เรากำลังเดินไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร...ของใคร?

จิตติมา บ้านสร้าง

เรากำลังเดินไปสู่ความมั่นคงทางอาหาร...ของใคร?

จิตติมา บ้านสร้าง

สมัยก่อนเวลาพูดถึงทรัพยากรพันธุกรรม จะพูดถึงในบริบทของการอนุรักษ์เพื่ออนาคต ความหลากหลายทางชีวภาพ ประโยชน์ทางยารักษาโรค  บ่อยครั้งที่พูดผ่านภูมิปัญญาชาวบ้านที่นำทรัพยากรชีวภาพรอบตัวหรือในท้องถิ่นมาใช้แบบแปลกและแตกต่าง เป็นความน่าชื่นชมในแง่ความชาญฉลาด และความสามารถในการพึ่งพาตนเอง แต่ก็ดูเหมือนว่าความเป็นไปเหล่านี้ในอดีต สังคมทั่วไปยังจับต้องได้ไม่เต็มไม้เต็มมือนัก

ปัจจุบันโลกหมุนเร็วขึ้นจากความที่พรมแดนจางลง ความหมายของทรัพยากรพันธุกรรมและภูมิปัญญา ถูกนำมาพูดถึงในบริบทของความมั่นคงทางอาหาร ทั้งปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลาย อันสามารถป้อนประชากรโลกได้ โดยนับวันจะชัดเจนมากขึ้นตามสภาพแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนแปลงไปและส่อเค้าถึงความอดอยาก การแย่งชิงที่เขม็งเกลียวขึ้นทุกวัน

เมื่อวันก่อนผู้เขียนได้ไปดำเนินรายการ "ราชดำเนินเสวนา" ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสถาบันอิศรา  มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยจัดขึ้น หัวข้อเสวนาวันนั้นคือ “รัฐบาลกับการแก้ปัญหาคนจน บทเรียนจากพีมูฟ” เรื่องที่คุยกันเป็นการทวงถามรัฐบาลถึงระบบการจัดสรรที่ดินที่ชาวบ้านต้องการความมั่นคงในรูปแบบทรัพย์สินร่วมของชุมชน ในลักษณะโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดินเพื่อเสริมความมั่นคงในที่ดินที่จะไม่ต้องถูกเปลี่ยนมือไปตกอยู่กับนายทุน นี่อาจเป็นประเด็นเก่าแก่ของชาวบ้านและเกษตรกร ที่ความมั่นคงในที่ดินหมายถึงความมั่นคงทางอาหาร

แต่เกษตรกรผู้ผลิตอาหาร รวมถึงผู้บริโภคอย่างเราๆ จะรู้หรือเปล่าว่า "ความมั่นคงทางอาหาร" กำลังถูกดึงไปเป็นความมั่นคงของคนบางกลุ่มในประเทศและในโลก ไม่ใช่ความมั่นคงของคนส่วนใหญ่

เริ่มต้นผู้เขียนสัมผัสถึงความมั่นคงทางอาหารที่ต่อไปนี้ขอเรียกว่า "ความมั่นคงทางอาหารเฉพาะกลุ่ม" จากกรณีเกษตรพันธสัญญาซึ่งเน้นการเพิ่มผลผลิต แต่ขาดความหลากหลายทางชีวภาพ ขาดการพัฒนาภูมิปัญญา และทำให้เกษตรกรขาดอิสรภาพในชีวิต เพราะต้องผูกติดกับระบบการเลี้ยง การปลูกตามที่บริษัทกำหนด เพื่อให้สามารถขายผลผลิตให้บริษัทได้ แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้อเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยา และปรับปรุงโรงเรือนตามสเปคที่บริษัทกำหนด วนเวียนเช่นนี้เป็นห่วงโซ่ (ผู้เขียนเรียกว่าเป็นห่วงโซ่อาหารของธุรกิจ) ระบบนี้สามารถผลิตอาหารออกสู่โลกได้เป็นปริมาณมาก มีมาตรฐานตามชนิดและประเภทที่บริษัทกำหนด และแน่นอน...ย่อมผูกพันมาถึงผู้บริโภคที่สามารถจับจ่ายซื้อหาอาหารมาบริโภคได้ตามชนิดและประเภทที่บริษัทกำหนด เห็นได้ชัดๆ ว่าตอนนี้เราหาปลากินได้ไม่กี่ชนิดในตลาดสด  ถ้าอยากกินปลา...ง่ายที่สุดก็คือปลาทับทิม!!

ความมั่นคงทางอาหารเฉพาะกลุ่มยังคืบคลานไปครอบงำระบบการกระจายสินค้า อย่างการขยายตัวของโมเดิร์นเทรดและร้านสะดวกซื้อที่ปรับประยุกต์กลยุทธ์ให้เข้าลึกถึงชุมชน แม้กระทั่งการสอนสร้างบุคลากรเพื่อการขยายอาณาจักร จนพ่อค้าแม่ขายถูกกันออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ และแน่นอนผู้บริโภคก็เป็นเหยื่อของระบบนี้ที่ไม่มีโอกาสซื้อหาสินค้าที่มีการแข่งขันทางด้านคุณภาพและราคา อาจรวมทั้งไม่สามารถตรวจสอบความปลอดภัยของอาหาร และยิ่งไม่ต้องพูดถึงโอกาสในการบริโภคอาหารอย่างหลากหลาย เหยื่อรายต่อมาก็คือสังคมไทยของเราที่จะยิ่งเกิดความเหลื่อมล้ำ แบบรวยกระจุก จนกระจายมากขึ้น

ในระดับโลก ความมั่นคงทางอาหารเฉพาะกลุ่ม ยังเกิดจากประเทศพัฒนาแล้วที่มีอำนาจต่อรองและมีเทคโนโลยีเหนือกว่าพยายามครอบงำประเทศเล็กๆ ที่เพียบไปด้วยนักการเมืองเซลล์แมน การครอบงำที่ว่าทำผ่านกลวิธีอนุสัญญาระหว่างประเทศ การตกลงทวิภาคี ที่ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตอาหารบางประเภทต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง เพราะสินค้าเกษตรราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาตีตลาดสินค้านั้นๆ จนเกษตรกรจำนวนไม่น้อยอยู่ไม่ได้ แต่แน่นอนว่าระบบนี้สร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประเทศและธุรกิจที่เตรียมพร้อมมาอย่างดีในการแสวงประโยชน์จากกลไกที่จงใจสร้างขึ้นเหล่านั้น

และล่าสุดการเจรจา FTA กับสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ก็กำลังเรียกร้องให้ประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก “อนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่” (International Convention for the Protection of New Varieties of Plants 1991) หรือที่เรียกว่า “อนุสัญญายูปอฟ” (UPOV) และข้าราชไทยบางส่วนกับบริษัทปรับปรุงพันธุ์กำลังพยายามผลักดันร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่ และได้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นไปแล้วเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

เรื่องนี้เกี่ยวกับการสร้างความมั่นคงทางอาหารเฉพาะกลุ่มอย่างไร ที่จริงเรื่องนี้มีหลายประเด็นที่ซับซ้อน แต่เอาง่ายๆ ว่า ปัจจุบันเรามี พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 อยู่แล้ว ว่าด้วยเรื่องการให้สิทธิกับนักปรับปรุงพันธุ์พืชให้เป็นพันธุ์ใหม่ โดยสิทธิตาม พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 นี้มีหลักการว่าเกษตรกรสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์หรือกิ่งพันธุ์ไว้ปลูกในฤดูกาลถัดไปได้เป็นปริมาณตามที่กฎหมายกำหนด รวมทั้งรับรองสิทธิในด้านความหลากหลายทางชีวภาพที่เกษตรกรจะสามารถคัดเลือกสายพันธุ์ในการเพาะปลูกได้ วิธีนี้จะทำให้พืชผลที่แม้ชนิดพันธุ์หนึ่งจะเสียหายจากสภาพอากาศ แมลง หรือศัตรูพืช แต่ก็จะยังมีพืชจากสายพันธุ์อื่นๆ ที่ให้ผลผลิตได้อยู่ แบบนี้เป็นความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกรส่วนใหญ่และผู้บริโภค

แต่ร่างแก้ไข พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืชฉบับใหม่นี้ หยิบทิ้งหลักการดังกล่าวทั้งหมด แล้วหันไปอิงหลักการของอนุสัญญา
ยูปอฟ คือนักปรับปรุงพันธุ์พืชให้เป็นพันธุ์ใหม่ สามารถเป็นเจ้าของพันธุ์พืชนั้นแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เกษตรกรจะเก็บพันธุ์เหล่านั้นไว้เพาะปลูกในฤดูถัดไปไม่ได้ ต้องซื้อจากนักปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น รวมทั้งพันธุ์พืชที่เป็นทางเลือกก็จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายนี้

สมมติตัวอย่างให้เห็นง่ายขึ้น เช่น ข้าวหอมมะลิ 105 ที่ปัจจุบันเป็นพันธุ์พืชพื้นเมืองไปแล้วเพราะมีการจำหน่ายมานาน ไม่ถือเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่จะนำมาจดทะเบียนสิทธิตาม พ.ร.บ. นี้ได้ แต่ถ้ามีนักปรับปรุงพันธุ์นำข้าวหอมมะลิ 105 มาปรับปรุงให้หอมขึ้น แล้วจดทะเบียนเป็นข้าวหอมมะลิ 107 แบบนี้จะกลายเป็นพันธุ์พืชใหม่ที่เกษตรกรไม่สามารถเก็บพันธุ์นั้นๆ ไว้ได้แม้แต่เมล็ดเดียว ทุกครั้งที่ปลูกต้องซื้อจากนักปรับปรุงพันธุ์เท่านั้น

นึกออกไหมคะว่านักปรับปรุงพันธุ์จะได้แก่ใครบ้าง ทำไมสหรัฐอเมริกากับประเทศในสหภาพยุโรปถึงพยายามเอาการเจรจา FTA มาบีบให้ไทยเข้าเป็นสมาชิกของอนุสัญญายูปอฟ และข้าราชการไทยบางส่วนกับบริษัทค้าพันธุ์พืช กำลังทำอะไรกับระบบผลิตอาหารและเกษตรกรผู้ผลิตอาหารของไทย แล้วผู้บริโภคอย่างเราจะหนีพ้นไปจากการต้องซื้ออาหารหรือเครื่องอุปโภคราคาแพงได้อย่างไร ในเมื่อมันถูกกำหนดราคามาตั้งแต่เป็นเมล็ดหรือกิ่งพันธุ์แล้ว

ขณะที่เกษตรกรเรายังทวงถามความมั่นคงในที่ดินซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานในการผลิตอาหาร คนพวกนี้เขามองข้ามช็อตไปถึงการควบคุมทิศทางอาหารโลกแล้วค่ะ ความมั่นคงทางอาหารเฉพาะกลุ่มที่ว่ากำลังจะพาเราไปเป็นทาสแบบเบ็ดเสร็จทุกขณะ...เตรียมตัวกินตามชนิด ประเภท และราคาที่เขาจัดมานะคะ

 

ที่มาภาพประกอบ :
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9550000098074

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม