เงาของอาเจะห์

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

เงาของอาเจะห์

จิตติมา บ้านสร้าง

คืนปลายเดือนมีนาคมนั่งดูข่าวดึกทางไทยพีบีเอส จีรชาตา เอี่ยมรัศมี รายงานข่าวเรื่องบทเรียนสันติภาพอาเจะห์ ในรายงานข่าวเธอเล่าใจความว่า... ก่อนที่จะเกิดสันติภาพขึ้นเหมือนอย่างในตอนนี้  หลายปีก่อนมีการต่อสู้กันอย่างรุนแรงระหว่างทหารของรัฐบาลกับกองกำลังอาเจะห์เสรีเพื่อแบ่งแยกดินแดน ความรุนแรงเริ่มต้นขึ้นในปี 2519 จากการที่หลายปีก่อนหน้านั้นรัฐบาลอินโดนีเซียสมัยอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โตให้สัมปทานขุดเจาะน้ำมันแก่บริษัทขุดเจาะน้ำมันจากสหรัฐอเมริกา โดยที่คนในอาเจะห์ไม่ได้รับส่วนแบ่งอย่างเป็นธรรม เช่นเดียวกับทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ที่คนในพื้นที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์  ความไม่พอใจยังรวมถึงเรื่องการปกครองที่มีคนจากส่วนกลางมาควบคุมโดยบางครั้งละเลยความรู้สึกของคนในท้องถิ่น ความไม่เท่าเทียมในเรื่องการเข้าทำงานในหน่วยงานภาครัฐ ... และโดยสรุปความขัดแย้งดังกล่าวนั้นมีพื้นฐานจากความแตกต่างของชาติพันธุ์ และวัฒนธรรมร่วมด้วย

ฟังดูคุ้นๆ ไหม ผู้เขียนไม่ได้หมายถึงว่าท่านผู้อ่านทราบข่าวสารเรื่องการต่อสู้ที่อาเจะห์และการแสวงหาสันติภาพหรือไม่  แต่กำลังชวนระลึกถึงว่าเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือสภาพการณ์แบบที่เน้นตัวหนา คล้ายๆ กับที่เราเห็นอยู่ทุกวันนี้ในบ้านเราหรือเปล่า

ค่ำวันเดียวกันนั้น ก่อนดูข่าวดึก ผู้เขียนได้ดูรายการเปิดปมซึ่งเป็นรายการข่าวเชิงสืบสวน ที่เล่าถึงปัญหาของชาวบ้านแปดริ้วและปราจีนบุรีที่กำลังเผชิญสารพิษบางอย่างจนทำให้หมูที่เลี้ยงอยู่ป่วยเป็นโรคมีตุ่มขึ้นตามตัว โดยที่ยังไม่สามารถหาตัวคนรับผิดชอบได้ว่า ใคร กิจการใด หรือโรงงานอุตสาหกรรมไหน เป็นเจ้าของสาเหตุ นอกจากนั้นในรายงานข่าวชิ้นนี้ยังกล่าวถึงโครงการโรงไฟฟ้าอีกหลายแห่งที่จ่อคิวขึ้นในพื้นที่ดังกล่าว ขณะที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ไม่เห็นด้วย เพราะเกรงว่าจะมีสารพิษและศึกแย่งน้ำ แย่งทรัพยากรที่จะทำให้สวนผลไม้ พื้นที่ทางการเกษตรที่เลี้ยงชีวิตชาวบ้านได้รับผลกระทบ

ดูจากรายงานข่าวแล้ว การต่อสู้ของชาวบ้านน่าจะโดดเดี่ยว เพราะชาวบ้านที่พยายามเล่นในเกมคือ ถามหาผังเมืองรวมที่กำหนดให้พื้นที่บริเวณนั้นเป็นพื้นที่สำหรับอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ไม่ใช่พื้นที่สร้างโรงไฟฟ้าหรือโรงงานอุตสาหกรรมใดๆ แต่คำตอบที่เจ้าหน้าที่รัฐบอกในรายงานชิ้นนั้นก็คือ นั่นเป็นแค่ “ร่าง” ผังเมือง ยังไม่ได้มีการประกาศบังคับใช้ ดังนั้นโรงไฟฟ้าหรือโรงงานก็สามารถสร้างได้

นึกย้อนไปถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านหนองแซง จังหวัดสระบุรี กับเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้า ชาวบ้านที่นั้นก็ต้องจนแต้มตรงที่ผังเมืองที่จะอนุรักษ์พื้นที่สำหรับวิถีชีวิตชาวบ้านให้ดำรงชีพอยู่ได้อย่างปกติสุข เป็นเพียงแค่ “ร่าง” จึงยังไม่ประกาศใช้ ยังไม่มีผลบังคับ

ยังไม่พอ กรณีแบบนี้ยังมีอีก เช่น โครงการสร้างโรงงานที่จังหวัดปราจีนบุรีที่ห่างออกไปโรงพยาบาลไม่มากนัก ชาวบ้านก็เจอกับจุดจนแต้มเดียวกัน คือ “ร่าง” ผังเมือง

แล้วเชื่อไหมว่า “ร่าง” ผังเมืองเหล่านั้น เป็นดักแด้มายาวนานหลายปีเหลือเกิน จนดูเหมือนมีใครจงใจดอง

กรณีใกล้เคียงกับปัญหาอาเจะห์ที่สะสม คือกรณีการให้สัมปทานแหล่งขุดเจาะน้ำมันในอ่าวไทย แปลงที่ใกล้เกาะสมุยที่สุด คือห่างออกไปเพียง 42 กิโลเมตร ซึ่งชาวบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยวกำลังคัดค้านอยู่ในตอนนี้ เพราะชาวบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยวนอกจากจะไม่มีส่วนได้รับประโยชน์แล้ว ยังอาจได้รับผลกระทบแทน ขณะที่การท่องเที่ยวก็เป็นธุรกิจสำคัญในการสร้างเม็ดเงินให้ประเทศด้วย ที่สำคัญเม็ดเงินที่เกิดจากการท่องเที่ยว เป็นเงินที่กระจายถึงชาวบ้านหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นลูกโซ่ ไม่เหมือนเม็ดเงินที่เกิดจากธุรกิจพลังงานที่เป็นเงินกระจุก (เฉพาะกลุ่มคนบางกลุ่ม)

มองไกลลงไปที่ปากบารา จังหวัดสตูล ก็อยู่ในสถานการณ์ที่แทบไม่ต่างจากกรณีนี้ คือการสร้างท่าเรือขนาดใหญ่รองรับอุตสาหกรรมที่มีผู้ได้รับผลประโยชน์อันจำกัด ซึ่งคนในท้องถิ่นจะไม่ได้ประโยชน์จากโครงการนั้นด้วย หรือหากจะมองขึ้นไปทางเหนือก็จะพบกับที่โครงการเขื่อนแก่งเสือเต้น จังหวัดแพร่ ที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้านโครงการฯ อย่างเข้มแข็งมากว่า 30 ปี เพราะจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบอย่างชัดเจน

นี่แค่น้ำจิ้ม  หลายโครงการพัฒนาที่เกิดขึ้นทั่วทุกภูมิภาคของประเทศแทบจะลอกแบบปัญหากันมา คือลอยมาลง ชาวบ้านตาดำๆ ไม่รู้ ไม่ได้ประโยชน์ด้วย มีแค่การประชาสัมพันธ์ว่าจะมีงานใหม่ๆ ให้ทำเพิ่มขึ้น ซึ่งอย่างมากก็ช่วงก่อสร้างโครงการ และหลังจากนั้นอีกนิดหน่อย แต่การประกอบอาชีพแบบดั้งเดิมที่ไม่รวยแต่ยั่งยืนจะหายไปจนชาวบ้านอยู่แทบไม่ได้  ชาวบ้านรับรู้แต่คำว่าบ้านเมืองเจริญขึ้น แต่ไม่รู้ตรงไหนเจริญ เจริญจริงหรือไม่ แล้วพวกเขาเจริญด้วยหรือเปล่า ที่สำคัญเจริญแบบไหน

ประสบการณ์การทำงานข่าวในภาคสนามเกือบ 20 ปีของผู้เขียน พบข้าราชการน้อยมากที่ยืนอยู่เคียงข้างประชาชนในกรณีที่มีความขัดแย้งลักษณะเช่นนั้น ยิ่งไม่ต้องพูดถึงนักการเมืองไม่ว่าตั้งแต่ระดับอนุบาลไปถึงชั้นปริญญาเอก จนถึงวันนี้ที่ผู้เขียนนั่งดูรายงานข่าว เหมือนฉากใหม่ ตัวละครใหม่ แต่พล็อตเรื่องเดิมๆ เหมือนละครน้ำเน่าที่ไม่เคยพัฒนาโครงเรื่อง ทำให้ผู้เขียนนึกไปถึงว่าอะไรคือภารกิจของข้าราชการไทย

พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานแก่ข้าราชการพลเรือน เนื่องในโอกาสวันข้าราชการพลเรือนวันที่ 30 มีนาคม พุทธศักราช 2524 ความว่า “ข้าราชการทุกฝ่ายมีหน้าที่เหมือนกัน ที่จะต้องตั้งใจขวนขวายปฏิบัติงานด้วยความฉลาดรอบคอบ ให้สำเร็จลุล่วงตรงตามเป้าหมายโดยไม่ชักช้า และที่จะต้องร่วมกับชาวไทยทุกคนในอันที่จะอุ้มชูรักษาความดีในชาติให้ยืนยง มั่นคงอยู่คู่กับผืนแผ่นดินไทย ยิ่งเป็นผู้ใหญ่มีตำแหน่งสำคัญ ยิ่งจะต้องปฏิบัติให้ดี ให้หนักแน่น ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ผลงานที่สำเร็จขึ้นจากความร่วมมือและจากความบริสุทธิ์ใจ จักได้แผ่ไพศาลสูงขึ้น ผลงานที่สำเร็จขึ้นจากความร่วมมือและจากความบริสุทธิ์ใจ จักได้แผ่ไพศาลไปตลอดทั่วทุกหนแห่ง ยังความสุขความเจริญที่แท้จริงให้บังเกิดขึ้นได้ตามที่ปรารภปรารถนา”

ผู้เขียนหาข้าราชการที่ทำตามข้อความที่ตัวหนา ในพระราชดำรัสได้น้อยมากในช่วงการทำงานที่ผ่านมา แต่กลับกันเกือบ 20 ปีในสนามข่าว ผู้เขียนพบข้าราชการที่ทำตามข้อความที่ขีดเส้นใต้ตัวหนาในย่อหน้าแรก ซึ่งเป็นพื้นฐานความรุนแรงของอาเจะห์มากกว่า....หรือเรากำลังเหยียบเงาอาเจะห์