2013 ร้อนแซงหน้าปีโลกแตก กับมดน้อยแฝงพวงมะม่วง

จิตติมา บ้านสร้าง

2013 ร้อนแซงหน้าปีโลกแตก กับมดน้อยแฝงพวงมะม่วง

จิตติมา บ้านสร้าง

หลังพ้นเกณฑ์โลกแตกมาได้ และก้าวเข้าสู่ปี 2013 ดูเหมือนต้นปีนี้จะไม่มีอะไรหวือหวาเท่ากับการถอดละครเหนือเมฆ2 ของช่อง3 อีกแล้ว ภัยพิบัติจากน้ำท่วมในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งหลายคนกลัวว่าจะซ้ำรอยปี 2554 ก็สิ้นกระแสลงแทนที่ด้วยภัยแล้งแต่ก็ไม่ร้อนแรงเท่าการเมือง

แต่มีบางสิ่งที่เกิดขึ้นเงียบๆ ผู้เขียนคิดว่าน่าจับตาในระยะยาวไปตลอดปีนี้ จากรายงานข่าวชิ้นหนึ่งของรอยเตอร์ถึงคำพยากรณ์อุณหภูมิโลกโดยสำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลอากาศ พยากรณ์อากาศและความเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศทั่วโลก คำพยากรณ์ที่ว่าก็คือ ปีนี้อุณหภูมิโลกโดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวราว 0.57 องศาเซลเซียส (ทั่วโลกใช้มาตรฐานในการเปรียบเทียบอุณหภูมิ คือ ค่าเฉลี่ยระยะยาว 29 ปี ระหว่างปี 2504-2533) ซึ่งจะทำให้ปีนี้เป็นหนึ่งใน 10 ปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยมีการบันทึกมา 163 ปี ซึ่งแน่นอนว่าจะร้อนกว่าปีที่แล้ว โดยคำพยากรณ์นี้ อ้างอิงข้อมูลจากหลายแหล่งที่ได้รับการยอมรับอย่าง นาซ่า และองค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NOAA) เป็นต้น

ที่น่าสนใจอีกข้อมูลหนึ่งก็คือ ข้อมูลจากองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ที่ระบุว่า ปีที่ร้อนที่สุดแบบทุบสถิติทั้งหมด 12 ปี จากที่มีการเก็บข้อมูลมา พบว่า 11 ปี ของการทุบสถิติ เกิดขึ้นในช่วง 12 ปีหลังมานี้ หมายความว่ายุคโลกร้อนที่สุดเกิดขึ้นกระจุกตัวในทศวรรษที่ผ่านมานี้เอง สาเหตุหลักก็ไม่พ้นก๊าซเรือนกระจก ซึ่งก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 มีรายงานจากองค์การพลังงานระหว่างประเทศว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำลายสถิติสูงสุดไปแล้ว โดยจีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซดังกล่าวมากที่สุดในโลก

แต่ 2013 ปีที่ร้อนสุดๆ ที่ว่านี้ เป็นความร้อนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของทั้งโลก  ไม่ได้หมายความว่าทุกส่วนของโลกจะร้อนขึ้นจริงๆ  ผลที่จะเกิดขึ้นในแต่ละส่วนของโลก จะมีสภาพอากาศที่แตกต่างกันไปตามลักษณะภูมิอากาศของแต่ละท้องถิ่นที่เป็นตัวจริงเสียงจริงที่มีอิทธิพลมากที่สุดในพื้นที่นั้นๆ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ในหลากหลายรูปแบบ เช่น ซูเปอร์สตอร์มแซนดี้ที่ถล่มชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา ขณะที่บางส่วนของสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ ส่วนที่จีนก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากัน หลายปีที่ผ่านมาเจอทั้งภัยพิบัติจากความหนาวรุนแรงผิดปกติ ขณะที่ตอนในของประเทศแล้งจัดและบางส่วนเกิดอุทกภัยรุนแรง

ตอนแรกผู้เขียนก็อ่านเรื่องนี้อย่างเป็นกังวลต่อภัยพิบัติที่ไม่รู้จะรุนแรงขึ้นกว่าก่อนๆ หรือไม่ และอยากจะถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านตระหนักกับสถานการณ์ของโลกเรา และอยากกระตุ้นให้ลดการบริโภคเพื่อช่วยกันฟื้นฟูสุขภาพของโลก (แม้ว่าในรุ่นเราอาจจะไม่ได้อยู่เห็น)

แต่บางครั้งก็อยากสมน้ำหน้าว่านั่นแหละกรรมของประเทศตัวก่อปัญหาที่แสวงความร่ำรวยจนทั่วโลกเดือดร้อนและยังไม่ยอมรับกติกาโลกในการลดทอนปัญหาจนปัจจุบัน ตอนนี้กำลังกลายมาเป็นผู้ชดใช้ เพราะเงินทองที่หามาได้จากการใช้อย่างชนิดที่เรียกได้ว่ารุมทึ้ง เผาผลาญทรัพยากร สุดท้ายก็ต้องงัดเอาออกมาเยียวยาความเสียหายที่ตัวเองต้องเผชิญ จากการที่เป็นประเทศที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ มีประชากรมาก อยู่ในพื้นที่ที่มีความเปราะบาง และมีความแกว่งไกวทางสภาพภูมิอากาศเพราะอยู่ไกลออกไปจากเขตศูนย์สูตร

แต่คิดไปอีกทีแม้ไทยแลนด์แดนเราที่ได้เปรียบจากการตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตร ยังไงในเชิงภัยพิบัติ เราก็ได้รับผลกระทบน้อยกว่า และการปรับตัว ปรับวิถีชีวิต วิถีการผลิต และอื่นๆ ก็อยู่ในวิสัยที่ทำได้มากกว่าประเทศยักษ์ใหญ่เหล่านั้นที่พึ่งเทคโนโลยีมากกว่าปัญญา มองไปมองมากลับน่าสงสาร เพราะเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นในบ้านเราแต่ละครั้ง ไม่ว่าจะท่วมหรือแล้ง ทั้งรัฐบาลและราชการก็เฮละโลแห่แหนเข้าไปว่ากันที่เรื่องเฉพาะหน้า กับหาโครงการที่จะควบคุมธรรมชาติ อย่างน้อยๆ ก็เห็นแล้วว่าต้องกู้หนี้ยืมสินต่างชาติมาอีก 3 แสน 5 หมื่นล้าน ผู้เขียนไม่เห็นจะมีหน่วยงานไหนให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวรับมือตามภูมิปัญญาที่เรามีอย่างหลากหลายและล้นเหลือ ทั้งที่ใช้เงินน้อยกว่า โอกาสอยู่รอดได้ตามสมควรมีมากกว่า

มดน้อยอุตส่าห์ไต่ตอม ทำรังเคลียคลอมะม่วงสุกงอมพวงใหญ่ แต่อนิจจาไม่เคยได้ลิ้มรสหรือนำมันมาเลี้ยงชีวิตประชากรและลูกหลาน
 

ที่มาภาพประกอบ :
- http://www.theatlantic.com/infocus/2012/10/hurricane-sandy-in-photos/100395/

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม