แสนล้านจัดการน้ำกับต้นทุนแฝง

จิตติมา บ้านสร้าง

แสนล้านจัดการน้ำกับต้นทุนแฝง

จิตติมา บ้านสร้าง

ทุกฤดูฝนในอดีตยามเยาว์ ผู้เขียนชอบที่จะดูพ่อและเพื่อนบ้าน รวมทั้งคนต่างบ้าน มาสร้างสะพานไม้กระดาน 2 แผ่นยื่นออกไปในคลองหน้าบ้าน การสร้างสะพานของใครของมันใช้เวลาราวค่อนวันเพราะต้องขุดตลิ่งชายคลองที่ดินอ่อนนุ่มให้ฝังเสาไม้ไผ่ได้อย่างมั่นคง ก่อนที่จะผูกคานและปูกระดานทับแล้วตอกตะปูเพื่อความแน่นหนา แค่ดูพวกผู้ใหญ่เค้าสร้างสะพานก็สนุกแล้ว เพราะเด็กอย่างเราจะได้โอกาสทำท่าวิ่งเข้าช่วยหยิบจับโน่นนี่ เพื่อจะได้วิ่งเล่นตากฝน บางคนที่เก่งหน่อยก็จะแกล้งตกน้ำตกท่าสนุกไป เพราะช่วงฤดูฝนอย่างนี้น้ำในคลองเต็มเปี่ยม เย็นฉ่ำ

หลังจากสะพานสร้างเสร็จก็อดใจรอกันไม่เกินอาทิตย์  น้ำในคลองเล็กๆ ขนาดกว้างสัก 20 เมตร จะเริ่มเปลี่ยนสีจากสีน้ำท่าเป็นเริ่มขุ่นข้นด้วยสีแดงโคลน กระแสน้ำไหลเชี่ยวรุนแรง พากิ่งไม้ ซากไม้ใหญ่ๆ มาประปราย พวกผู้ใหญ่เรียกว่าฤดูน้ำหลาก  ถึงตอนนี้เจ้าของสะพานจะกลับมาพร้อมแห

ใช่แล้ว!! มันคือฤดูหาปลา ทั้งนักทอดแหมือสมัครเล่นอย่างพ่อและมืออาชีพอย่างอาๆ ลุงๆ อีกหลายคน ก็จะมาประจำสะพานตั้งแต่หลังกินข้าวเช้าเสร็จ เวลาจะทอดแห คนที่ตั้งสะพานอยู่ในโค้งน้ำเดียวกัน จะส่งสัญญาณเพื่อหว่านแหพร้อมๆ กัน เพื่อให้ปลาเข้าแหไม่ของใครก็ต้องของใคร เพราะถ้าต่างคนต่างหว่าน ปลาจะตื่นหมด และได้ปลาไม่มาก

ปลาซึ่งเป็นที่นิยมและถือว่าโชคดีถ้าจับได้ก็คือ ปลาอีทุก  (ซึ่งที่จริงก็ได้กันทุกวัน เกือบทุกคน เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง) เพราะเป็นปลาตัวใหญ่มากเท่าขาผู้ชายตัวโตๆ และยาวเกือบเมตร จึงเป็นที่น่าตื่นเต้น ถ้าใครจับได้ตัวใหญ่ๆ

แต่ที่จริงแล้ว ปลาที่อร่อยที่สุดคือปลาแดง รองลงมาคือปลาเค้า ปลาเนื้ออ่อนก็มีบ้างแต่ด้วยความที่เป็นปลาตัวเล็กจึงมักจะลอดแหไปได้ จะติดแหก็เฉพาะตัวใหญ่ๆ เท่านั้น ปลาเนื้ออ่อนที่ว่าจานเด็ดราคาแพงในเมืองเดี๋ยวนี้ เมื่อก่อนมีเยอะ แต่ชาวบ้านไม่ค่อยสนใจกันมากเท่าปลาแดง ปลาอีทุก และปลาเค้า ส่วนใหญ่ถ้าได้มาก็เห็นทำเค็มตากแห้ง หรือย่างอบควันเปลือกมะพร้าวเก็บไว้กิน ปลาอีกชนิดที่จับได้กันมากคือปลากดเหลือง  ช่วงโอกาสทองของนักทอดแหจะมีอยู่ราวสักอาทิตย์สองอาทิตย์เท่านั้น ที่จริงก็ไม่ได้เป็นโอกาสทองเฉพาะของคนหาปลาเท่านั้น แม่ค้าที่รับปลาไปขายก็ได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ ชาวบ้านก็ได้กินปลาสดๆ จากธรรมชาติกันอย่างเต็มที่ เมนูกับข้าวสำเร็จในตลาดสดเต็มไปด้วยวัตถุดิบจากปลา รวมถึงเป็นโอกาสทองของเด็กๆ อย่างพวกเราด้วยที่จะได้วิ่งเล่นตากฝนอย่างสนุกสนาน  เพราะผู้ใหญ่ๆ ที่ทอดแห ลูกมือ แม่บ้านที่มาคอยช่วยเก็บปลา สางแห ก็ล้วนแต่ตากฝนพรำๆ กันทั้งนั้น

ปลาที่พ่อหาได้ เฉพาะแค่ตอนเช้าก่อนไปทำงาน ตอนเย็นหลังเลิกงานกับเสาร์-อาทิตย์ ก็มากจนคิดไม่ออกว่าจะทำอะไรกิน แจกจ่ายบ้านญาติๆ อีก 3 ครัวแล้ว ยังเหลือขังไว้อีก จนบางวันแม่ต้องบอกให้หยุดทอดแห เพราะกินไม่ทัน

ปลาส่วนใหญ่ที่จับได้มีไข่ แสดงถึงว่าช่วงน้ำหลากอย่างนี้มันคงเดินทางไปไหนซักแห่งเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของพวกมัน ปีหลังๆ ที่ผู้เขียนเริ่มโตขึ้นพอมีความรู้สักเท่าหางอึ่ง ก็เริ่มคิดว่าปลาจะสูญพันธุ์หรือไม่ถ้าเรายังจับปลาในฤดูวางไข่แบบนี้ แต่แม่บอกว่า ปลาในคลองชุกชุม ถ้าจับแบบหากินกันอย่างนี้ก็จับได้ทุกปีไม่มีหมด  ถ้าจะหมดก็เพราะพวกช็อตหรือระเบิดปลา (เพราะเรายังไม่เห็นเงื่อนไขอื่น) แต่ที่ยังสงสัยก็คือ ช่วงที่ไม่ใช่หน้าน้ำหลาก ปลาพวกนี้อยู่ที่ไหน ทำไมไม่มีใครจับมันได้บ่อยๆ เหมือนช่วงน้ำหลาก

เมื่อมาเป็นนักข่าว มีโอกาสรับรู้เรื่องราวของปลาบึกแม่น้ำโขงที่ต้องว่ายทวนน้ำหลายร้อยกิโลเมตรขึ้นมาวางไข่ที่แก่งหินบ้านหาดไคร้ จังหวัดเชียงราย ทำให้ช่วงน้ำหลากที่นั่นก็จะมีเทศกาลจับปลาบึก เลยอนุมานเอาเองว่าปลาที่บ้านเราก็คงคล้ายกัน เพราะเหล่าปลาอีทุก ปลาเค้า ปลาแดง ล้วนเป็นปลาหนังที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายปลาบึก เพียงแต่มีขนาดผิดกันเท่านั้น พวกมันคงว่ายมาจากที่ไหนสักแห่งเพื่อขึ้นไปวางไข่ที่แก่งตะคร้อ แก่งหินแถวๆ ตีนเขาใหญ่ที่ไกลออกไปอีกหลายสิบกิโลเมตรตามคำบอกเล่าของผู้ใหญ่

แต่ช่วงสักยี่สิบปีที่ผ่านมา มีการสร้างเขื่อน อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ฝายน้ำล้น กระจายขวางคลองกว่าสิบแห่งทางด้านเหนือลำน้ำสายนี้ขึ้นไป พร้อมกันกับที่ผู้เขียนสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติในช่วงหลายปีมานี้คือ 1.ไม่มีน้ำหลากสีแดงข้นอีกแล้ว  2. ปลาหนังที่ว่า ทยอยหดหายไป จนปัจจุบันไม่มีใครจับหรือพบเห็นปลาอีทุก ปลาเค้า ในคลองนี้อีกเลย แม้แต่ปลาแดงซึ่งขนาดเล็กกว่า ยังหาได้ยากมาก ทั้งที่ไม่มีใครระเบิดหรือช็อตปลา ขณะที่ในตลาดมีแต่ปลาที่บริษัทส่งเสริมให้เลี้ยงแบบเกษตรพันธสัญญามาขาย 3. คลองที่กว้างสักยี่สิบเมตร แคบลงสักครึ่งเห็นจะได้ ขณะที่บางจุดโดนกัดเซาะเข้าไปจนเรือนนั่งเล่นริมน้ำของบางบ้านเสี่ยงที่จะลงไปอยู่ในคลองเข้าสักวัน อย่างเรือนเล็กของผู้เขียนเป็นต้น  4. ฤดูแล้งที่น้ำแห้งถึงก้นคลอง พื้นคลองเคยเต็มไปด้วยทรายขาวสะอาด ในช่วงสงกรานต์ที่มีเทศกาลขนทรายเข้าวัด แต่ละคนก็จะใช้ขันตักทรายจากหาดหน้าบ้านของตัวเองไปได้ แต่ตอนนี้ต้องแปลงไปเป็นขนทรายจากกองทรายที่วัดซื้อมาให้ไปก่อเป็นเจดีย์ทราย เพราะปัจจุบันในคลองถ้าน้ำแห้งจะเห็นแต่โคลนคล้ำๆ ซึ่งผู้เขียนเดาว่าทรายที่หายไปน่าจะไปกองอยู่ในอ่างเก็บน้ำหรือฝายน้ำล้นนั่นแหละ  ในขณะเดียวกันถึงมีอ่างเก็บน้ำและฝายน้ำล้น เกษตรกรที่อยู่ใกล้ฝายและระบบส่งน้ำก็ยังคงโวยวายเรื่องขาดน้ำไม่รู้จบ

พลันผู้เขียนนึกถึงเรื่องนี้เพราะเห็นแผนบริหารจัดการน้ำที่เพิ่งแบ่งเค้กกันไปนับแสนล้าน มีโครงการหนึ่งอยู่ในโมดูล B1 ที่วางแผนจะสร้างเขื่อนบน 17 ลุ่มน้ำนอกลุ่มน้ำเจ้าพระยา หนึ่งในนั้นมีเขื่อนลำพระยาธาร ตำบลบุพราหมณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นลำคลองน้องพี่กับคลองหน้าบ้านของผู้เขียน โครงการนี้ใช้ชื่อว่าเป็นการสร้างอ่างเก็บน้ำอย่างเหมาะสมและยั่งยืน จากที่ผู้เขียนเห็นคลองหน้าบ้านผนวกกับประสบการณ์ในสนามข่าวที่เห็นเขื่อนมาเกือบทั่วประเทศ ยังนึกไม่ออกว่ายั่งยืนของโครงการนี้คืออะไร ถ้าปลาก็หาย น้ำก็เก็บไม่ได้แบบคลองหน้าบ้านของผู้เขียน ราคาโครงการคงไม่ใช่แค่แสนล้านเสียแล้ว

ที่่มาภาพประกอบ :  http://kasettakorn.blogspot.com/2011/01/blog-post_4800.html

 

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม