บทเรียนน้ำท่วมประจันตคาม อีกครั้งในรอบ 70 ปี

  • warning: array_map(): Argument #2 should be an array in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/modules/system/system.module on line 1050.
  • warning: array_keys() expects parameter 1 to be array, null given in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
  • warning: Invalid argument supplied for foreach() in /home/greenwor/domains/greenworld.or.th/public_html/web/includes/theme.inc on line 1845.
จิตติมา บ้านสร้าง

บทเรียนน้ำท่วมประจันตคาม อีกครั้งในรอบ 70 ปี

จิตติมา บ้านสร้าง

อำเภอประจันตคาม เป็นอำเภอเงียบๆ ของจังหวัดปราจีนบุรี บ้านเกิดของผู้เขียนและบรรพบุรุษฝ่ายแม่ โดยลักษณะทางกายภาพ อำเภอประจันตคามอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ค่อนข้างเป็นที่สูง แต่มีบางพื้นที่เป็นที่ราบลุ่ม เช่น คลองประจันตคาม คลองนี้เป็นหนึ่งในจำนวนคลองต้นน้ำหลายคลองของแม่น้ำปราจีนบุรี พื้นที่ที่ว่าก็จะมีน้ำท่วมถึงทุกปี ทุกบ้านในที่ราบลุ่มนั้นรวมทั้งบ้านผู้เขียนด้วย เป็นเรือนใต้ถุนสูงแบบโบราณ เมื่อถึงฤดูน้ำ น้ำก็จะหลากจากคลองและเอ่อท้นฝั่งขึ้นมา ผ่านใต้ถุนบ้าน แผ่ออกทุ่งไป ในอดีตฤดูน้ำกินเวลาสัก 2 เดือน (เป็นช่วงเวลาสนุกสนานของเด็ก เพราะน้ำใสสะอาด ไม่เหมือนน้ำท่วมกรุงปี 54) แต่หลังๆ ฤดูน้ำชักสั้นลงจนบางปีเหลือแค่ 2-3 อาทิตย์  บางปีน้ำน้อยจนเด็กๆ ลงเล่นน้ำแทบไม่ได้ แต่บางปีน้ำก็มากจนยืนไม่ถึงพื้นดิน  เท่าที่ผู้เขียนอยู่บ้านนี้มามากกว่า 35 ปี  ปีที่เรียกว่าน้ำมากจริงๆ บ้านใต้ถุนสูงของผู้เขียนก็ยังเหลือบันไดไม่น้อยกว่า 2 ขั้นจาก 9 ขั้น อาณาบริเวณของน้ำก็ท่วมกินพื้นที่ไปไม่เกินท้ายวัดศรีประจันตคาม วัดประจำอำเภอที่อยู่ใกล้บ้านผู้เขียน

แต่ฤดูน้ำปีนี้ไม่มีใครคาดคิดว่า อาณาบริเวณน้ำท่วมจะกินพื้นที่เลยหน้าวัด ไปท่วมที่ว่าการอำเภอซึ่งอยู่ถัดออกไป และเลยไปถึงตลาดสดที่อยู่ไกลออกไปเกือบ 1 กิโลเมตร ส่วนบ้านของผู้เขียนนอกจากบันไดไม่เหลือสักขั้นแล้วยังท่วมเข้าไปถึงระเบียงและครัว รวมเป็นอีก 2 ระดับนับจากบันไดขั้นสุดท้าย

ผู้เขียนถามแม่ซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิดว่าเคยมีน้ำท่วมมากแบบนี้ไหม แม่บอกว่า เคยมีครั้งหนึ่งตอนแม่เด็กๆ แต่จำไม่ได้ว่าอายุเท่าไหร่ (เบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะราวปี 2485 เพราะเป็นปีน้ำท่วมใหญ่ที่กรุงเทพฯ ถึงกับพายเรือกันบนถนนราชดำเนิน หัวลำโพงและอื่นๆ) แม่บอกว่าตอนนั้นต้องพายเรือไปตลาดสดและเอาเรือเข้าไปพายในบ้านซึ่งเป็นบ้านใต้ถุนสูงริมน้ำได้ นอกนั้นก็ยังไม่เคยมีอีกจนมาปีนี้

ด้วยความสงสัยว่าปัจจัยของปีนี้คืออะไร ผู้เขียนไปที่สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA  ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ ก็เลยลองเอาภาพถ่ายดาวเทียมมาไล่ดูย้อนหลังถึงรูปแบบของน้ำท่วมใหญ่ของปราจีนบุรีว่าเคยท่วมในปีไหนบ้าง ท่วมที่ไหนอย่างไร ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลังของลุ่มน้ำปราจีนบุรีก็มีเพียงแค่ปี 2548 เป็นต้นมาจนปัจจุบัน หลังจากไล่ดูภาพมาจำนวนหนึ่ง ก็พบภาพที่น่าสนใจมากภาพหนึ่งที่แสดงว่า ปี 2548 เป็นปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ในปราจีนบุรี ซึ่งข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมที่เห็น สีน้ำเงินเป็นพื้นที่น้ำท่วมปี 2548 ส่วนสีแดงเป็นพื้นที่น้ำท่วมของปีนี้ จะเห็นได้ว่าพื้นที่น้ำท่วมปี 2548 กินอาณาบริเวณกว้างขวางกว่าปีนี้มากตั้งแต่อำเภอสระแก้ว กบินทร์บุรี ศรีมหาโพธิ รวมถึงประจันตคามด้วย  แต่ผู้เขียนคิดว่าคนอำเภอประจันตคามไม่รู้สึกว่านั่นเป็นปีน้ำท่วมใหญ่ เพราะไม่ได้มีเหตุการณ์น้ำท่วมเลยท้ายวัดมาอย่างในปีนี้ และอย่างน้อยที่บ้านผู้เขียนก็ไม่ได้มีบันทึกว่าบันไดบ้านจมอยู่ใต้น้ำทุกขั้น ผู้เขียนพยายามค้นหาข่าวน้ำท่วมปราจีนบุรีปี 2548 ก็ไม่พบว่ามีการรายงานข่าวที่เป็นนัยยะสำคัญ

เมื่อดูข้อมูลปริมาณฝนของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีก็พบว่าในปี 2548 มีปริมาณฝนกว่า 1,700 มม. ใกล้เคียงกับปีนี้ แต่จากกราฟที่แสดงปริมาณฝนรายเดือนของปีนี้กับปี 2548 พบว่าปริมาณฝนปีนี้มากกว่าปี 2548 และมีฝนตกมากมาตั้งแต่ต้นฤดูมากกว่าในปี 2548 ขณะที่ค่าเฉลี่ยของปริมาณฝนแต่ละปีของจังหวัดจะอยู่ที่ประมาณ 1,500 มม.  แสดงว่าน้ำจากฟ้า ปี 2548 น้อยกว่าปีนี้ สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ ปีนี้น้ำมาก แต่พื้นที่แผ่ท่วมของน้ำน้อยกว่าปี 2548 อย่างที่เห็นจากภาพถ่ายดาวเทียม ขณะที่
ดร.อานนท์คำนวณจากภาพถ่ายดาวเทียม ก็พบว่าปีนี้มีพื้นที่น้ำท่วมน้อยกว่าในปี 2548 ถึง 80,000 ไร่ นี่จึงเป็นเรื่องแปลกทั้งที่ปีนี้น้ำมากกว่าแต่มีพื้นที่ถูกน้ำท่วมน้อยกว่าปี 2548

เมื่อพื้นที่น้ำท่วมน้อยลง ก็น่าจะมีคนเดือดร้อนน้อยลง แต่กลับเป็นว่าผลสะท้อนของมันก็คือ ความเดือดร้อนในปีนี้มากกว่าปี 2548 โดยลักษณะของความเดือดร้อนส่วนใหญ่ของปีนี้จะฉายออกมาในลักษณะของน้ำที่ท่วมสูงกว่าที่เคยท่วมจนเกิดความเสียหาย และท่วมนาน เพราะน้ำระบายได้ช้า ดร.อานนท์ ก็อธิบายว่า เมื่อต้นน้ำและกลางน้ำ น้ำไม่สามารถแผ่เข้าไปในพื้นที่ที่เคยรับน้ำได้ จึงไปกระจุกตัวรวมกันอยู่ที่ปลายน้ำ คือบริเวณบ้านสร้าง ศรีมหาโพธิ ทำให้ความเดือดร้อนสูงสุดไปกระจุกตัวอยู่ที่นั่น  

ผู้เขียนคุยกับ ดร.อานนท์ ก็พบว่ามีข้อสันนิษฐานอยู่ 2-3 ประเด็น ข้อสันนิษฐานที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดก็คือ น่าจะเป็นไปได้ว่าหลังปี 2548 มีการก่อสร้างอะไรบางอย่าง หรือมีการบล็อกบางพื้นที่ หรือเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดิน เช่น ก่อสร้างถนน คันกั้นน้ำ ถมที่ดินเป็นอุตสาหกรรม หรือกั้นพื้นที่นาปรัง ฯลฯ จนน้ำถูกบีบให้มีที่อยู่น้อยลง ทำให้พื้นที่ที่เคยเปียกในปี 2548 กลายเป็นพื้นที่แห้งมากมายในปีนี้  ซึ่งก็แน่นอนว่าเมื่อน้ำจากฟ้ามามากกว่า แต่มีพื้นที่ให้แผ่น้อยลง ก็เปลี่ยนโฉมหน้าของน้ำท่วมตามธรรมชาติให้เป็นแบบไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ที่เปียกกลายเป็นที่แห้ง ทำให้ที่แห้งกลายเป็นที่เปียก ความลึกและความรุนแรงของน้ำก็มากขึ้น ที่ท่วมแบบไม่เดือดร้อนก็กลายเป็นเดือดร้อน ที่เดือดร้อนน้อยก็กลายเป็นเดือดร้อนมาก ส่วนเดือดร้อนมากอยู่แล้วก็เลยกลายเป็นเดือดดาล

ตอนแรกผู้เขียนเข้าใจว่าฝนตกมากทำให้น้ำลงมาจากเขาใหญ่มากจนท่วมประจันตคาม หรือไม่ก็เพราะอำเภอประจันตคามอยู่ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จึงสันนิษฐานว่ามีการลักลอบทำลายป่าไม้ให้เสื่อมโทรมจนเก็บน้ำไม่ได้ แต่เมื่อศึกษาจากภาพถ่ายดาวเทียมก็พบว่าภาพถ่ายที่บ่งบอกคุณภาพป่าปัจจุบันไม่แตกต่างจากภาพในปี 2531 ปัจจัยเรื่องป่าเสื่อมโทรมลงจึงไม่ใช่ปัจจัยใหญ่ของน้ำท่วมคราวนี้

ผู้เขียนจึงถาม ดร.อานนท์ ว่าเฉพาะที่อำเภอประจันตคาม จะอธิบายถึงสาเหตุของน้ำท่วมได้อย่างไร ดร.อานนท์บอกว่า  เมื่อน้ำถูกบีบให้มีพื้นที่แผ่น้อยลง ก็ต้องสะสมขึ้นทางสูง สุดท้ายก็ไปรวมตัวกันอยู่ที่ลุ่มต่ำแถวๆ ศรีมหาโพธิ ศรีมโหสถ และบ้านสร้าง สุดท้ายประตูระบายน้ำที่นั่นก็พัง แต่น้ำไหลออกไปทางท้ายน้ำไม่ได้ เพราะน้ำเต็มพื้นที่อยู่จึงดันขึ้นที่สูงอย่างที่อำเภอประจันตคาม สรุปก็คือพื้นที่สูงใกล้เชิงเขาอย่างอำเภอประจันตคาม น้ำท่วมเพราะน้ำถูกบีบอัดที่ท้ายน้ำจนดันย้อนขึ้นมาท่วมพื้นที่ต้นน้ำ

ตอนที่น้ำท่วมกรุงเทพปี 2554 มีการพูดถึงสาเหตุน้ำท่วมที่มาจากการไม่ยอมเป็นพื้นที่เปียกตามธรรมชาติด้วยการถมที่ การกั้นที่ การสร้างคันกั้นน้ำ การบีบบังคับน้ำให้อยู่ในพื้นที่จำกัดมาครั้งหนึ่งแล้ว  น้ำท่วมใหญ่ปราจีนบุรีครั้งนี้ ยังตอกย้ำปัญหาซ้ำเดิม แทนที่จะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกันไปคนละน้อยๆ แต่เศรษฐกิจไม่เสียหายมากอย่างในอดีต แล้วใช้การปรับตัว ปรับวิถีชีวิตอย่างเหมาะสม  แต่กลับสร้างให้มีพื้นที่แห้งมากขึ้น ก็เลยต้องจ่ายแพงแบบนี้

ที่สำคัญก็คือเงินที่เอาไปใช้ในโครงการบริหารจัดการน้ำ ที่สุดแล้วก็จะย้อนกลับมาทำร้ายเราเอง และเงินที่รัฐบาลเอามาเยียวยาบาดแผลและความเสียหาย (ซึ่งก็ไม่สามารถชดใช้ได้หมด) มันก็เป็นเงินภาษีของเรา แถมคนบางพวกยังมาเอาหน้าบอกว่ามาช่วยเหลือ แจกสิ่งของบรรเทาทุกข์ ช่วยผลักดันให้มีการจ่ายเงินชดเชย...ทั้งที่มันเงินของเราทั้งนั้น

 

ที่มา กราฟและแผนที่ประกอบ จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA)