โลกร้อน VS โลกเย็น

จิตติมา บ้านสร้าง

โลกร้อน VS โลกเย็น

จิตติมา บ้านสร้าง

หลายคนอาจจะยังจำกันได้ถึงหนังเรื่อง “วิกฤตวันสิ้นโลก” หรือ “The Day After Tomorrow” ที่ออกฉายและสร้างกระแสวิกฤตจากโลกร้อนได้อย่างครึกโครมเมื่อปี 2547 บางคนอาจมองว่าน่าจะใกล้เคียงกับการเกิด Polar Vortex จนน้ำตกหูโข่วในจีนและน้ำตกไนแองการาในสหรัฐอเมริกากลายเป็นน้ำแข็ง  และมีรายงานว่าบางพื้นที่มีอุณหภูมิลดต่ำลงถึง – 50 องศาเซลเซียส  ขณะที่ภาพถ่ายดาวเทียมจาก NOAA แสดงให้เห็นถึงหิมะและน้ำแข็งปกคลุมสหรัฐอเมริกาลงมาถึงครึ่งประเทศ ซึ่งเป็นภาพที่แลดูคล้ายกับในภาพยนตร์

ส่วนประเทศไทยก็มีอากาศหนาวเย็นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นบ่อยนักในระยะ 30 ปีมานี้ และยังหนาวเย็นยาวนานมาจนถึงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเราแทบจะคุ้นเลยกันแล้วว่า หลังปีใหม่ไม่นานก็จะร้อนจนเหมือนฤดูร้อนเข้าไปทุกที

Polar Vortex อธิบายอย่างง่ายๆ ก็คือพายุชนิดหนึ่ง หากเรารู้จัก Tropical cyclone ว่าเป็นพายุเขตร้อน Polar Vortex ก็คือพายุที่เกิดในเขตขั้วโลกเหนือ ซึ่งบางคนก็อาจเรียกว่า Polar cyclone โดยมีปัจจัยอย่างเดียวกันคืออุณหภูมิของน้ำทะเลที่มีความอุ่นขึ้น

ในกรณีของ Polar Vortex นี้ เมื่อน้ำในมหาสมุทรที่ใกล้กับขั้วโลกเหนืออุ่นขึ้น ก็กลายเป็นไอลอยขึ้นที่สูงก็คือขั้วโลก ลมเย็นที่อยู่ขั้วโลกก็กดต่ำลงมาแทนที่ เมื่อเกิดการแลกเปลี่ยนย้ายที่กันแบบนี้ก็เกิดเป็นลมหมุนวน เพียงแต่เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นในเขตร้อนซึ่งทางกายภาพมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก พายุจึงนำมาซึ่งฝนและน้ำท่วม แต่เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นในเขตหนาวที่มีไอความเย็นและน้ำแข็งเป็นองค์ประกอบทางกายภาพ สิ่งที่ลมพายุนำพามาก็คือความหนาวเย็นสุดขั้วและหิมะ  

ภาพจาก The National Oceanic and Atmospheric Administration (NOAA)

หลายคนคงสงสัยว่าถ้าเกิดเพราะน้ำทะเลอุ่นขึ้นแล้ว Polar Vortex จะเกี่ยวข้องกับโลกร้อนหรือสภาวะเรือนกระจกของโลกเราหรือไม่ เพราะปัจจัยสำคัญก็คืออุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงกว่าปกติ ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิศาสตร์สารสนเทศ บอกว่าไม่อยากฟันธงถึงขนาดว่าเป็นเพราะโลกร้อนหรือไม่ เพราะ มีอีกหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา และต้องดูระยะยาวมาก ๆ แต่ก็อาจเรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์กัน ตอนนี้ยังมองว่าเป็นระดับปรากฏการณ์ของภูมิอากาศมากกว่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างถาวรอย่างในหนังเรื่อง “The Day After Tomorrow” แม้ว่าปัจจัยที่ถูกพูดถึงในภาพยนตร์เรื่องนั้น จะมีส่วนสัมพันธ์ด้วยก็ตาม (ภาพยนตร์เรื่องนั้นกล่าวถึง การที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายทำให้น้ำจืดลงสู่มหาสมุทรมากจนความเค็มของมหาสมุทรลดลงจนส่งผลให้กระแสน้ำอุ่นน้ำเย็นหลักของโลกหยุดชะงัก ไม่สามารถถ่ายเทความร้อนความเย็นในโลกได้ตามปกติ)

ขณะที่ข้อมูลจากนักวิทยาศาสตร์ขององค์การบริหารสมุทรศาสตร์และบรรยากาศแห่งสหรัฐอเมริกา (NOAA) ก็ระบุว่าปี 2013 ที่ผ่านมาเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่ากับอันดับที่ 4 ของโลกนับแต่มีการบันทึกข้อมูลมา 133 ปี ซึ่งแน่นอนว่าน้ำในมหาสมุทรเป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อนดังกล่าวได้ดีที่สุด  ข้อมูลนี้สอดคล้องกับการอธิบายที่ว่าอุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้นกว่าปกติ ส่งผลต่อการเกิดพายุ ซึ่งเมื่อความร้อนในมหาสมุทรไปเกิดขึ้นที่ใกล้กับขั้วโลกก็ทำให้เกิดพายุจากขั้วโลก ดร.อานนท์บอกว่าระยะหลังๆ ก็เกิดขึ้นบ่อยครั้งดังที่เราจะเห็นมีข่าวความหนาวเย็นที่เกิดขึ้นทั่วโลก หรือพายุหิมะถล่มเมืองต่างๆ ซึ่งล่าสุดก็เกิดขึ้นเมื่อปี 2554 เพียงแต่ที่เกิดขึ้นในปีนี้ มีความรุนแรงมากกว่าที่เราเคยเห็น

อย่างไรก็ตาม ดร.อานนท์บอกว่า นักวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีการวิเคราะห์สาเหตุเรื่องนี้ออกมา เพราะยังไม่หมดฤดูกาล ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลดิบหลายๆ อย่างและจะวิเคราะห์ภายหลังซึ่งอาจกินเวลาอีก 3-4 เดือน กว่าที่จะสามารถบอกได้ว่า Polar Vortex ครั้งนี้เกิดจากอะไร เกี่ยวพันกับโลกร้อนมากน้อยเพียงใด

แต่แน่นอนว่า Polar Vortex ที่มีความรุนแรงมากในปีนี้ ส่งผลความหนาวเย็นดังกล่าวลงมาถึงประเทศไทยด้วย ซึ่งจะยังคงไม่จบลงในเดือนมกราคมนี้ แต่จะกินเวลาไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งคาดว่าช่วงสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนกุมภาพันธ์ สถานการณ์ของ Polar Vortex น่าจะเบาบางลง และทำให้ประเทศไทยลดความหนาวเย็นลง อาจยังคงหลงเหลืออยู่บ้างตามตอนบนของประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์น้ำแข็งปกคลุมโลกและความหนาวเย็นที่ว่าอุณหภูมิต่ำกว่าดาวอังคารนี้ ยังมีอีกแนวทฤษฎีหนึ่งที่บอกว่าโลกของเราในปี 2014 นี้เป็นปีที่เริ่มต้นก้าวเข้าสู่ยุคน้ำแข็งขนาดย่อย หรือ Little Ice Age เนื่องจากเกิดจุดดับบนดวงอาทิตย์มากขึ้น แต่แนวทฤษฎีนี้อาจจะได้รับการยอมรับไม่มากนัก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์เห็นว่าแม้จะมีจุดดับบนดวงอาทิตย์มากขึ้น ก็ไม่น่าจะส่งผลต่อการลดรังสีความร้อนของดวงอาทิตย์ลงจนทำให้เกิดความเย็นบนโลกอย่างมีนัยยะสำคัญ เพราะจุดดับไม่สามารถเทียบได้กับปริมาณความร้อนของดวงอาทิตย์ที่มีอยู่มากมายมหาศาล แต่จุดดับดังกล่าวจะส่งผลต่อคลื่นที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารมากกว่า  

ไม่ว่าเหตุผลของการเกิด Polar Vortex ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร และยังคงใช้เวลาพิสูจน์สาเหตุอีกยาวนาน แต่ที่สถานการณ์แบบนี้บอกเราได้แน่ๆ ก็คือตอนนี้โลกเราเริ่มไม่ปกติและมีความรุนแรงทางธรรมชาติมากขึ้นทุกวัน

Share this

อ่านเรื่องย้อนหลัง

10 มี.ค. 2557
 

creative-commonsแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 ประเทศไทย
พัฒนาเว็บไซต์โดย โอเพ่นดรีม