้ายของสิ่งมีชีวิตต่างๆ จากขั้วโลกเหนือไปยังพื้นที่อื่นและพื้นที่อื่นไปสู่ขั้วโลกเหนือ คล้ายๆ กับว่าระบบนิเวศที่เคยถูกแบ่งแยกกันก็จะสามารถเชื่อมต่อถึงกันได้  หรือสิ่งมีชีวิตบางอย่างอาจลดการเคลื่อนย้าย เช่นนกก็อาจจะไม่ต้องอพยพแล้ว เพราะอากาศหนาวเย็นน้อยลง  หรือการเปลี่ยนแปลงของช่วงฤดูกาล  ก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนิเวศ  อาจมีบางอย่างหายไป และมีบางอย่างเกิดขึ้นใหม่  อาจเป็นไปได้ทั้งผลกระทบเชิงลบ และเชิงบวก เช่น อาจมีโรคบางชนิดระบาดใหม่  หรืออาจมีโรคบางชนิดหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ารูปแบบผลกระทบจะเป็นอย่างไรเมื่อมีการเคลื่อนย้ายปนเปของระบบนิเวศเช่นนั้น
 
จะว่าไปแล้ว  น้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่ละลายอาจจะไม่ส่งผลกระทบกับไทยโดยตรงมากนัก  เพราะเราเป็นประเทศที่อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตรหรืออยู่ในเขตร้อน  แต่สิ่งที่ใกล้ตัวเข้ามาอีกจากการที่โลกร้อนขึ้นและประเทศไทยจะละเลยไม่ได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่มีแนวโน้มจะทำให้เกิดการขาดแคลนอาหาร และการเปลี่ยนช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนช่วงเวลาผลิตสู่ตลาด และอาจต้องเปลี่ยนชนิดของพืชถ้าขาดแคลนน้ำ ซึ่งจะกระทบกับอาหารหลัก เช่น ข้าวสาลี, ข้าว, น้ำตาล (อ้อย) การจับปลาทะเลของทั้งโลกจะลดต่ำลงมาก อาจไม่มีปลาให้จับในปี ค.ศ. 2050 หรือในอีกไม่ถึง 40 ปีข้างหน้า สิ่งที่ตามมาก็คือระบบการค้า เศรษฐกิจระหว่างประเทศ การเมือง ระบบสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศที่ได้รับผลกระทบโดยตรง จะกระทบชิ่งเราอีกทีหนึ่ง
 
ส่วนอีกเรื่องที่เริ่มส่งสัญญาณมาในวันนี้แล้วก็คือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ที่เริ่มมีทั้งโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ  เพราะเชื้อโรคทั้งไวรัส แบคทีเรีย ยีสต์ รา ต่างมีการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและดำรงพันธุ์  ซึ่งนั่นหมายถึงมันต้องคุกคามสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ และสิ่งซึ่งเป็นอาหารของมนุษย์
 
เป้าหมายเรื่องหยุดโลกร้อนอาจเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องขับเคลื่อนพร้อมกันทั่วโลกอย่างจริงจังกันต่อไป  อย่างไรก็ตามถ้าหยุดกิจกรรมสร้างโลกร้อนทุกอย่างปีนี้  โลกจะกลับสู่สมดุลหรือดีขึ้นได้ในอีกนับร้อยปีข้างหน้า แต่สำหรับปีนี้  วันนี้  ตอนนี้ชาวบ้านธรรมดาอย่างเรา ประเทศเมล็ดถั่วเขียวอย่างเรา  คงต้องตอบคำถามให้ได้ว่าแนวโน้มประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร  และเราจะวางยุทธศาสตร์ในการรับมืออย่างไร  เพื่อให้ถั่วเขียวไทยอยู่รอดในเวทีโลก
 
 
 
ที่มาภาพประกอบจาก : http://i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/01733/polar-1_1733468i.jpg
                            http://damocles-eu.org/artman2/uploads/1/DSC_0848_fixed_1.jpg
 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม