ปรากฏการณ์หลัง 5 ปี การจากไปของนักสู้คนจริงเพื่อคนจน "มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์"

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

ปรากฏการณ์หลัง 5 ปี การจากไปของนักสู้คนจริงเพื่อคนจน "มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์"

จิตติมา บ้านสร้าง

เมื่อวันเสาร์ที่ 15 ธันวาคมที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเชิญให้ไปดำเนินรายการเสวนาเรื่อง "พลังงาน พลังคนลุ่มน้ำโขง จากปากมูนสู่อาเซียน" ในงาน 23 ปี การต่อสู้ของคนปากมูน กับเส้นทางการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชน ซึ่งเป็นงานรำลึก 5 ปีการจากไปของพี่มด วนิดา ตันติวิทยาพิทักษ์ นักต่อสู้เพื่อคนจน 

สาระจากเวทีเสวนาคือ นักวิชาการพยายามอธิบายให้ชาวบ้านที่นั่นได้รู้ถึงสภาพการณ์ที่กำลังคุกคามภูมิภาคลุ่มน้ำโขง และรวมถึงจังหวัดอุบลราชธานี สภาพการณ์นั้นมาจากการพัฒนาแหล่งพลังงานและการเป็นประชาคมอาเซียน

โดยสรุปก็คือ ลาวกำลังกำหนดทิศทางตัวเองว่าจะเป็นแบตเตอร์รี่ของอาเซียน คือเป็นแหล่งพลังงาน โดยเฉพาะทางน้ำ ซึ่งตอนนี้มีโครงการเขื่อนไซยะบุรี เป็นเขื่อนนำร่องก่อนที่จะมีชุดเขื่อนอีกกว่า 10 เขื่อนบนแม่น้ำโขงทยอยเกิดขึ้นตามมา ด้วยเหตุผลว่า ระบบนิเวศแม่น้ำโขงได้ถูกกระทบกระเทือนไปแล้ว และการลงทุนพัฒนาเขื่อนบนแม่น้ำโขงให้เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าจะต้องเกิดขึ้นเต็มสูบจึงจะมีความคุ้มค่า คุ้มทุน ไม่ใช่แค่ครึ่งๆ กลางๆ  ซึ่งหากมีการพัฒนาเขื่อนเช่นนั้นจริง เมื่อนั้นแม่น้ำโขงก็จะไม่เหลือความเป็นแม่น้ำนานาชาติที่เราภูมิใจในความหลากหลายระดับโลกอีกเลย และหายนะก็จะมาเยือนชาวบ้าน 2 ฝั่งโขงด้วยเช่นกัน และแน่นอนรวมถึงคนปากมูนที่แม่น้ำมูนเชื่อมต่อแม่น้ำโขงอย่างแทบจะเป็นชีวิตเดียว

ที่สำคัญแม้ไทยจะเป็นลูกค้ารายใหญ่ในการซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนในลาว แต่หลังจากที่โครงการอุตสาหกรรมอะลูมิเนียมขนาดใหญ่เกิดขึ้นในลาว ก็จะใช้ไฟฟ้าทั้งหมดจากที่นั่น คนไทยริมโขงและคนที่เคยได้ประโยชน์จากน้ำโขง ก็จะกลายเป็นผู้ได้รับผลกระทบแต่เพียงอย่างเดียว

ขณะที่บริเวณภาคอีสานแถบลุ่มแม่โขงก็จะเกิดการพัฒนาสอดรับกับการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นผลพวงจากการรวมตัวกันของอาเซียน บริเวณจังหวัดอุบลราชธานีอาจมีภาพคล้ายศูนย์กลาง สังคมจะปรับเปลี่ยนไปเป็นสังคมเมืองเต็มรูปแบบ สารพัดแหล่งจับจ่ายใช้สอย สารพัดตัวสูบเงินออกจากกระเป๋าจะหลั่งไหลเข้าไปในพื้นที่มากขึ้น

อย่างที่ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ของไทยกำลังผุดขึ้นที่อุบลราชธานี ขณะที่ทรัพยากรในแม่น้ำโขง แหล่งที่มาของรายได้ชาวบ้านมีแต่จะหดหายลดน้อยถอยลง จนสุดท้ายก็คงผลักให้ชาวบ้านหันหัวเรือชีวิตเข้าไปพึ่งพาระบบการค้าและอุตสาหกรรมที่ไม่มีวันจะไถ่ถอนตัวเองออกมาได้อีก

"สู้ ไม่สู้ ..... สู้ ไม่สู้" เสียงปลุกสลับมีขึ้นกับการอภิปรายบนเวทีหลังจากได้มีการให้ภาพเหล่านั้นจนคิดว่าชาวบ้านน่าจะเข้าใจ เสียงตอบรับว่าสู้...ดังมาจากลุงๆ ป้าๆ ที่นั่งฟังกันตาปริบๆ อยู่ประมาณไม่น่าจะถึง 30 คน ผู้เขียนดำเนินรายการเอง ก็พยายามทำให้เข้าใจได้ง่ายที่สุดแล้ว ก็ยังไม่แน่ใจว่า ราว 30 คนที่เหลืออยู่จะเข้าใจหรือเห็นภาพที่วิทยากรนักวิชาการต้องการถ่ายทอดเรื่องราวหรือไม่  จำนวนคนที่มีมากมีน้อย เป็นหลักฐานเบื้องต้นที่บอกได้ดีว่า กระบวนการภาคประชาชนและชาวบ้านกำลังเป็นอย่างไร

       
ผู้เขียนให้น้องนักข่าวลองคุยกับหญิงชาวบ้านคนหนึ่งว่าเธอมางานนี้เพื่ออะไร หวังอะไร  น้องกลับมาเล่าให้ฟัง เธอบอกว่ามาเพราะนี่เป็นงานของเรา เราก็ต้องมาร่วมกัน หวังว่าวันหนึ่งเขาจะเปิดเขื่อนปากมูนอย่างถาวร ไม่เปิดรุ่นเราก็ต้องสู้เพื่อให้เปิดในรุ่นลูกเรา  ฟังแล้วก็สะท้อนใจ ชาวบ้านยังคงไม่รู้ถึงบริบทใหม่ๆ ที่เปลี่ยนไปและปัญหาข้างหน้าที่ต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติให้ข้อมูลว่า รัฐจะไม่มีวันรื้อเขื่อนปากมูลเพราะจะเก็บไว้เป็นแหล่งน้ำหล่อเย็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์  นี่ยิ่งเป็นเรื่องที่น่าตระหนกหนักขึ้นไปอีก  เพราะเมื่อเขื่อนปากมูนไม่คุ้มค่าด้วยตัวมันเอง ก็ต้องหาทางสร้างความคุ้มค่าแบบอื่น

งานรำลึก 5 ปีการจากไปของพี่มดครั้งนี้ เริ่มต้นตั้งแต่เช้า มีการรำลึก อาลัย ปาฐกถา เสวนา อภิปราย สลับการแสดงดนตรีของคนในพื้นที่ จากคนหลายร้อยในตอนเช้าเหลือแค่ไม่กี่สิบในตอนบ่าย ทำให้ผู้เขียนตั้งคำถามกับป้าย-ไพจิตร ศิลารักษ์ แกนหลักในการจัดงานว่า ปีที่ 6 7 8 9 ของงานพี่มดจะเป็นอย่างไรต่อไป

ที่มากกว่านั้น เส้นทางการต่อสู้ของขบวนการภาคประชาชนจะเป็นอย่างไร  ถ้าคิดว่ามีพี่มดเป็นต้นทุน  ตอนนี้จะต่อยอดทุนนั้นอย่างไร ถ้าเป็นเพียงสัญลักษณ์และงานประจำปี กิจกรรมเหล่านี้คงช่วยภาคประชาสังคมขับเคลื่อนเพื่อสิทธิและรักษาวิถีชีวิตตนเองได้ยากมากขึ้นทุกวัน

ไพจิตรยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะคิดว่าควรนำเสนอเนื้อหาของคนที่นี่อย่างไรจึงจะส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลจนเกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง  และยอมรับว่าอาจต้องปรับรูปแบบ  แต่ยังคิดไม่ออก อาจารย์ประภาส ปิ่นตบแต่ง นักวิชาการสิทธิมนุษยชน ก็เห็นปรากฏการณ์นี้เช่นกัน แต่ยังอยู่ในทางตันที่ยังไม่เห็นแสงใหม่ตอนนี้ แต่ก็บอกว่าเป็นเรื่องที่ต้องพูดคุยเพื่อหาทางออก

ผู้เขียนก็เห็นด้วยตามนั้นว่าเป็นเรื่องยากที่จะคิดว่าหาวิธีนำเสนอเนื้อหาของคนที่นี่อย่างไรเพื่อให้ส่งผลสะเทือนถึงรัฐบาลจนเกิดการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง 

โดยเฉพาะในราว 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่สังคมเราเปลี่ยนแปลงไปมากเหลือเกิน การยึดมั่นความถูกต้อง ความดี ความเป็นธรรม  ความละอายต่อการคดโกง ทุจริต เหล่านี้สัมผัสได้ยากในสังคมไทย และชนชั้นผู้บริหารสมัยนี้ที่มักอ้างตัวว่ามาจากรากหญ้าหรือการยอมรับของชาวรากหญ้า  การเรียกร้องหาความเป็นธรรมโดยผ่านกระบวนการประชาชนจึงถูกเมินเฉย แม้ว่าบางครั้งเป็นการใช้สิทธิที่กฎหมายรับรองและมีกระบวนการให้อย่างชัดเจนก็ตาม

ผู้เขียนเห็นสิ่งเหล่านี้จากงานรำลึก 5 ปี การจากไปของพี่มด