ข่าวน้ำมันรั่ว ชวนมึนงง !!!

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

ข่าวน้ำมันรั่ว ชวนมึนงง !!!

จิตติมา บ้านสร้าง

หลังจากเฝ้าดูเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวเรื่องน้ำมันรั่วในอ่าวไทยมาหลายวัน ตั้งแต่ 27 กรกฎาคม 2556 พอมาเขียนถึงเรื่องนี้ก็เลยอยากได้ภาพประกอบเป็นรูปการ์ตูนหมีงงในสติ๊กเกอร์ไลน์ เพราะหน้าตามันฉงนสนเท่ห์มากๆ ทำนองว่ามันเป็นอย่างนั้นได้ยังไง  (ไม่รู้ว่าจะเป็นภัยต่อความมั่นคงหรือเปล่านะ)

ประเทศไทยมีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน พ.ศ. 2547 ซึ่งได้ปรับปรุงจากระเบียบฯ เดิมของปี 2538  มีแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ พ.ศ. 2545 และมีคณะกรรมการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน (กปน.) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุม กำกับ ดูแล และรับผิดชอบในการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน ติดตาม ประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ รวมทั้งเผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ และแถลงข่าวด้านการป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมัน และรายงานผลการดำเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบ

ไม่น่าเชื่อว่าหลักการแน่นอย่างนี้ แต่ไหงปฏิบัติการณ์ถึงได้บานปลายจนน้ำมันไหลทะลักไปเคลือบอ่าวพร้าวที่เกาะเสม็ด

ก่อนหน้านี้กรมควบคุมมลพิษได้กำหนดเขตความเสี่ยงต่อน้ำมันรั่วในน่านน้ำไทยออกเป็น 4 เขต ซึ่งเขตที่มีความเสี่ยงสูงสุดคือ บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกในพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นพื้นที่อุตสาหกรรม มีการขนถ่ายน้ำมันทั้งที่ท่าเทียบเรือและกลางทะเล รวมทั้งมีการจราจรทางน้ำหนาแน่น ส่วนอีก 3 เขตที่มีความเสี่ยงน้อยกว่านั้นกระจายอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้  ถ้าดูตามความสำคัญก็น่าจะมีเรือพร้อมอุปกรณ์เก็บกู้น้ำมันรั่วประจำอยู่ในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงสุด

แต่เรือ 2 ลำที่มีไว้สำหรับเก็บกู้น้ำมัน ซึ่งต้องออกปฏิบัติการณ์ร่วมกันหากเกิดเหตุน้ำมันรั่วขนาดใหญ่นั้น ปรากฎว่าเรือลำหนึ่งกำลังปฏิบัติการณ์อย่างอื่นอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กว่าจะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาประมาณ 10 ชั่วโมง  ส่วนอีกลำไม่สามารถออกปฏิบัติการณ์ได้  ไม่ใช่เพราะเรือชำรุด แต่ไม่มีลูกเรือเพียงพอสำหรับการออกเรือพร้อมกัน 2 ลำ อีกทั้งอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการเก็บกู้น้ำมันก็ไม่เพียงพอ อย่างที่เป็นข่าวไปว่ามีบูมล้อมน้ำมันยาวเพียง 200 เมตรเท่านั้น

ส่วนข่าวที่ออกมาว่า มีการใช้สารเคมีในการฉีดพ่นสลายคราบน้ำมันมากเกินกว่ามาตรฐาน  ส่วนหนึ่งก็คงเพราะการฉีดพ่นสารเคมีสลายคราบน้ำมันต้องมีการกวนให้ละลายเพื่อไปจับกับน้ำมันและทำให้คราบน้ำมันเหล่านั้นตกตะกอน แต่เนื่องจากเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานไม่มีความรู้  จึงได้แต่ฉีดพ่นสารเคมีซ้ำแล้วซ้ำเล่า  นัยว่าตอนฝึกขจัดคราบน้ำมัน ผู้ที่เข้ารับการฝึกเป็นหัวหน้าหน่วยหรือระดับผู้จัดการแผนก  แต่ผู้ที่ออกปฏิบัติการณ์จริงคือ เจ้าหน้าที่ประจำเรือที่ไม่ได้ฝึกฝนมา  กับทั้งการฝึกก็เป็นการฝึกในสถานการณ์ที่ท้องทะเลราบเรียบเป็นปกติ  ไม่ได้เผชิญคลื่นลมอย่างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  ทำให้กลายเป็นข้ออ้างที่ฟังดูน่าเห็นใจที่ต้องใช้สารเคมีมากเกินกว่ามาตรฐานกำหนดอย่างที่เป็นข่าว แถมสารเคมีที่เหลือค้างเพราะใช้ไม่หมดยังถูกฉีดพ่นลงทะเลซ้ำต่อไปด้วยเหตุผลว่าเป็นการทำงานที่สูงกว่ามาตรฐาน ...ซะงั้น

ที่เหลือเชื่ออีกอย่างก็คือ ศูนย์ประสานงานของแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันแห่งชาติ ที่จะต้องทำหน้าที่แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเพื่อให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับการดำเนินการขจัดคราบน้ำมัน (นี่ลอกข้อความมาจากในแผนเชียวนะ) ก็ Low Profile และถูกบริษัทซึ่งเป็นผู้ก่อความเสียหายผูกขาดการให้ข้อมูลข่าวสารเสียเองจนเกิดความไม่น่าเชื่อถือในข้อมูลที่มาจากบริษัทผู้ก่อความเสียหาย  ว่าจะถูกปกปิดบิดเบือนอย่างไรหรือไม่ ขนาดกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐที่จะต้องติดตามผลกระทบทั้งในระยะประชิดและระยะต่อไป ในช่วงแรกยังไม่รู้เลยว่าสารเคมีที่ใช้สลายคราบน้ำมันเป็นสารเคมีชนิดไหน ทำเอาเจ้าหน้าที่งุนงงไปตามๆ กัน

และแม้ว่าจะเห็นดังนั้น ก็ยังไม่มีหน่วยงานราชการไหนออกหน้ามาทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงในประเด็นที่ยังคงมีข้อมูลขัดแย้ง เช่น น้ำมันรั่วครั้งนี้มีสาเหตุเป็นมาอย่างไร ปริมาณน้ำมันรั่วเท่าไหร่กันแน่ กลับปล่อยให้บริษัทผู้ก่อความเสียหายขโมยซีนต่อไปด้วยการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุการณ์น้ำมันดิบรั่วไหลในทะเล โดยมีคุณหญิงทองทิพ รัตนะรัต ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมี เป็นประธานคณะกรรมการ ขณะที่หน่วยงานราชการมีบทบาทเป็นเพียงกรรมการ จนออกมาเป็นข่าวว่า “ชงเองกินเอง ท่อผิด คนไม่ผิด ใช้สารเคมีมากเพราะคลื่นลมแรง”

งงจะแย่...ยังไม่รวมถึงท่าทีของหน่วยงานรัฐที่ยิ่งทำให้ประชาชนอย่างเราๆ ต้องงุนงงต่อไปกับบทบาทยืดอกปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เป็นสมบัติสาธารณะ เช่น

กรณีที่กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ตรวจสอบคุณภาพน้ำทะเล ชายหาดและพื้นที่อ่าวต่างๆ รอบเกาะเสม็ด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พบว่าที่อ่าวพร้าวมีค่าปรอทสูงถึง 2.9 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งค่ามาตรฐานปรอทในคุณภาพน้ำทะเลต้องไม่เกิน 0.1 ไมโครกรัมต่อลิตร แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานกลับออกมาโต้ว่า มีการตรวจสอบน้ำมันของ PTTGC พบว่ามีสารปรอทเฉลี่ย 1.5-2.8 ไมโครกรัมต่อลิตรเท่านั้น ซึ่งเมื่อน้ำมันรั่วลงสู่ทะเล ค่าสารปรอทก็ควรจะต่ำกว่านี้ จึงไม่ทราบสาเหตุว่า คพ. มีการเก็บตัวอย่างน้ำมันดิบอย่างไรกันแน่

เท่านั้นยังไม่พอยังมีข่าวลือว่า นายวิเชษฐ์ เกษมทองศรีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวงแท้ๆ ตำหนิอธิบดีกรมควบคุมมลพิษที่ออกมาให้ข่าวเรื่องสารปรอทปนเปื้อน ลือไปจนถึงว่าจะย้ายอธิบดี แถมกำหนดการที่อธิบดีกรมควบคุมมลพิษจะแถลงผลการตรวจสารปรอทปนเปื้อนรอบ 2 ก็ยังต้องเลื่อนออกไป เพราะไม่รู้ว่ามีใครเบรก  จนเจ้าตัวต้องออกมาปัดป้องเป็นพัลวัน  ถ้าจะมองกันในแง่ดีพยายามทำความเข้าใจกันหน่อยก็คงพอจะได้  เพราะรัฐมนตรีคนนี้เพิ่งลาออกจากการเป็นประธานบอร์ด ปตท. เมื่อเดือนมิถุนายนปีนี้มาหมาดๆ เพื่อมารับตำแหน่งนี้ก็อาจจะยังสับสนในบทบาทและภารกิจหน้าที่ของตัวเองอยู่ว่า เอ๊ะ...จะต้องรักษาผลประโยชน์ฝั่งไหนกันแน่นะเนี่ย

อีกกรณีหนึ่ง วันที่ 14  สิงหาคม 2556 มีข่าวปลาแป้นตายลอยติดเกลื่อนหาดแม่รำพึง แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง บอกว่า สังเกตปลาแล้วคาดว่าจะตายมาหลายวันเนื่องจากมีกลิ่นเน่าเหม็น ดวงตาขุ่นมัว ตาหลุด ซึ่งไม่แน่ใจว่ามีใครนำมาทิ้งไว้ทำให้ลอยมาติดริมชายหาด...ริมชายหาดแม่รำพึงนั้นห่างจากจุดที่เกิดเหตุน้ำมันรั่วไหล และจากทิศทางลมการพัดพาคราบน้ำมันไม่ได้มาทางบริเวณดังกล่าว จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อสัตว์น้ำบริเวณหาดแม่รำพึงมากนัก...เรียกว่าแก้ข่าวได้ชวนงุนงงสงสัยมาก

     ดูข่าวช่วงที่ผ่านๆ มาแล้ว  ขอบอกว่า...งง..ค่ะ..งง!!
 

 

 

ที่มาภาพประกอบ
- ภาพหมี จาก แอปพลิเคชั่น LINE 
- ภาพแผนที่จาก กรมควบคุมมลพิษ